วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568

27-31 ธ.ค. 2568 / 2025

  • ไปอาศรม
  • ขาไป บนรถตู้ อยู่ดีๆ ก็ไปกระแทกใจเรื่อง "พ่อทิ้ง" เป็นสิ่งที่แปลกใจตั้งแต่ไปเขาสารพัดดี ที่ร้องไห้เรื่องนี้
  • พ่อทิ้ง คืออะไรก็ไม่รู้ แต่ในมโนภาพ มีใจแยกเป็นสองอย่างอย่างละครึ่ง คือ โกรธพ่อหรือเสียใจ และอีกใจนึงก็รู้เหตุผลดีของเบื้องหลังนั้น ให้อารมณ์กัณหาโกรธพระเวสสันดรอย่างบอกไม่ถูก
  • ได้กินชาเย็น แบบเทวดาเสริฟ โดยบังเอิญว่าอยากกิน เลยถามไปว่าแถวนี้มีร้านขายไหม เจ้าของร้านผัดซีอิ๊วเลยบอก เพิ่งมีน้องซื้อพันธุ์ไทยมาฝาก ยังไม่ได้กิน ขายต่อให้เอาไหม แปลกว่า ทุกอย่างพอดีเหลือเกินจนเหมือนเทวดาจัดให้ ปกติชาพันธุ์ไทยไม่อร่อย แต่วันนั้นกลับอร่อยอย่างน่าประหลาด หอม ไม่หวานเกิน ปริมาณก็พอดี ดีไปหมด ตอนดื่มก็มีสติทุกอย่าง แต่พอดื่มหมดกลับมีเสียงในหัวว่า "เห็นไหมลูก เวทนามันเท่านี้เอง แล้วก็ดับไปแบบนี้เอง" แล้วก็น้ำตาไหลเป็นทาง มโนภาพในหัวคือ เด็กน้อยสามสี่ขวบร้องไห้ซบบ่าพ่อ แล้วน้ำตาก็ไหล ในใจมันบอก ดูสิมันต้องการเท่านี้เอง
  • เรียกว่าเป็นเครื่องดื่มที่ให้คุณ 2 ครั้งแล้ว ครั้งแรกเข้าใจฌาน ครั้งนี้วิปัสสนา
  • ในความสงบแม้ไม่มากมายที่อาศรม รอบนี้ดู 5 วันจะผ่านไปรวดเร็วแบบงงๆ ไม่ได้เดินหรือนั่งจริงจังสักเท่าไร ปัญญาก็เดินสบตาผ่านไปมา ก็ทำให้รู้ว่า มันไม่ได้ต้องการสมาธิมากมายอะไรที่จะเดินวิปัสสนา รอบนี้ไม่ได้สมาธิลึกซึ้งตราตรึงอะไร แต่ก็รู้ว่าปัญญาก็สามารถปรากฏได้มากกว่าอยู่ภายนอก
  • เหมือนช่วงนี้คิดจะดูธาตุ มากกว่าดูขันธ์ แต่ไปๆ มาๆ กลับเปลี่ยนเป็นว่า ดูอายตนิกธรรมวันละเรื่องแทน
  • พอคิดจะดูอายตนะ ก็รู้สึกงงว่า เออ มันดูยังไงวะ ไม่ได้หมายถึงการดูตามหมวดอายตนบรรพ คือยังไม่คิดจะลากไปสังโยชน์ อาการคลำมั่วไปเรื่อยนี่ก็สนุกดีเหมือนกัน
  • มั่วตอนแรกก็ เออ มันรูปร่างยังไงเท่าที่นึกออก แม้จะรู้ว่าลูกตา ไม่ใช่ประสาทตา แต่ด้วยสัญญามันก็นึกออกแค่นี้ ลูกกลมๆ กลอกไปกลอกมา ชัดบ้างเบลอบ้าง เคลื่อนไหวอยู่ในที่จำกัดเหมือนถูกขัง ทำงานด้วยวิสัยจำกัด ต้องอยู่บนคอ และอาศัยร่างกายในการพยุงช่วยเหลือหันไปทิศนู้นทิศนี้ มั่วไปสักพักตัน ไม่รู้จะนึกอะไรต่อเพราะสัญญาจำกัด เลยเออ มาดูว่ามันทำงานตอนไหนมั่งละกัน
