วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ตัวอย่างพิจารณาการฟังธรรม โดยความเป็นปัจจัย เห ธิ กํ หา อิน ฌา มัค

ทุกอย่างประชุมลงที่ใจ 
ใจในที่นี้เป็นชื่อของมโนทวาร (จักขุทวารเป็นเหมือนแค่กล้องปัญญาอ่อนเท่านั้น)

คำว่า ใจ ในที่นี้เป็นชื่อของ ภวังค์ กับ อาวัชชนะ มาเริ่มต้น
ทุกเรื่องเริ่มต้นที่นี่

ทำไมจึงว่าเริ่มที่ ภวังค์ 
ก็เพราะยังไม่ตาย ภวังค์แปลว่า ยังอยู่
ส่วนอาวัชชนะ คือการสนใจ

จุดเริ่มต้น ถ้าจะเรียนเอามาใช้จริงๆ ต้องกำหนดที่ภวังค์ กับอาวัชชนะให้ได้
เราจึงจะรู้ว่า อันนี้ควรรู้ยิ่ง
อันนี้ควรกำหนดรู้
อันนี้ควรละ 
อันนี้ควรเจริญ
อันนี้ควรทำให้แจ้ง

ตัวอย่างการพิจารณากุศลที่เกิดขึ้นจากการเรียนปฏิสัมภิทามรรค

จากการฟัง การสาธยาย การตรึกพิจารณาก็ดี ก็คือเป็นมโนวิญญาณเกิดขึ้น

ภวังค์ คือ เรายังมีชีวิตอยู่
+ ข้อมูลที่เรามีอยู่ ทำให้เกิด มโนวิญญาณ ขึ้น 

สำหรับมโนวิญญาณที่ประกอบไปด้วยอโลภะ อโทสะ อโมหะเหตุ
และธรรมที่ประกอบกับเหตุ (เหตู เหตุสมฺปยุตฺตกานํ ธมฺมานํ)
เป็นปัจจัยแก่รูปที่มีเหตุนั้นแหละเป็นสมุฎฐาน ก็คือมีผลเป็นจิตตชรูป
ออกมาเป็นเสียงสาธยายปฏิสัมภิทามรรค 

ก็คือจิต (จิตพร้อมเจตสิกนั่นแหละ) เป็นปัจจัย
จึงทำ จิตตชรูป สาธยายธรรม ออกมาเป็นเสียง

เสียงนี้แหละ เป็นอุปการะแก่ความเข้าใจมากขึ้นกว่าเดิม
เมื่อสาธยายก็รู้แจ้งอรรถ รู้แจ้งธรรม 
เสียงที่สาธยายนั่นแหละ เป็นเหตุให้ อโมหะ อโลภะ อโทสะ มีกำลังเติบโตยิ่งขึ้น
ก็คือ ยิ่งสวด ยิ่งสาธยาย ใจยิ่งผ่องใส นี่คือวิมุตตายตนะ ๕ ก็เข้ามา

เมื่อเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ปราโมทย์ ปีติ ในใจก็เกิดขึ้น
ปีติเป็นเหตุของปัสสัทธิ

เมื่อปัสสัทธิเกิดขึ้น ก็มีจิตตปัสสัทธิ กายปัสสัทธิ
กายก็เบา ใจก็เบา กายลหุตา จิตตลหุตา ก็เกิดขึ้น
ความอ่อนโยนก็เกิดขึ้น กายมุทุตา จิตตมุทุตา
ความควรแก่การงานก็เกิดขึ้น กัมมัญญตา นำไปเจริญกุศลเหล่าใดก็ได้
มีความคล่องแคล่ว ปาคุญญตา
มีความตรง อุชุกตา
คุณธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในใจ

กุศลธรรมเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในใจ
ทำให้เกิดใจที่มีความสุข
ใจทีมีความสุขย่อมตั้งมั่น

การฟังธรรม เมื่อเราพูดถึง ปีติ สุข สมาธิ
แปลว่า เรากำลังพูดถึง ฌานปัจจัย
เพราะเราเพ่งอรรถ เพ่งธรรม
สาธยายไปด้วย วิตก วิจาร ที่สาธยายธรรม หรือที่ทำให้เกิดปีติ
เพราะใส่ใจอย่างต่อเนื่องๆ ทุกๆ คำไปเรื่อยๆ นั่นแหละคือ วิตก วิจาร
แบบนี้เรียกว่า อธิบายโดย ฌานปัจจัย

ตรงกันข้าม
ทีนี้ ถ้ากุศลเหล่านี้ไม่เกิด
โดยมากกามภูมิมากไปด้วยโลภะ (ฉันจะเอาอะไรได้บ้าง ฉันจะได้อะไรบ้าง)
กามวิตกจะพาไปเรื่อย ปล่อยให้กามวิตกครอบงำ นิวรณ์ ๕ ก็เข้ามา

เมื่อนิวรณ์กลุ้มรุมมาก ก็ทำทุจริต
เมื่อทำทุจริตมาก นิวรณ์ก็กลุ้มรุมเข้าไปอีก วนอยู่อย่างนี้
เส้นทางของวัฏฏะ - วิวัฏฏะ ก็ประมาณนี้

เราพูดถึง เหตุปัจจัย และฌานปัจจัย คืออโลภะ อโทสะ อโมหะ เกิดขึ้นในจิตขณะฟังธรรม
แล้วใจก็เพ่งข้อมูล ตรึกไปตามข้อมูล ทำให้เกิดปีติ ปัสสัทธิ ฯลฯ 
องค์ประกอบของจิตที่เป็นอย่างนี้ทำให้จิตมีความสุข 
จิตที่มีความสุขย่อมตั้งมั่น
จิตตั้งมั่นย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง ปัญญาก็จะเกิดขึ้น

ทีนี้ ฟังแค่ครั้งเดียว ตรึกแค่ทีเดียวพอไหม
พวก ปีติ ปัสสัทธิ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา ปาคุญญตา อุชุกตา ต้องเกิดซ้ำๆ บ่อยๆ มากๆ 
นี่เรียกว่า ผัสสาหาร

สิ่งดีๆ เอาแค่นิดเดียว ไม่พอ
ชิมนิดเดียวไม่อิ่ม

ผัสสาหารนี่ กุศลธรรมคือ มโนวิญญาณที่ประกอบด้วย ปีติ ปัสสัทธิ ฯลฯ
พวกนี้ต้องอาศัย ผัสสาหาร อย่างมาก

ทีนี้ สมาธิ จะเป็นเอกัคคตาได้
จะมีคุณภาพสูงเป็น อัปปนา ได้ จะเอา อินทริยปัจจัย มาเช็ค
ว่า คุณธรรมเหล่านี้ ประกอบไปด้วย สัทธินทรีย์ หรือไม่
มี วิริยินทรีย์ หรือไม่
สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มีไหม

ดังนั้น ขณะที่ใจเกิดขึ้นนั้น กำหนด สัทธา ได้หรือไม่
กำหนด วิริยะ ได้ไหม 
กำหนด สติ...สมาธิ...ปัญญา ได้ไหม
นั่นแหละ คือ อินทริยปัจจัย

ทีนี้ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ นำไปสู่อะไร นั้นคือ มัคคปัจจัย
สัมมาทิฏฐิ ก็คือ ปัญญินทรีย์, ปัญญินทรีย์ ก็คือ สัมมาทิฏฐิ 
สมาธินทรีย์ ก็เป็น สัมมาสมาธิ ฯลฯ
ถ้าเปล่งออกมาเป็นคำพูด ก็เป็น สัมมาวาจา
ถ้ามีพฤติกรรมออกมา ก็เป็น สัมมากัมมันตะ
ถ้าอาศัยกุศลธรรมเหล่านี้ในการเลี้ยงชีพ ก็เป็น สัมมาอาชีวะ

