simple
วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
25 พ.ค. 2569/2026
วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569
โกเอ็นก้ารอบ 2 - 2569 / 2026
สิ่งที่ได้เรียนรู้รอบนี้
เมื่อสังขารดับ เวทนาก็ดับ
เป็นข้อสังเกตที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญว่า ทำไมรอบนี้ไม่มี sharp pain เลย
และเป็นความบังเอิญที่ว่าเมื่อแก้เมื่อยนั่งเป็นเทพธิดา คราวนี้ก็ปวดแบบ dull ร้าวไปทั้ง 2 ตูด นั่งดูไปหลบไปจนเกือบหมดชั่วโมงถึงเข้าถึงความเป็นกลางจริง รู้สึกราวกับตัวทั้งตัวถูกเผาอยู่กลางกองไฟ จนสุดท้ายเวทนานั้นก็คลายไปตามธรรมดาของมัน
เมื่อกลับมานั่งอีกครั้ง ท่าเดิม ตั้งใจว่าจะมาพิจารณาให้จิตเข้าใจความเป็นกลับพบว่า ความปวดหายไปและแบบหายไปเลย ไม่กลับมาอีกเลย
ตอนแรกเข้าใจว่า เพราะนั่งทับส้นตรงกระดูกองศาพอดี เลยทำให้ไม่ปวดแบบทับเนื้อ
ทดสอบบัลลังก์ต่อไป นั่งทับแบบเนื้อๆ เน้นๆ ปรากฏ เบาไม่ปวดที่เดิม ไปปวดที่อื่นที่ยังไม่ผ่านพิจารณา
สังขารนิโรธา วิญญาณนิโรโธ
ความดับเป็นอย่างนี้
ความจิตดับลงด้วยโทสะ จิตที่เกิดใหม่ (เวทนาที่เกิดใหม่ จะเป็นเวทนาที่ก่อให้เกิดโทสะ เป็นเวทนาที่พึงผลักไส)
ต่อเมื่อจิตนั้นดับลงด้วยความเป็นกลาง วิญญาณนั้น จึงไม่เกิดอีก หรือเกิดด้วยความรู้สึกเพียงว่าเป็นผลจากผัสสะ ไม่ได้เป็นเวทนาที่หยาบและก่อให้เกิดตัณหาผลักไสแต่อย่างใด (ตรงนี้ยังไม่ชัดนัก เพราะสภาวะที่เกิดคือ เวทนาหยาบนั้นดับ กายกลายเป็นว่ายิ่งนั่งยิ่งเบา แต่เวทนาละเอียดยังอยู่)
โดยแนวโน้มการเรียนรู้อย่างนี้ เป็นไปได้มากว่า เมื่อพิจารณาเวทนาหยาบจนจิตสิ้นความผลักไสแล้ว จะเข้าสู่การพิจารณาเวทนาละเอียดที่จิตติดใจ แต่ก็หมด 10 วันเสียก่อน รอบนี้เคลียร์ dull pain หยาบๆ ไปได้
การนั่งแต่ละบัลลังก์ จะรู้ได้เลยว่า จะปวดตรงไหน จะไม่ปวดตรงไหน อะไรเคลียร์แล้ว อะไรยังไม่เคลียร์ ถ้าจะเร่งปฏิกิริยา ก็นั่งเสียสมมาตรไปเลย จะได้ไม่เสียเวลารอ
นั่งเคลียร์เวทนาไปทีละบัลลังก์ จากปวดขา ไปปวดก้น จากปวดก้นไปปวดดาก ดูมันจะไล่จาก peripheral เข้า central มาเรื่อยๆ
จนจบคอร์ส ส่วนที่ติดคาอยู่คือ ตั้งแต่ส่วนสะบักขึ้นไป และส่วนแนวชิดสันหลัง ซึ่งเวทนาหยาบไม่แสดงในท่านั่งเลยไม่รู้จะพิจารณายังไงเหมือนกัน ไว้รอเป็นหน้าที่จิตละเอียดไปทำงาน
****
อีกเรื่องนึงที่เรียนแบบเทียบๆ เคียงๆ คือ การเกิดใหม่