  • เห็นตาที่ทำงานตามเงื่อนไข ไม่ได้ทำงานตลอดเวลา เป็นอายตนะที่รับรู้เฉพาะโลกด้านหน้าเท่านั้น โลกด้านหลังไม่มีสำหรับตา มันจะทำงานตามความเคลื่อนไหวบ้าง ทำงานตามสัญญาบ้าง ทำงานเมื่อสลับโหมดกับใจบ้าง และถ้ามีสัญญาแต่มองไปไม่เห็น มันจะต่อด้วยสั่งกายให้หันไปหา ตาจะทำงานเมื่อกายเคลื่อนไหว หรือไม่ก็ภายนอกเคลื่อน จะทำงานเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง มีความเคลื่อนที่ที่ผิดไปจากเดิม จะพักเมื่อทุกอย่างดูปกติ พอดูๆ ไปก็จะเอ๊ะ ตาสองตานี่มันจักขุวิญญาณเดียวหรือ 2 จักขุวิญญาณกันนะ แต่ก็ช่างมันเถอะ
  • ระหว่างเดิน ดันไปเห็นอาจารย์ แล้วก็รู้สึกว่าใจผิดปกติขึ้นทันที คือเกร็งขึ้นมาแบบไม่ได้ตั้งใจ ก็เอ๊ะเลยว่า เออ ตาเห็นแล้วก็ว่านั่นเป็นคนเนอะ สัญญาทำงานทันทีว่านั่นอาจารย์ ธาตุดินที่เดินมานั่นต่างจากธาตุดินที่ตั้งอยู่เฉยๆ บนพื้นนั่นตรงไหน (ต้นไม้)  มิจฉาทิฏฐิเกิดจะจะคาตาเลย แล้วทำไมอยากหลบ หลบให้ใจสบายเห็นรึป่าว แล้วทำไมไม่คิดว่านั่นเป็นทัสสนานุตตริยะล่ะ การเห็นผู้ทรงศีลทรงธรรมมันไม่ดีตรงไหนเนี่ย
  • ในขณะที่หูเหมือนจะเปิดโหมด stand by ไว้มากกว่า หูไม่ต้องอาศัยทิศทางในการรับรู้ มันทำงานได้โดยรอบแตกต่างจากตา ในขณะที่เมื่อหูรับเหมือนการประมวลทิศทางจะตามมาอัตโนมัติ ทำงานเหมือนตาตรงที่หูจะรู้ไปกว้างๆ ถ้าสติอยู่กับตัว ถ้ามีเสียงที่โฟกัสจะเด่นขึ้นมาตามสัญญา ถ้าฟังเสียงคนหรือฟังเรื่องอยู่เสียง background ก็จะหาย ถ้าไม่สนใจก็ไม่ทำงาน
  • โลกของตากะหูไม่ได้ซ้อนทับสนิท ข้อมูลทั้งสองทวารไม่ได้สอดคล้องกันเป๊ะ บางอย่างตาเห็น หูไม่ได้ยิน บางอย่างหูได้ยินตาไม่เห็น ตอนนี้โลก ถูกประกอบขึ้นจากอย่างน้อย 2 ชุดข้อมูล 
  • ทวารกลิ่น ไม่ค่อยสังเกต เหมือนทั้งวันไม่ค่อยเกิด ถ้าไม่ใช่ตอนกิน หรือตอนเจอกลิ่นที่กระแทกจริงๆ ก็จะไม่ค่อยสังเกตว่ามันทำงาน และตอนกิน มันก็จะให้ข้อมูลคนละชุดกับทวารลิ้น คือจะเป็นแยกข้อมูลรสมาอีกทีนึงว่า เค็มนี้เค็มจากอะไร หวานนี้คือหวานลิ้นจี่หรือมะละกอ เป็นทวารที่มักทำงานใกล้ๆ กัน ให้ข้อมูลประกอบกัน