ทั้งหมดนี้ เป็น มโนกรรม
ถ้าเปล่งออกมา เป็น วจีกรรม
ถ้าออกแรงออกมา ก็เป็น กายกรรม
ขณะที่กำลังทำอยู่นี่แหละ เรียกว่า สหชาตกรรม

กรรมนี้ควรทำเล็กๆ น้อยๆ หรือทำให้บ่อยๆ ?
ทำบ่อยๆ 
ควรทำให้ตั้งมั่น หรือทำให้คลอนแคลน ?
ทำให้ตั้งมั่น จึงเรียกว่า กรรมฐาน

คนมีฐานะ = รวย 
รวยในที่นี้ คือรวยแบบมีกิจการรองรับ จึงเรียก คนมีฐานะ
นั่นคือ เขาทำธุรกิจเรื่องนี้ๆๆ อยู่ แล้วผลประกอบการเจริญมาก

เช่นกัน ผู้ประกอบการในการเจริญกุศล 
เรียกว่าเป็น สหชาตกรรม

กรรมเหล่านี้ ย่อมมีผล
ดวงที่ ๑ ให้ผลชาตินี้
ดวงที่ ๗ ให้ผลชาติหน้า
ดวงที่ ๒-๖ ให้ผลในชาติถัดๆ ไป นั่นเรียก นานักขัตขณิกกรรม (กรรมที่ให้ผลต่างขณะ)

คนที่ทำกรรมเพื่อภพต่อไป เรียกว่า เป็นผู้สั่งสมบุญไว้แล้ว
ผู้สั่งสมบุญไว้แล้วย่อมนำมาซึ่งความสุข

แต่ท่านว่า ความเกิด นั้นเป็นทุกข์ 
ความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นทุกข์ 
...ฯลฯ...ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์
โดยสรุป บุญก็ยังนำไปสู่ทุกข์อยู่ดี
ผู้ที่เข้าใจเช่นนี้ เรียกว่า เข้าใจ มัคคปัจจัย ด้วยเข้าใจว่านี้เป็นเพียงทาง สุคติ
ถ้าได้ฌาน ก็ทางไปสู่พรหมโลก
แล้วปฏิบัติอย่างไรที่กรรมเหล่านี้ไม่ต้องให้ผลนำเกิด

เสียดายบุญ ?
ในสายตาของพระอริยะ 
เหมือนเห็นคนกินลาบดิบ ซึ่งมันเต็มไปด้วยพยาธิ
กินแล้วมันจะนำมาซึ่งโรคภัยทั้งหลาย

บุญกรรมที่ทำอยู่ มีผลทำให้มีลาบดิบรออยู่ตลอดทาง
ในมุมของเราคือ ลาบปาก 
แต่ในสายตาของพระอริยะ คือเชื้อโรคทั้งหมด

ทีนี้ มีทั้งลาบดิบ มีทั้งน้ำเมาให้ดื่ม
เส้นทางสายนี้เดินไปมากๆ ผลลัพธ์คืออะไร ?

ดังนั้น ผลบุญในสายตาของพระอริยะก็คือ กินลาบดิบไปเรื่อยๆ
กินไปสุดท้ายก็ก่อให้เกิดโรค 
ถ้าเป็นพระอนาคามี จะไม่ยินดีในกามโลกเลย เพราะรู้ว่าอะไรจะตามมา
เหมือนมนุษย์ที่สะอาด ไม่อยากเหยียบน้ำเน่า

ผู้มีตา มีปัญญา จะรู้ว่า นี้ทุกข์
นี้เหตุให้เกิดทุกข์
ถ้าสลัดออกจากสิ่งเหล่านี้นี่แหละ คือธรรมที่พ้นทุกข์
แล้วการเห็นอย่างนี้ เพื่อเบื่อหน่าย และคลายกำหนัด นั่นแหละคือทางแห่งความพ้นทุกข์
นี้คือการเจริญ มัคคปัจจัย

แต่คนที่จะปฏิบัติตามมรรคนี้ อินทรีย์อ่อนแอ หรือกล้าแข็ง ?
อินทริยปัจจัย ต้องแข็งแรง

ฌานปัจจัย ต้องเพ่งอารมณ์, เผาปฏิปักขธรรมขนาดไหน ?

เห ธิ กํ หา อิน ฌา มัค

หา คือ อาหารปัจจัย
คือต้องอาศัยผัสสาหาร 
ต้องกระทบกุศลนั้นมากๆ

กุศลธรรมทั้งหลายเกิดจากผัสสาหารล้วนๆ 
ทั้งปีติ ปัสสัทธิ ...ฯลฯ...
ถ้าผัสสะดับ กุศลธรรมเหล่านั้นก็ดับ

ถ้าอยากรวย ก็ต้องทำงาน
เพราะการทำงาน เป็นอาหารของความร่ำรวย

ผัสสะเหล่านี้เป็นปัจจัยแก่กุศล

ปัจจัยของสัทธา คืออะไร ?
คือ การคบคนที่น่าเลื่อมใส
ฟังแต่ธรรมิกถาที่ก่อให้เกิดความเลื่อมใส
น้อมไปในพระสูตรที่ทำให้เกิดความเลื่อมใส
สัทธินทรีย์ ย่อมเจริญ

ปัจจัยของวิริยินทรีย์ คืออะไร ?
คือ คบแต่คนที่ปรารภความเพียร
ใส่ใจแต่พระสูตรที่ก่อให้เกิดสัมมัปธาน
ใส่ใจแต่การปรารภความเพียร
วิริยินทรีย์ก็แข็งแรง

เพราะฉะนั้นทุกอย่างอยู่ที่ผัสสะ
นามธรรมทั้งหลายอยู่ที่ผัสสะเป็นหลัก

เมื่อกำหนดผัสสะ กำหนดสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ ?
เมื่อพูดถึงปีติ คืออิ่ม อะไรอิ่ม ? ใจนั่นแหละอิ่ม
เมื่อพูดถึงปัสสัทธิ คือ ระงับ อะไรระงับ ? ใจนั่นแหละระงับ
เมื่อพูดถึงเบา อะไรเบา ? ใจนั่นแหละเบา
นั่นคือ พูดเจตสิก เท่ากับพูดจิตแล้ว เป็นสัมปยุตตปัจจัย

ไม่ใช่ว่าพูด "กุศล" ปุ๊บ จิตหาย
พูด "สัทธา" ใจหาย คือไม่ได้คิดว่าสัทธาเป็นปัจจัยของจิต เป็นอุปการะต่อจิต
หรือวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามธรรมทั้งหลาย
นามธรรมทั้งหลายเหล่านี้เป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ

หากพูดถึงกุศลเหล่านี้ แล้วไม่เอาจิตมาตั้ง
จะรู้เลยว่าผิด ผิดคำสอน
เทียบจากอาทิตตปริยายสูตร อนัตลักขณสูตรก็ได้
"อริยสาวก เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ย่อมเบื่อหน่าย
เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด
เมื่อคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่าหลุดพ้นแล้ว" 
เพราะฉะนั้น คำว่า "หลุดพ้น" ในศาสนานี้ คืออะไรหลุด ?
คือ ใจ มันหลุด 

ถามว่า หลุดได้เพราะอะไร ? พ้นได้เพราะอะไร ?
ก็เพราะคุณธรรมทั้งหลาย
คุณธรรมทั้งหลายเหล่านี้นั่นแหละที่ทำใจหลุดพ้น