มันเป็นการสังเกตจากจุดที่ทนเวทนาไม่ได้ แล้วตัดสินใจเปลี่ยนท่า
มันจะเหมือนกับ จิตมันแพ็คๆๆ ข้อมูล ปิดหีบ แล้วดับไป
พอเกิดใหม่ หีบก็เปิดออก และของที่แพ็คไปก็ออกมา
เช่น ดับไปด้วยอาการที่รู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่ดี แม้จะเปลี่ยนท่าเพื่อแก้เวทนาไปชั่วคราว
แต่เมื่อจิตเกิดใหม่ ความรู้สึกต่อเวทนาที่เกิดขึ้นอีกรอบ ก็จะเป็นไปในลักษณะที่ก่อความผลักไส แบบเดียวกันกับที่มันเป็นก่อนที่จะดับไป
****
คำที่กระแทกใจในรอบนี้ ระหว่างที่ฟังบรรยายเรื่องความรู้สึกประเภทต่างๆ นั่นนี่ ให้สังเกตนั่นนี่
สุดท้ายขมวดลงที่ "Just a manifestation of changing"
คำนี้กินใจมาก
เห็นความเปลี่ยนแปลงเป็นความเปลี่ยนแปลง
เห็นทุกข์เป็นทุกข์
ไม่ได้เห็นเรามีทุกข์
ไม่ได้เห็นเราผู้มีทุกข์
****
รอบนี้ไม่ได้มีการแสดงธรรมระดับทวีปอย่างรอบแรก หรืออาจจะเพราะมัวฟุ้งซ่าน
แต่ต่อให้ฟุ้งสะบัด ก็จะเห็นว่าเออ จิตมันก็กลัวเจ็บ
แล้วก็มีวิธีหนีสารพัด ซึ่งการแสดงธรรมเป็นหนึ่งในนั้นด้วย
entertainment มาหมด คือมันก็ทำให้นั่งได้ครบเวลาแหละ
แต่พอสำนึกได้ว่า มาเพื่อมาเรียนความเปลี่ยนแปลง
ไม่ใช่มาเตร็ดเตร่เถลไถล ก็ค่อยๆ ลงจากสวรรค์มาดู changing
ใจนี่ไม่ได้ยอมอะไรง่ายๆ
จากที่ได้มาฟังภาค eng คือไม่หลับ
เลยได้ฟังเหตุผลว่า ทำไมต้องเวทนา
ก็เพราะเวทนา มันต่อตรงกับระดับสัญชาตญาณ มันจะไม่พลิกเป็น จินตามยปัญญา
แต่ลงเป็นภาวนามยปัญญาเท่านั้น มันไม่มีที่ให้หลบนั่นเอง
หลบมีอย่างเดียวอ่ะ คือไม่ดู
สิ่งที่ติดหมายเหตุไว้นิดหน่อย
คือเหมือนจะเป็นการเฝ้าสังเกตอย่างเป็นกลางเพื่อที่จะละเอียดไปเรื่อยๆ จนพ้นรูปนาม
แต่ท่านก็ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า
อะไรหมายเหตุไว้ ก็เอาไว้ก่อน กินส่วนที่กินได้ไป ไม่ใช่ทิ้งทั้งจาน
****
รอบนี้จับกระแสเมตตาไม่เต็มที่เหมือนรอบก่อน
จำได้ว่ารอบก่อนเหมือนเรียนรู้ได้เป็นครั้งแรกว่า โอว แผ่เมตตาเป็นอย่างนี้
แล้วก็ลืม
สิ่งที่ได้ติดกลับมาจากรอบนี้คือ ความคอยมาอยู่กับเวทนาเนืองๆ
แม้หลายวันก็จะลดลงตามส่วน ก็ดูมันมีความพยายามที่จะคอยระลึกอยู่ด้วยเสมอๆ
สติกับอุเบกขา เหมือนล้อทั้งสองที่ต้องควบคู่กันไป
Just a manifestation of changing
****
แปลกใจเล็กน้อยที่ไม่ได้บันทึกการไปรอบแรกไว้
เท่าที่จำได้ก็คือ น่าตื่นเต้นมาก ว่าการข้ามเวทนาเป็นอย่างนี้ๆ
ธรรมแสดงไปด้วย พิจารณาไฟที่เผาระดับ 10 severe pain นี้อยู่ด้วย
ทุกๆ บัลลังก์จะมีธรรมใหม่ๆ ให้พิจารณาละไปเรื่อยๆ
ตัวหลักรอบนี้ จะเห็นว่าเป็นสังขารเก่า พวกนิสัยเดิม สันดานเดิม
ความรับผิดชอบเวอร์วัง
ก็ใหญ่ระดับทวีปเลย แล้วก็วางลงด้วยความขอบคุณ เธอไม่ได้สลายหายไปให้เห็นเหมือนกับ
ความยึดติดอื่นๆ เพียงแต่เมื่อขอบคุณแล้วเธอก็ detach ออก ไม่ได้เป็น entity ที่รวมกับเราอีกต่อไป
ส่วนรอบสองนี้ เหมือนจะเห็นสันดานทหารหรือแม่ทัพที่ขึ้นมา
ไม่ได้ใหญ่โตเหมือนรอบแรก แต่ค่อยๆ แยก และหลุดออกไปเป็นลำดับ
สันดานตระกูลนี้ยังไม่หมด ยังเหลืออยู่ประมาณ 5-15% รอการเรียนรู้ในจังหวะที่เหมาะสมต่อไป
****
จาก trend ลักษณะนี้ คาดว่าการเรียนจะเป็นไปในทิศ สุขาปฏิปทามากขึ้นตามความหยาบที่ละได้
และความละเอียดที่มากขึ้น ซึ่งทั้งคู่ต้องอาศัยการพิจารณาจริงจังในสมาธิทั้งสิ้น
วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569
ไวพจน์ของปัญญา
มี 32 ชื่อ
- ปัญญา = ปัญญา
- ปชานนา = ความรู้ชัดเจน
- วิจโย = ความเลือกเฟ้น
- ปวิจโย = เลือกเฟ้นโดยรอบด้าน
- ธมฺมวิจโย = เลือกเฟ้นสัจจธรรม เลือกเฟ้นอริยสัจ 4
- สลฺลกฺขณา = การกำหนดด้วยดี
- อุปลกฺขณา = การกำหนดอย่างมั่นคง
- ปจฺจุปลกฺขณา = การกำหนดอย่างชัดเจนเจาะจง
- ปณฺฑิจฺจํ = ความเป็นบัณฑิต
- โกสลฺลํ = ความเป็นคนฉลาด
- เนปุญฺญํ = ความเป็นคนละเอียด
- เวภพฺยา = ภาวะที่แจ่มแจ้ง
- จินฺตา = ภาวะที่คิดในเรื่องที่ถูกต้อง
- อุปปริกฺขา = การเข้าไปพิจารณาโดยชัดเจนมั่นคง
- ภูริ = ปัญญาเหมือนแผ่นดิน คือมั่นคงและกว้างขวาง
- เมธา = ปัญญาชำแรกกิเลส
- ปริณายิกา = ปัญญาที่เป็นดั่งผู้นำไปหาสิ่งที่เป็นประโยชน์นานาประการ
- วิปัสฺสนา = ปัญญาที่ทำให้เห็นโดยประการต่างๆ
- สมฺปชญฺญํ = รู้โดยทั่วถึงถูกต้อง
- ปโตโท = ปัญญาเหมือนปฏัก
- ปญฺญา = ปัญญา
- ปญฺญินฺทฺริยํ = ปัญญาที่เป็นใหญ่ในการมองเห็นความเป็นจริง
- ปญฺญาพลํ = ปัญญาที่ไม่หวั่นไหวไปในฝ่ายตรงข้ามคืออวิชชา
- ปญฺญาสตฺถํ = ปัญญาดั่งศาสตรา
- ปญฺญาปาสาโท = ปัญญาเปรียบดังปราสาทเหมือนคนขึ้นอยู่บนที่สูงเมื่อมองลงเบื้องล่างย่อมชัดเจน
- ปญฺญาอาโลโก = ปัญญาดังแสงสว่าง
- ปญฺญาโอภาโส = ปัญญาดังโอภาส
- ปญฺญาปชฺโชโต = ปัญญาที่รุ่งเรือง