ตัวที่ทำให้จิตหลุดพ้นจริงๆ คือตัว สัมมาทิฏฐิ หรือปัญญา

อธิปติปัจจัย

ใจของคนที่ปฏิบัติเหล่านี้ เป็นใจเล็ก ใจน้อย หรือใจใหญ่ ?
เป็นใจที่พร้อมเจริญเติบโต หรือใจที่พร้อมจะคับแคบลงมา ?
เพราะฉะนั้น จิตนั้น (จิตของคนที่จะบรรลุธรรม) จึงเป็น จิตตาธิปติ 

ปฏิบัติธรรมด้วยความน้อยใจ ไม่มีทางเจริญ
เรียนไปสะอื้นไป ท่องไปน้ำตาไหลไป ไม่ใช่ (แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำ)
ร้องไห้ด้วยเจริญกุศล ดีกว่าร้องไห้เรื่องอื่น
เรียกว่า โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ ดีกว่าโทมนัสอาศัยกาม

โสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ดีกว่า โสมนัสอาศัยกาม
เสียใจเพราะไม่บรรลุมรรคผล ดีกว่าเสียใจเพราะวัตถุกาม

ความเพียรที่ไม่ย่อหย่อนนี้ เรียก วิริยาธิปติ

สัทธาที่ตั้งมั่น
ศรัทธา มีอรรถว่า อธิโมกข์
คนที่จะน้อมไป เขาชอบหรือไม่ชอบ ?
ชอบ เรียกว่า ฉันทะ
เมื่อพูดถึง สัทธินทรีย์ = พูดถึง อธิโมกข์ = พูดถึง ฉันทะ 
นั่นแหละคือ ฉันทาธิปติ
ถ้านำไปเพื่อตรัสรู้ เรียกว่า ฉันทิทธิบาท

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่พูดมานี้ กำหนดได้จากอะไร ?
อาศัย มโน + ธัมมะ → เกิดมโนวิญญาณ
ธรรม ๓ อย่าง ประชุมกันเป็นผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดสัญญา สังขาร อยู่ในนั้นทั้งหมด

สำหรับพวกกามภูมิ ก็จะนำไปหาวัตถุกาม
มันน้อมไป สาธุ เราเป็นคนมีบุญ ชาติหน้าขอให้เกิดที่นั่นที่นี่ เป็นต้น
ก็คือ เป็นกามตัณหา ให้ได้ซึ่งมนุษยสมบัติ หรือสวรรคสมบัติ

ถ้าน้อมไปหารูปฌาน และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นเป็นรูปฌาน
รูปตัณหา ก็เกิด
ถ้าได้อรูปฌาน → อรูปตัณหา ก็เกิด
กุศลธรรมทั้งหมดนี้ จัดเป็นวัตถุกาม ทั้งหมด

เมื่อเข้าใจเหล่านี้ ใจนั่นแหละก็หลุดพ้น
ใจ นั่นแหละ บรรลุอรหัตมรรค
องค์มรรคเกิดขึ้นในใจนั่นแหละ เรียกว่า พระอรหันต์ (ก็ยังมีใจอยุ่)

มรรค - ผล เป็นสิ่งที่ "รู้อยู่" เสวย
มี นิโรธสมาบัติ ที่ "ไม่รู้อยู่" เสวย (เพราะดับจิตเจตสิกทั้งหมด)
ออกมาเป็น ผลสมาบัติ รู้อยู่ว่าสบาย ช่วงนั้นสบาย
พระอริยะท่านว่า รูปก็ตาม เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ตาม คือภาระทั้งหมด
ทำไมเราต้องถือ

จิตของท่านน้อมไปในสิ่งที่ดีที่สุด
เลยไม่รู้จะไปแบกทำไม

เก็บผลไม้ใดๆ ก็ไปเก็บที่ต้นเขา
กุศลกรรมที่เกิดจาก เหตุ - อธิบดี - กรรม - อาหาร - อินทรีย์ - ฌาน - มรรค
ก็เก็บจากที่นี่แหละ
"อาศัยมโน + ธรรมะ → เกิดมโนวิญญาณ
ธรรม ๓ อย่างประชุมกันเป็นผัสสะ 
เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา"
เมื่อพูดถึงเวทนาที่ใด สัญญา สังขาร ก็เป็นอันกล่าวแล้ว

หากไม่แยบคาย ตัณหา ย่อมอาศัยสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น
และสิ่งเหล่านี้เริ่มต้นด้วย วิตก วิจาร ไหม ?
ก็ต้องวิตก วิจาร นั่นแหละคือการกำหนด ฌานปัจจัย

ถ้าพูดถึง จิต เป็นต้น มโนวิญญาณ นั่นแหละคือ จิตตาธิปติปัจจัย

"อาศัยมโน + ธรรมะ → เกิดมโนวิญญาณ
ธรรม ๓ อย่างประชุมกันเป็นผัสสะ" นั่นแหละคือ ผัสสาหาร

ผัสสาหารตัวนั้น จะเป็นอาหารของ อินทรีย์ทั้ง ๕ ไหม ?

แล้วผัสสะที่เป็นอาหารของปัญญานั้น ปัญญานั้นรู้แจ้งอภิญเญยธรรมได้ไหม ?
ปริญญาปัญญา ที่จะเกิดขึ้นจะรู้แจ้ง ปริญเญยธรรม ได้ไหม ?
ปหานปัญญา ที่จะเกิดขึ้นเพื่อจะละ ปหาตัพพธรรม ได้ไหม ?
ภาวนาปัญญา เจริญให้เติบโตเป็น ภาเวตัพพธรรม ได้ไหม ?
สิ่งเหล่านี้ นำไปเพื่อ มรรค เกิด ผล ขึ้นได้ไหม ? 

ใส่ใจเช่นนี้ เรียกว่า ศึกษาอยู่

ผู้ศึกษาอยู่อย่างนี้ เห็นในใจ ไม่ใช่เห็นในกระดาน

เห ธิ กํ หา อิน ฌา มัค

ปฏิสัมภิทามรรค ศึกษา 6 (เช้า 2 มิ.ย.69)
https://www.youtube.com/live/TUJi9OT4YYo?si=RQJnOTLvYqvfvC20

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

25 พ.ค. 2569/2026

25/5/2569-2026

ธรรมะก่อนตื่น

เมื่อดับโดยความหมายว่าเป็นสังขาร ย่อมเกิดใหม่โดยความเป็นสังขาร ไม่เป็นเวทนาหรือสัญญา

เมื่อละสังขารสัญญาดับ ยังคงหมายว่าเป็นเวทนาหรือสัญญา เมื่อดับ ย่อมเกิดใหม่โดยความเป็นเวทนาหรือสัญญาตามที่หมายนั้น

หากยังไม่มาด้วยความเป็นสัญญาหรือเวทนา

ย่อมเข้าไม่ถึง "นี้ทุกข์"

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569

โกเอ็นก้ารอบ 2 - 2569 / 2026

สิ่งที่ได้เรียนรู้รอบนี้

เมื่อสังขารดับ เวทนาก็ดับ

เป็นข้อสังเกตที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญว่า ทำไมรอบนี้ไม่มี sharp pain เลย

และเป็นความบังเอิญที่ว่าเมื่อแก้เมื่อยนั่งเป็นเทพธิดา คราวนี้ก็ปวดแบบ dull ร้าวไปทั้ง 2 ตูด นั่งดูไปหลบไปจนเกือบหมดชั่วโมงถึงเข้าถึงความเป็นกลางจริง รู้สึกราวกับตัวทั้งตัวถูกเผาอยู่กลางกองไฟ จนสุดท้ายเวทนานั้นก็คลายไปตามธรรมดาของมัน

เมื่อกลับมานั่งอีกครั้ง ท่าเดิม ตั้งใจว่าจะมาพิจารณาให้จิตเข้าใจความเป็นกลับพบว่า ความปวดหายไปและแบบหายไปเลย ไม่กลับมาอีกเลย 

ตอนแรกเข้าใจว่า เพราะนั่งทับส้นตรงกระดูกองศาพอดี เลยทำให้ไม่ปวดแบบทับเนื้อ 

ทดสอบบัลลังก์ต่อไป นั่งทับแบบเนื้อๆ เน้นๆ ปรากฏ เบาไม่ปวดที่เดิม ไปปวดที่อื่นที่ยังไม่ผ่านพิจารณา

สังขารนิโรธา วิญญาณนิโรโธ

ความดับเป็นอย่างนี้

ความจิตดับลงด้วยโทสะ จิตที่เกิดใหม่ (เวทนาที่เกิดใหม่ จะเป็นเวทนาที่ก่อให้เกิดโทสะ เป็นเวทนาที่พึงผลักไส)

ต่อเมื่อจิตนั้นดับลงด้วยความเป็นกลาง วิญญาณนั้น จึงไม่เกิดอีก หรือเกิดด้วยความรู้สึกเพียงว่าเป็นผลจากผัสสะ ไม่ได้เป็นเวทนาที่หยาบและก่อให้เกิดตัณหาผลักไสแต่อย่างใด (ตรงนี้ยังไม่ชัดนัก เพราะสภาวะที่เกิดคือ เวทนาหยาบนั้นดับ กายกลายเป็นว่ายิ่งนั่งยิ่งเบา แต่เวทนาละเอียดยังอยู่)

โดยแนวโน้มการเรียนรู้อย่างนี้ เป็นไปได้มากว่า เมื่อพิจารณาเวทนาหยาบจนจิตสิ้นความผลักไสแล้ว จะเข้าสู่การพิจารณาเวทนาละเอียดที่จิตติดใจ แต่ก็หมด 10 วันเสียก่อน รอบนี้เคลียร์ dull pain หยาบๆ ไปได้

การนั่งแต่ละบัลลังก์ จะรู้ได้เลยว่า จะปวดตรงไหน จะไม่ปวดตรงไหน อะไรเคลียร์แล้ว อะไรยังไม่เคลียร์ ถ้าจะเร่งปฏิกิริยา ก็นั่งเสียสมมาตรไปเลย จะได้ไม่เสียเวลารอ

นั่งเคลียร์เวทนาไปทีละบัลลังก์ จากปวดขา ไปปวดก้น จากปวดก้นไปปวดดาก ดูมันจะไล่จาก peripheral เข้า central มาเรื่อยๆ 

จนจบคอร์ส ส่วนที่ติดคาอยู่คือ ตั้งแต่ส่วนสะบักขึ้นไป และส่วนแนวชิดสันหลัง ซึ่งเวทนาหยาบไม่แสดงในท่านั่งเลยไม่รู้จะพิจารณายังไงเหมือนกัน ไว้รอเป็นหน้าที่จิตละเอียดไปทำงาน

****

อีกเรื่องนึงที่เรียนแบบเทียบๆ เคียงๆ คือ การเกิดใหม่

มันเป็นการสังเกตจากจุดที่ทนเวทนาไม่ได้ แล้วตัดสินใจเปลี่ยนท่า
มันจะเหมือนกับ จิตมันแพ็คๆๆ ข้อมูล ปิดหีบ แล้วดับไป

พอเกิดใหม่ หีบก็เปิดออก และของที่แพ็คไปก็ออกมา
เช่น ดับไปด้วยอาการที่รู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่ดี แม้จะเปลี่ยนท่าเพื่อแก้เวทนาไปชั่วคราว
แต่เมื่อจิตเกิดใหม่ ความรู้สึกต่อเวทนาที่เกิดขึ้นอีกรอบ ก็จะเป็นไปในลักษณะที่ก่อความผลักไส แบบเดียวกันกับที่มันเป็นก่อนที่จะดับไป

****

คำที่กระแทกใจในรอบนี้ ระหว่างที่ฟังบรรยายเรื่องความรู้สึกประเภทต่างๆ นั่นนี่ ให้สังเกตนั่นนี่
สุดท้ายขมวดลงที่ "Just a manifestation of changing" 

คำนี้กินใจมาก

เห็นความเปลี่ยนแปลงเป็นความเปลี่ยนแปลง
เห็นทุกข์เป็นทุกข์
ไม่ได้เห็นเรามีทุกข์
ไม่ได้เห็นเราผู้มีทุกข์

****

รอบนี้ไม่ได้มีการแสดงธรรมระดับทวีปอย่างรอบแรก หรืออาจจะเพราะมัวฟุ้งซ่าน 
แต่ต่อให้ฟุ้งสะบัด ก็จะเห็นว่าเออ จิตมันก็กลัวเจ็บ
แล้วก็มีวิธีหนีสารพัด ซึ่งการแสดงธรรมเป็นหนึ่งในนั้นด้วย
entertainment มาหมด คือมันก็ทำให้นั่งได้ครบเวลาแหละ

แต่พอสำนึกได้ว่า มาเพื่อมาเรียนความเปลี่ยนแปลง
ไม่ใช่มาเตร็ดเตร่เถลไถล ก็ค่อยๆ ลงจากสวรรค์มาดู changing
ใจนี่ไม่ได้ยอมอะไรง่ายๆ 

จากที่ได้มาฟังภาค eng คือไม่หลับ
เลยได้ฟังเหตุผลว่า ทำไมต้องเวทนา 
ก็เพราะเวทนา มันต่อตรงกับระดับสัญชาตญาณ มันจะไม่พลิกเป็น จินตามยปัญญา
แต่ลงเป็นภาวนามยปัญญาเท่านั้น มันไม่มีที่ให้หลบนั่นเอง 
หลบมีอย่างเดียวอ่ะ คือไม่ดู 

สิ่งที่ติดหมายเหตุไว้นิดหน่อย
คือเหมือนจะเป็นการเฝ้าสังเกตอย่างเป็นกลางเพื่อที่จะละเอียดไปเรื่อยๆ จนพ้นรูปนาม

แต่ท่านก็ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า 
อะไรหมายเหตุไว้ ก็เอาไว้ก่อน กินส่วนที่กินได้ไป ไม่ใช่ทิ้งทั้งจาน

****

รอบนี้จับกระแสเมตตาไม่เต็มที่เหมือนรอบก่อน
จำได้ว่ารอบก่อนเหมือนเรียนรู้ได้เป็นครั้งแรกว่า โอว แผ่เมตตาเป็นอย่างนี้
แล้วก็ลืม

สิ่งที่ได้ติดกลับมาจากรอบนี้คือ ความคอยมาอยู่กับเวทนาเนืองๆ 
แม้หลายวันก็จะลดลงตามส่วน ก็ดูมันมีความพยายามที่จะคอยระลึกอยู่ด้วยเสมอๆ

สติกับอุเบกขา เหมือนล้อทั้งสองที่ต้องควบคู่กันไป
Just a manifestation of changing

**** 

แปลกใจเล็กน้อยที่ไม่ได้บันทึกการไปรอบแรกไว้

เท่าที่จำได้ก็คือ น่าตื่นเต้นมาก ว่าการข้ามเวทนาเป็นอย่างนี้ๆ
ธรรมแสดงไปด้วย พิจารณาไฟที่เผาระดับ 10 severe pain นี้อยู่ด้วย

ทุกๆ บัลลังก์จะมีธรรมใหม่ๆ ให้พิจารณาละไปเรื่อยๆ

ตัวหลักรอบนี้ จะเห็นว่าเป็นสังขารเก่า พวกนิสัยเดิม สันดานเดิม
ความรับผิดชอบเวอร์วัง 
ก็ใหญ่ระดับทวีปเลย แล้วก็วางลงด้วยความขอบคุณ เธอไม่ได้สลายหายไปให้เห็นเหมือนกับ
ความยึดติดอื่นๆ เพียงแต่เมื่อขอบคุณแล้วเธอก็ detach ออก ไม่ได้เป็น entity ที่รวมกับเราอีกต่อไป