- ปญฺญารตนํ = ปัญญาที่เป็นรัตนะเพราะก่อให้เกิดความยินดี หาได้ยาก ปรากฏได้ยาก เป็นเครื่องใช้สอยของคนที่ดี
- อโมโห = ภาวะที่ไม่หลง
- ธมฺมวิจโย = วิจัยธรรม
- สมฺมาทิฏฺฐิ = ทิฏฐิที่เป็นกุศลเครื่องนำออกจากวัฏฏะทุกข์
วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569
父爱
ระหว่างวัน สิ่งที่ผุดขึ้นมาคือ
我要的是
- 偏袒
- 保护
- 无法无天
วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568
27-31 ธ.ค. 2568 / 2025
- ไปอาศรม
- ขาไป บนรถตู้ อยู่ดีๆ ก็ไปกระแทกใจเรื่อง "พ่อทิ้ง" เป็นสิ่งที่แปลกใจตั้งแต่ไปเขาสารพัดดี ที่ร้องไห้เรื่องนี้
- พ่อทิ้ง คืออะไรก็ไม่รู้ แต่ในมโนภาพ มีใจแยกเป็นสองอย่างอย่างละครึ่ง คือ โกรธพ่อหรือเสียใจ และอีกใจนึงก็รู้เหตุผลดีของเบื้องหลังนั้น ให้อารมณ์กัณหาโกรธพระเวสสันดรอย่างบอกไม่ถูก
- ได้กินชาเย็น แบบเทวดาเสริฟ โดยบังเอิญว่าอยากกิน เลยถามไปว่าแถวนี้มีร้านขายไหม เจ้าของร้านผัดซีอิ๊วเลยบอก เพิ่งมีน้องซื้อพันธุ์ไทยมาฝาก ยังไม่ได้กิน ขายต่อให้เอาไหม แปลกว่า ทุกอย่างพอดีเหลือเกินจนเหมือนเทวดาจัดให้ ปกติชาพันธุ์ไทยไม่อร่อย แต่วันนั้นกลับอร่อยอย่างน่าประหลาด หอม ไม่หวานเกิน ปริมาณก็พอดี ดีไปหมด ตอนดื่มก็มีสติทุกอย่าง แต่พอดื่มหมดกลับมีเสียงในหัวว่า "เห็นไหมลูก เวทนามันเท่านี้เอง แล้วก็ดับไปแบบนี้เอง" แล้วก็น้ำตาไหลเป็นทาง มโนภาพในหัวคือ เด็กน้อยสามสี่ขวบร้องไห้ซบบ่าพ่อ แล้วน้ำตาก็ไหล ในใจมันบอก ดูสิมันต้องการเท่านี้เอง
- เรียกว่าเป็นเครื่องดื่มที่ให้คุณ 2 ครั้งแล้ว ครั้งแรกเข้าใจฌาน ครั้งนี้วิปัสสนา
- ในความสงบแม้ไม่มากมายที่อาศรม รอบนี้ดู 5 วันจะผ่านไปรวดเร็วแบบงงๆ ไม่ได้เดินหรือนั่งจริงจังสักเท่าไร ปัญญาก็เดินสบตาผ่านไปมา ก็ทำให้รู้ว่า มันไม่ได้ต้องการสมาธิมากมายอะไรที่จะเดินวิปัสสนา รอบนี้ไม่ได้สมาธิลึกซึ้งตราตรึงอะไร แต่ก็รู้ว่าปัญญาก็สามารถปรากฏได้มากกว่าอยู่ภายนอก
- เหมือนช่วงนี้คิดจะดูธาตุ มากกว่าดูขันธ์ แต่ไปๆ มาๆ กลับเปลี่ยนเป็นว่า ดูอายตนิกธรรมวันละเรื่องแทน
- พอคิดจะดูอายตนะ ก็รู้สึกงงว่า เออ มันดูยังไงวะ ไม่ได้หมายถึงการดูตามหมวดอายตนบรรพ คือยังไม่คิดจะลากไปสังโยชน์ อาการคลำมั่วไปเรื่อยนี่ก็สนุกดีเหมือนกัน