ส่วนรอบสองนี้ เหมือนจะเห็นสันดานทหารหรือแม่ทัพที่ขึ้นมา
ไม่ได้ใหญ่โตเหมือนรอบแรก แต่ค่อยๆ แยก และหลุดออกไปเป็นลำดับ

สันดานตระกูลนี้ยังไม่หมด ยังเหลืออยู่ประมาณ 5-15% รอการเรียนรู้ในจังหวะที่เหมาะสมต่อไป

****

จาก trend ลักษณะนี้ คาดว่าการเรียนจะเป็นไปในทิศ สุขาปฏิปทามากขึ้นตามความหยาบที่ละได้
และความละเอียดที่มากขึ้น ซึ่งทั้งคู่ต้องอาศัยการพิจารณาจริงจังในสมาธิทั้งสิ้น

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569

ไวพจน์ของปัญญา

 มี 32 ชื่อ

  1. ปัญญา = ปัญญา
  2. ปชานนา = ความรู้ชัดเจน
  3. วิจโย = ความเลือกเฟ้น
  4. ปวิจโย = เลือกเฟ้นโดยรอบด้าน
  5. ธมฺมวิจโย = เลือกเฟ้นสัจจธรรม เลือกเฟ้นอริยสัจ 4
  6. สลฺลกฺขณา = การกำหนดด้วยดี
  7. อุปลกฺขณา = การกำหนดอย่างมั่นคง
  8. ปจฺจุปลกฺขณา = การกำหนดอย่างชัดเจนเจาะจง
  9. ปณฺฑิจฺจํ = ความเป็นบัณฑิต
  10. โกสลฺลํ = ความเป็นคนฉลาด
  11. เนปุญฺญํ = ความเป็นคนละเอียด
  12. เวภพฺยา = ภาวะที่แจ่มแจ้ง
  13. จินฺตา = ภาวะที่คิดในเรื่องที่ถูกต้อง
  14. อุปปริกฺขา = การเข้าไปพิจารณาโดยชัดเจนมั่นคง
  15. ภูริ = ปัญญาเหมือนแผ่นดิน คือมั่นคงและกว้างขวาง
  16. เมธา = ปัญญาชำแรกกิเลส
  17. ปริณายิกา = ปัญญาที่เป็นดั่งผู้นำไปหาสิ่งที่เป็นประโยชน์นานาประการ
  18. วิปัสฺสนา = ปัญญาที่ทำให้เห็นโดยประการต่างๆ
  19. สมฺปชญฺญํ = รู้โดยทั่วถึงถูกต้อง
  20. ปโตโท = ปัญญาเหมือนปฏัก
  21. ปญฺญา = ปัญญา
  22. ปญฺญินฺทฺริยํ = ปัญญาที่เป็นใหญ่ในการมองเห็นความเป็นจริง
  23. ปญฺญาพลํ = ปัญญาที่ไม่หวั่นไหวไปในฝ่ายตรงข้ามคืออวิชชา
  24. ปญฺญาสตฺถํ = ปัญญาดั่งศาสตรา
  25. ปญฺญาปาสาโท = ปัญญาเปรียบดังปราสาทเหมือนคนขึ้นอยู่บนที่สูงเมื่อมองลงเบื้องล่างย่อมชัดเจน
  26. ปญฺญาอาโลโก = ปัญญาดังแสงสว่าง
  27. ปญฺญาโอภาโส = ปัญญาดังโอภาส
  28. ปญฺญาปชฺโชโต = ปัญญาที่รุ่งเรือง
  29. ปญฺญารตนํ = ปัญญาที่เป็นรัตนะเพราะก่อให้เกิดความยินดี หาได้ยาก ปรากฏได้ยาก เป็นเครื่องใช้สอยของคนที่ดี
  30. อโมโห = ภาวะที่ไม่หลง
  31. ธมฺมวิจโย = วิจัยธรรม
  32. สมฺมาทิฏฺฐิ = ทิฏฐิที่เป็นกุศลเครื่องนำออกจากวัฏฏะทุกข์

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569

父爱

ระหว่างวัน สิ่งที่ผุดขึ้นมาคือ

我要的是

  • 偏袒
  • 保护
  • 无法无天
วันนี้ได้ยินคำนึงคือ ถ้าพ่อคุณไม่ดี/ไม่มี สิ่งที่คุณต้องมองหาคือ fatherly figure ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็น biological father

วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568

27-31 ธ.ค. 2568 / 2025

  • ไปอาศรม
  • ขาไป บนรถตู้ อยู่ดีๆ ก็ไปกระแทกใจเรื่อง "พ่อทิ้ง" เป็นสิ่งที่แปลกใจตั้งแต่ไปเขาสารพัดดี ที่ร้องไห้เรื่องนี้
  • พ่อทิ้ง คืออะไรก็ไม่รู้ แต่ในมโนภาพ มีใจแยกเป็นสองอย่างอย่างละครึ่ง คือ โกรธพ่อหรือเสียใจ และอีกใจนึงก็รู้เหตุผลดีของเบื้องหลังนั้น ให้อารมณ์กัณหาโกรธพระเวสสันดรอย่างบอกไม่ถูก
  • ได้กินชาเย็น แบบเทวดาเสริฟ โดยบังเอิญว่าอยากกิน เลยถามไปว่าแถวนี้มีร้านขายไหม เจ้าของร้านผัดซีอิ๊วเลยบอก เพิ่งมีน้องซื้อพันธุ์ไทยมาฝาก ยังไม่ได้กิน ขายต่อให้เอาไหม แปลกว่า ทุกอย่างพอดีเหลือเกินจนเหมือนเทวดาจัดให้ ปกติชาพันธุ์ไทยไม่อร่อย แต่วันนั้นกลับอร่อยอย่างน่าประหลาด หอม ไม่หวานเกิน ปริมาณก็พอดี ดีไปหมด ตอนดื่มก็มีสติทุกอย่าง แต่พอดื่มหมดกลับมีเสียงในหัวว่า "เห็นไหมลูก เวทนามันเท่านี้เอง แล้วก็ดับไปแบบนี้เอง" แล้วก็น้ำตาไหลเป็นทาง มโนภาพในหัวคือ เด็กน้อยสามสี่ขวบร้องไห้ซบบ่าพ่อ แล้วน้ำตาก็ไหล ในใจมันบอก ดูสิมันต้องการเท่านี้เอง
  • เรียกว่าเป็นเครื่องดื่มที่ให้คุณ 2 ครั้งแล้ว ครั้งแรกเข้าใจฌาน ครั้งนี้วิปัสสนา
  • ในความสงบแม้ไม่มากมายที่อาศรม รอบนี้ดู 5 วันจะผ่านไปรวดเร็วแบบงงๆ ไม่ได้เดินหรือนั่งจริงจังสักเท่าไร ปัญญาก็เดินสบตาผ่านไปมา ก็ทำให้รู้ว่า มันไม่ได้ต้องการสมาธิมากมายอะไรที่จะเดินวิปัสสนา รอบนี้ไม่ได้สมาธิลึกซึ้งตราตรึงอะไร แต่ก็รู้ว่าปัญญาก็สามารถปรากฏได้มากกว่าอยู่ภายนอก
  • เหมือนช่วงนี้คิดจะดูธาตุ มากกว่าดูขันธ์ แต่ไปๆ มาๆ กลับเปลี่ยนเป็นว่า ดูอายตนิกธรรมวันละเรื่องแทน
  • พอคิดจะดูอายตนะ ก็รู้สึกงงว่า เออ มันดูยังไงวะ ไม่ได้หมายถึงการดูตามหมวดอายตนบรรพ คือยังไม่คิดจะลากไปสังโยชน์ อาการคลำมั่วไปเรื่อยนี่ก็สนุกดีเหมือนกัน
  • มั่วตอนแรกก็ เออ มันรูปร่างยังไงเท่าที่นึกออก แม้จะรู้ว่าลูกตา ไม่ใช่ประสาทตา แต่ด้วยสัญญามันก็นึกออกแค่นี้ ลูกกลมๆ กลอกไปกลอกมา ชัดบ้างเบลอบ้าง เคลื่อนไหวอยู่ในที่จำกัดเหมือนถูกขัง ทำงานด้วยวิสัยจำกัด ต้องอยู่บนคอ และอาศัยร่างกายในการพยุงช่วยเหลือหันไปทิศนู้นทิศนี้ มั่วไปสักพักตัน ไม่รู้จะนึกอะไรต่อเพราะสัญญาจำกัด เลยเออ มาดูว่ามันทำงานตอนไหนมั่งละกัน
  • เห็นตาที่ทำงานตามเงื่อนไข ไม่ได้ทำงานตลอดเวลา เป็นอายตนะที่รับรู้เฉพาะโลกด้านหน้าเท่านั้น โลกด้านหลังไม่มีสำหรับตา มันจะทำงานตามความเคลื่อนไหวบ้าง ทำงานตามสัญญาบ้าง ทำงานเมื่อสลับโหมดกับใจบ้าง และถ้ามีสัญญาแต่มองไปไม่เห็น มันจะต่อด้วยสั่งกายให้หันไปหา ตาจะทำงานเมื่อกายเคลื่อนไหว หรือไม่ก็ภายนอกเคลื่อน จะทำงานเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง มีความเคลื่อนที่ที่ผิดไปจากเดิม จะพักเมื่อทุกอย่างดูปกติ พอดูๆ ไปก็จะเอ๊ะ ตาสองตานี่มันจักขุวิญญาณเดียวหรือ 2 จักขุวิญญาณกันนะ แต่ก็ช่างมันเถอะ
  • ระหว่างเดิน ดันไปเห็นอาจารย์ แล้วก็รู้สึกว่าใจผิดปกติขึ้นทันที คือเกร็งขึ้นมาแบบไม่ได้ตั้งใจ ก็เอ๊ะเลยว่า เออ ตาเห็นแล้วก็ว่านั่นเป็นคนเนอะ สัญญาทำงานทันทีว่านั่นอาจารย์ ธาตุดินที่เดินมานั่นต่างจากธาตุดินที่ตั้งอยู่เฉยๆ บนพื้นนั่นตรงไหน (ต้นไม้)  มิจฉาทิฏฐิเกิดจะจะคาตาเลย แล้วทำไมอยากหลบ หลบให้ใจสบายเห็นรึป่าว แล้วทำไมไม่คิดว่านั่นเป็นทัสสนานุตตริยะล่ะ การเห็นผู้ทรงศีลทรงธรรมมันไม่ดีตรงไหนเนี่ย
  • ในขณะที่หูเหมือนจะเปิดโหมด stand by ไว้มากกว่า หูไม่ต้องอาศัยทิศทางในการรับรู้ มันทำงานได้โดยรอบแตกต่างจากตา ในขณะที่เมื่อหูรับเหมือนการประมวลทิศทางจะตามมาอัตโนมัติ ทำงานเหมือนตาตรงที่หูจะรู้ไปกว้างๆ ถ้าสติอยู่กับตัว ถ้ามีเสียงที่โฟกัสจะเด่นขึ้นมาตามสัญญา ถ้าฟังเสียงคนหรือฟังเรื่องอยู่เสียง background ก็จะหาย ถ้าไม่สนใจก็ไม่ทำงาน
  • โลกของตากะหูไม่ได้ซ้อนทับสนิท ข้อมูลทั้งสองทวารไม่ได้สอดคล้องกันเป๊ะ บางอย่างตาเห็น หูไม่ได้ยิน บางอย่างหูได้ยินตาไม่เห็น ตอนนี้โลก ถูกประกอบขึ้นจากอย่างน้อย 2 ชุดข้อมูล 
  • ทวารกลิ่น ไม่ค่อยสังเกต เหมือนทั้งวันไม่ค่อยเกิด ถ้าไม่ใช่ตอนกิน หรือตอนเจอกลิ่นที่กระแทกจริงๆ ก็จะไม่ค่อยสังเกตว่ามันทำงาน และตอนกิน มันก็จะให้ข้อมูลคนละชุดกับทวารลิ้น คือจะเป็นแยกข้อมูลรสมาอีกทีนึงว่า เค็มนี้เค็มจากอะไร หวานนี้คือหวานลิ้นจี่หรือมะละกอ เป็นทวารที่มักทำงานใกล้ๆ กัน ให้ข้อมูลประกอบกัน


วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

เบื้องต้นก็ละได้ 3 ข้อ

“เบื้องต้นก็ละได้สามข้อ” 

พระโสดาบันนี้เป็นผู้ที่สามารถปฏิบัติธรรมขั้นสูงได้ คือขั้นปัญญาหรือวิปัสสนา ที่จะละสังโยชน์สามข้อด้วยกัน คือสักกายทิฐิ การถือว่าขันธ์ ๕ คือร่างกาย หรือชีวิตจิตใจของเรานี้เอง เป็นตัวเราของเรา แล้วก็ละความสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วก็ละในเรื่องของศีลธรรม และเรื่องกฎแห่งกรรม ละความสงสัยความลูบคลำในกฎแห่งกรรมได้ เรียกว่า สีลัพพตปรามาส แปลตรงตัวว่าการลูบคลำศีล ศีลธรรมก็คือกฏแห่งกรรม ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ทำดีแล้วได้ความสุข ทำชั่วแล้วได้ความทุกข์ แต่สังโยชน์ทั้งสามนี้มันมักจะไปเป็นพวง 

ข้อที่เราต้องละให้ได้ก็คือ สักกายทิฐิ และเราก็จะได้ทั้งสีลัพพตปรามาสและวิจิกิจฉาไปในตัวด้วย มันมาด้วยกัน แต่ก่อนอื่นที่เราจะไปถึงขั้นสูงนี้ได้ คือธรรมขั้นสูงคือขั้นปัญญานี้ มันก็เหมือนกับการเรียนหนังสือ ถ้าเรายังไม่ได้ผ่านขั้นต่ำขึ้นไป แล้วจะไปเรียนขั้นอุดมศึกษานี้ก็คงจะยาก คนที่ไม่เคยเรียนหนังสือเลย ไม่เคยเข้าชั้นประถมมัธยม ไม่ผ่านชั้นประถมมัธยมแล้วก็จะไปเรียนมหาลัยเลยนี้ คงจะเป็นไปได้ยาก งั้นก็ต้องมีพื้นฐานก่อนในการที่จะสนับสนุนทำเทียร์ (Tier) ที่ต้องปฏิบัติธรรมขั้นสูงนี้ ทางศาสนาก็เหมือนกัน ใครเรียนทางศาสนา เรียนทางธรรมก็เหมือนเรียนทางโลก ก็มีขั้นมีตอน มีชั้นมีอะไรต่างๆ ทางโลกเราก็เริ่มตั้งแต่ สมัยก่อนไม่มีอนุบาลก็มีแค่ชั้นประถม สมัยนี้เพิ่มอนุบาลเข้าไปอีก คือต้องเรียนความรู้ขั้นพื้นฐานก่อน ที่จะไปสู่ขั้นสูงได้ ทางธรรมก็เหมือนกัน ก็ต้องเรียนรู้และปฏิบัติขั้นพื้นฐานให้ได้ก่อน เพราะว่าสิ่งที่จะเป็นพระโสดาบันนี้จะต้องทำในสิ่งที่ยาก และต้องหัดทำตั้งแต่ขั้นที่ง่ายขึ้นไปก่อน เพราะการละสักกายทิฐิก็คือละชีวิตของเรานี่แหละ ร่างกายของเรา ไม่ยึดไม่ติดปล่อยวาง ยิ่งตอนที่เราจะละของยากได้นี้เราต้องไปละของง่ายก่อน ที่เรามีอยู่ในตอนนี้ ของที่เรามีอยู่ในตอนนี้ ที่เราควรจะละก่อนก็คือทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง เราต้องไม่หวงไม่ตระหนี่ ไม่โลภไม่อยากได้ มีไว้เพียงแต่เพื่อใช้ในกิจที่จำเป็น ก็คือการเลี้ยงชีพเลี้ยงร่างกายนี้ไปเท่านั้นเอง 