- มั่วตอนแรกก็ เออ มันรูปร่างยังไงเท่าที่นึกออก แม้จะรู้ว่าลูกตา ไม่ใช่ประสาทตา แต่ด้วยสัญญามันก็นึกออกแค่นี้ ลูกกลมๆ กลอกไปกลอกมา ชัดบ้างเบลอบ้าง เคลื่อนไหวอยู่ในที่จำกัดเหมือนถูกขัง ทำงานด้วยวิสัยจำกัด ต้องอยู่บนคอ และอาศัยร่างกายในการพยุงช่วยเหลือหันไปทิศนู้นทิศนี้ มั่วไปสักพักตัน ไม่รู้จะนึกอะไรต่อเพราะสัญญาจำกัด เลยเออ มาดูว่ามันทำงานตอนไหนมั่งละกัน
- เห็นตาที่ทำงานตามเงื่อนไข ไม่ได้ทำงานตลอดเวลา เป็นอายตนะที่รับรู้เฉพาะโลกด้านหน้าเท่านั้น โลกด้านหลังไม่มีสำหรับตา มันจะทำงานตามความเคลื่อนไหวบ้าง ทำงานตามสัญญาบ้าง ทำงานเมื่อสลับโหมดกับใจบ้าง และถ้ามีสัญญาแต่มองไปไม่เห็น มันจะต่อด้วยสั่งกายให้หันไปหา ตาจะทำงานเมื่อกายเคลื่อนไหว หรือไม่ก็ภายนอกเคลื่อน จะทำงานเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง มีความเคลื่อนที่ที่ผิดไปจากเดิม จะพักเมื่อทุกอย่างดูปกติ พอดูๆ ไปก็จะเอ๊ะ ตาสองตานี่มันจักขุวิญญาณเดียวหรือ 2 จักขุวิญญาณกันนะ แต่ก็ช่างมันเถอะ
- ระหว่างเดิน ดันไปเห็นอาจารย์ แล้วก็รู้สึกว่าใจผิดปกติขึ้นทันที คือเกร็งขึ้นมาแบบไม่ได้ตั้งใจ ก็เอ๊ะเลยว่า เออ ตาเห็นแล้วก็ว่านั่นเป็นคนเนอะ สัญญาทำงานทันทีว่านั่นอาจารย์ ธาตุดินที่เดินมานั่นต่างจากธาตุดินที่ตั้งอยู่เฉยๆ บนพื้นนั่นตรงไหน (ต้นไม้) มิจฉาทิฏฐิเกิดจะจะคาตาเลย แล้วทำไมอยากหลบ หลบให้ใจสบายเห็นรึป่าว แล้วทำไมไม่คิดว่านั่นเป็นทัสสนานุตตริยะล่ะ การเห็นผู้ทรงศีลทรงธรรมมันไม่ดีตรงไหนเนี่ย
- ในขณะที่หูเหมือนจะเปิดโหมด stand by ไว้มากกว่า หูไม่ต้องอาศัยทิศทางในการรับรู้ มันทำงานได้โดยรอบแตกต่างจากตา ในขณะที่เมื่อหูรับเหมือนการประมวลทิศทางจะตามมาอัตโนมัติ ทำงานเหมือนตาตรงที่หูจะรู้ไปกว้างๆ ถ้าสติอยู่กับตัว ถ้ามีเสียงที่โฟกัสจะเด่นขึ้นมาตามสัญญา ถ้าฟังเสียงคนหรือฟังเรื่องอยู่เสียง background ก็จะหาย ถ้าไม่สนใจก็ไม่ทำงาน
- โลกของตากะหูไม่ได้ซ้อนทับสนิท ข้อมูลทั้งสองทวารไม่ได้สอดคล้องกันเป๊ะ บางอย่างตาเห็น หูไม่ได้ยิน บางอย่างหูได้ยินตาไม่เห็น ตอนนี้โลก ถูกประกอบขึ้นจากอย่างน้อย 2 ชุดข้อมูล
- ทวารกลิ่น ไม่ค่อยสังเกต เหมือนทั้งวันไม่ค่อยเกิด ถ้าไม่ใช่ตอนกิน หรือตอนเจอกลิ่นที่กระแทกจริงๆ ก็จะไม่ค่อยสังเกตว่ามันทำงาน และตอนกิน มันก็จะให้ข้อมูลคนละชุดกับทวารลิ้น คือจะเป็นแยกข้อมูลรสมาอีกทีนึงว่า เค็มนี้เค็มจากอะไร หวานนี้คือหวานลิ้นจี่หรือมะละกอ เป็นทวารที่มักทำงานใกล้ๆ กัน ให้ข้อมูลประกอบกัน