งั้นถ้าเรามีเงินมากกว่า เหลือจากการเลี้ยงชีพ เราก็ควรที่จะแบ่งปันให้แก่ผู้อื่นไปละมันไป ถ้าเก็บไว้ก็แสดงว่ายังหวงอยู่ ถ้าไม่มีความจำเป็นจะต้องใช้ เราก็ต้องรู้ว่าเราต้องใช้เท่าไหร่ที่จำเป็น จำเป็นแค่ปัจจัย ๔ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค อันนี้เราต้องมีพอเพียง ถ้ามีพอเพียงแล้วยังมีเงินเหลืออยู่ อันนี้แหละ ต้องเอาไปสละทำทานบริจาค จาคะ แล้วก็ลดการหาเงิน ไม่ให้มันมากกว่าเท่าที่เราต้องการ เพราะว่าหามาได้มากกว่าเกินจำเป็น เราก็ต้องเอาไปทำบุญทำทานอยู่ดี แล้วเราจะไปทำงานหาเงินมาให้เสียเวลาทำไม นี่ขั้นทานนี้ก็คือเรื่องของการที่เราจะต้องลดละของที่มันง่ายก่อน คือทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง เเล้วก็ไม่เอาเวลาไปแสวงหาทรัพย์สมบัติเงินทองมา นอกจากถ้ามันไม่พอเพียงต่อการดำรงชีพ นี่ก็จำเป็น ก็ไปหา แต่ถ้าสมมุติว่าเรามีรายได้มากกว่ารายจ่าย เราสามารถแบ่งปันได้ เราก็ควรที่จะแบ่งปันไป คือถ้าเราอยากจะเอาเวลาให้กับการปฏิบัติมากขึ้น เราก็เอาเงินที่เราเหลือกินเหลือใช้นี้มาเป็นเงินสำรอง เพราะเราจะได้ไม่ต้องหาเงิน ไม่ต้องไปทำงานหาเงิน เพื่อเราจะได้เอาเวลาของการหาเงินหาทองนี้มาหาธรรม เบื้องต้นนี้ ต้องตัดเรื่องความโลภ ความอยากได้เงินทอง ความอยากร่ำอยากรวย แล้วก็ถ้ารวยก็อย่าห่วงทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง ต้องสละไปเพราะว่าสิ่งที่ต้องสละมากกว่านี้ก็คือชีวิตของเรา ร่างกายของเราเอง ถ้าเรายังสละของภายนอกไม่ได้ แล้วเราจะไปสละร่างกาย ชีวิตของเราได้อย่างไร งั้นเบื้องต้นพระพุทธเจ้าถึงสอนให้ทำทานก่อนสำหรับผู้ที่ยังยุ่งเกี่ยวกับการเงินการทองอยู่ ให้มีไว้เพียงพอสำหรับการเลี้ยงดูอัตภาพร่างกายคือปัจจัย ๔ ก็พอ เพื่อจะได้ลดการหาเงินการหาทองลงไป แล้วก็ลดความหวงความตระหนี่ในทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองที่ไม่จำเป็นจะต้องใช้ จะได้มีเวลาไปปฏิบัติธรรมได้นั่นเอง เบื้องต้นต้องสละทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองส่วนเกินไปให้ได้ก่อน ไม่หวงไม่เก็บเอาไว้ ให้เก็บเอาไว้เท่าที่จำเป็นสำหรับการเลี้ยงดูร่างกายนี้ นี่คือสิ่งแรกที่เราต้องสละ 

แล้วขั้นที่สอง เราก็ต้องสละการกระทำบาปเพราะพระโสดาบันจะไม่ทำบาปแน่นอน พระอริยบุคคลทุกคน เราก็ต้องซ้อมไว้ก่อน ไม่ใช่อยู่ดีๆยังทำบาปอยู่แล้วจะไปเป็นพระโสดาบันได้ยังไง พระโสดาบันนี้ไม่ทำบาป รักษาศีลมากกว่าชีวิตของตน นี่คืออันที่สองก็ต้องไม่ทำบาป รักษาศีล ๕ ให้ได้อย่างมั่นคง 

แล้วทีนี้ก็ต้องไปละขั้นต่อไปก็คือละกามฉันทะ ละการยินดีหาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เพราะว่าต่อไปเราจะสละร่างกายแล้ว เราจะไม่ใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือหาความสุข เราจะไม่ใช้ ตา หู จมูก ลิ้น กาย หาความสุขกัน เราก็ต้องเลิกหาความสุขทางกามคือกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ด้วยการเจริญศีล ๘ หรือเนกขัมมะ ถึงจะได้มีเวลามาปฏิบัติการภาวนาขั้นที่หนึ่งก่อน คือขั้นสมาธิหรือขั้นสมถภาวนา เพราะก่อนที่จะไปวิปัสสนาภาวนาหรือขั้นปัญญาได้นี้ ต้องมีสมถภาวนาเป็นเครื่องมือเป็นขั้นบันได เป็นผู้สนับสนุนให้ก้าวขึ้นสู่ขั้นที่สูงต่อไปได้ ถ้ายังไม่มีสมถภาวนา จิตยังไม่รวมเป็นอัปปนาสมาธิ จิตยังไม่มีอุเบกขานี้ ยังไม่มีกำลังที่จะไปต่อสู้กับกิเลสหรือสังโยชน์ที่หลอกให้จิตนี้ยึดติดกับร่างกายว่าเป็นตัวเราของเราได้ แต่ถ้ามีอุเบกขา มีจิตวางเฉยได้ก็จะมีกำลัง ถ้าปัญญาชี้ให้เห็นว่า ร่างกายนี้ความจริงไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา เป็นของดินน้ำลมไฟ ยืมมาจากดินน้ำลมไฟ แล้วก็ต้องคืนให้ดินน้ำลมไฟไปในที่สุด ถ้าไม่มีอุเบกขาจะยึดจะติดจะปล่อยวางไม่ได้ งั้นต้องผ่านสมถะก่อน มันจะได้สมถะก็ต้องเจริญสติ ต้องมีศีล ๘ เป็นผู้สนับสนุน จะได้มีเวลาเจริญศีล ๘ ได้ ปฏิบัติธรรมได้ เจริญสมถภาวนาได้ พอได้สมถะแล้ว ได้อุเบกขาทั้งขณะที่เข้าในสมาธิและขณะที่ออกมา เบื้องต้นนี้ถ้าเราได้สมถะได้สมาธิเพียงเล็กน้อยนี้ เวลาออกจากสมาธิมา อุเบกขาที่ได้ก็จะหมดไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นเราต้องกลับไปสมาธิให้บ่อยๆให้มากๆ เพื่อที่จะได้มีอุเบกขาอยู่กับใจนานๆ เวลาออกจากสมาธิมา ถ้าเมื่ออุเบกขาใกล้จะหมดก็ต้องกลับเข้าไปในสมาธิใหม่ เพื่อรักษาอุเบกขาให้มีมากๆ เวลาออกจากสมาธิ เพราะเวลาออกจากสมาธิ เราจะได้ใช้อุเบกขานี้มาละสังโยชน์ต่างๆได้ด้วยปัญญา ที่จะสอนให้เห็นว่าสังโยชน์คือสิ่งต่างๆ ที่เรายึดที่เราติดเป็นทุกข์ มันไม่เที่ยง ขันธ์ ๕ นี้มันไม่เที่ยง ร่างกายของเรา ความรู้สึกนึกคิดของเรามันไม่เที่ยง มันไม่ใช่ตัวเรา มันไม่มีตัวตน มันเป็นธรรมชาติ เป็นภาวะธรรมชาติที่เกิดแล้วดับตามเหตุตามปัจจัยที่ไม่มีใครไปสามารถควบคุมบังคับมันได้ ร่างกายมันก็มีเหตุมีปัจจัยทำให้มันเกิด และก็มีเหตุมีปัจจัยทำให้มันแก่ ให้มันเจ็บ ให้มันตาย เราสอนจิตพื่อให้ปล่อยวาง ให้ยอมรับกับสภาพของความเป็นจริงของร่างกายและจิตใจ ว่าร่างกายนี้จะต้องแก่ จะต้องตาย แล้วก็จะเกิดเวทนาเกิดความทุกข์ขึ้นมาให้ใจได้สัมผัสรับรู้ ซึ่งเวทนาก็มีอยู่สาม ที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา มีสุขเวทนา ทุกขเวทนา ไม่สุขไม่ทุกขเวทนา ก็เป็นสภาวะธรรมที่ผู้ปฏิบัติจะต้องรับให้ได้ ถ้ายังไม่ปฏิบัตินี้จะรับทุกขเวทนากันไม่ได้ พอร่างกายเจ็บหน่อยนี่วิ่งหาหมอกันวุ่นเลย มันมีบางทีบางโรคนี้ไม่ต้องไปทำอะไรมัน เดี๋ยวมันก็หายเอง ปวดตรงนั้นปวดตรงนี้หน่อยเดี๋ยวมันก็หาย พอเหตุที่ทำให้มันปวดมันหมดไปมันก็หายเอง เช่นเดินไปเตะก้อนหินมันก็เจ็บ เดี๋ยวสักพักนึงแรงที่ทำให้ขาเจ็บจากการไปเตะก้อนหินมันก็ค่อยๆ อ่อนไปหมดไป อาการเจ็บมันก็หายไปเองได้แค่นั้นเอง ไม่จำเป็นจะต้องไปหาหมอให้เสียเวลา เพียงแต่ว่าใจร้อนไม่อยากจะทนกับความเจ็บ ต้องไปหาหมอเพราะหมอมักจะมียาวิเศษ มีสเปรย์ฉีดมีอะไรทา ทาแล้วก็ทำให้รู้สึกว่าหายเร็วขึ้น เนี่ยแสดงว่าไม่ปล่อยสักกายทิฐิ ไม่ปล่อยเวทนาไม่ปล่อยร่างกาย ถ้ามีอุเบกขาแล้วก็มีปัญญาสอนให้เรารู้ว่า เวทนาหรือขันธ์ ๕ นี่เป็นธรรมชาติ เหมือนดินฟ้าอากาศ ที่เขาจะแปรปรวนไปตามเวลาของเขา ตามเหตุตามปัจจัยของเขา เราไม่สามารถที่จะไปสั่งให้ธรรมชาติให้ดินฟ้าอากาศนี้เป็นไปตามความต้องการของเราได้ ฝนตกจะไปสั่งให้มันหยุดก็ไม่ได้ ฝนไม่ตกจะสั่งให้มันตกก็ไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น เวทนาก็เหมือนกัน เวลาเกิดทุกขเวทนาจะสั่งให้มันหายก็ไม่ได้ จะสั่งให้สุขเวทนามาแทนที่ทุกขเวทนาก็ไม่ได้ มันมีเหตุมีปัจจัยทำให้มันเกิดและพาให้มันเป็น และทำให้มันดับไป เราผู้ที่มาสัมผัสรับรู้คือใจนี้ มีหน้าที่เพียงแต่รู้เฉยๆ ถ้าไม่มีอุเบกขาก็อดที่จะไปรักไปชังไม่ได้ ไปกลัวไม่ได้ พอรักชังกลัวก็เลยเกิดตัณหาความอยาก สิ่งไหนที่รักก็อยากจะให้มันอยู่กับเราไปนานๆ สิ่งไหนที่ชังก็อยากจะกำจัดให้มันหายไปเร็วๆ พอทำไม่ได้ก็เกิดความเครียดขึ้นมาเกิดความทุกข์ขึ้นมา 

นี่คือธรรมระดับพระโสดาบัน ต้องละสักกายทิฐิให้ได้ ถ้าละได้แล้วใจมีดวงตาเห็นธรรม จะเห็นว่าสภาวะธรรมทั้งหลายนี้ มีการเกิดแล้วต้องมีการดับเป็นธรรมดา เห็นไตรลักษณ์ เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นว่าทุกข์นี้เกิดจากความอยากของใจที่อยากจะไปจัดการกับสภาวะธรรมต่างๆ ให้เป็นไปตามความต้องการของตน จึงทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นมา พอรู้ว่าถ้าไม่อยากจะทุกข์ก็ต้องปล่อย อย่าไปจัดการกับสภาวะธรรม ปล่อยให้สภาวะธรรมเขาเกิดเขาดับไปตามเรื่องของเขา ใจก็จะไม่ทุกข์ ก็จะเห็นอริยสัจ ๔ เห็นว่าทุกข์เกิดจากความอยากไปจัดการกับสภาวะธรรมที่ไม่สามารถจัดการมันได้ พอเห็นด้วยมรรคว่าสภาวะธรรมนี้เป็นไตรลักษณ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็เลยปล่อยวาง หยุดด้วยอุเบกขา ปล่อยให้สภาวะธรรมเป็นไปตามสภาพของเขา ร่างกายจะแก่ก็ปล่อยมันแก่ไป ร่างกายจะเจ็บไข้ได้ป่วยก็ปล่อยมันไป ร่างกายจะตายก็ห้ามมันไม่ได้ก็ต้องปล่อยมันไป ความเจ็บความตายของร่างกาย ใจก็จะเห็นอริยสัจ ๔ เห็นทุกข์สมุทัยนิโรธมรรคที่เกิดขึ้นในใจ ทุกข์เกิดจากความอยากให้สภาวะธรรมเป็นไปตามความต้องการของเรา แต่เป็นไปไม่ได้ ถ้าอยากจะหายทุกข์ก็ต้องปล่อย ปล่อยความอยาก อย่าไปอยากให้สภาวะธรรมเป็นไปตามความอยาก เพราะเห็นด้วยปัญญาเห็นด้วยมรรคว่ามันเป็นไปไม่ได้ สภาวะธรรมเขาเกิดเขาดับไปตามเหตุตามปัจจัยของเขา เขาไม่ได้อยู่ภายใต้คำสั่งของเรา ก็ปล่อย ปล่อยให้สภาวะธรรมเกิดดับไปตามเรื่องของเขา เมื่อปล่อยด้วยปัญญาด้วยสมาธิด้วยอุเบกขา นิโรธก็เกิดขึ้นมา ทุกข์ก็ดับไป ทุกข์ก็หายไป ทุกข์ในระดับพระโสดาบันก็หายไป ทุกข์ในระดับในขันธ์ ๕ ก็จะหายไป ก็จะไม่สงสัยในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ เพราะว่าพระธรรมที่เห็นนี้เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้สอนเอง เห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนก็ไม่สงสัยผู้สอนว่ามีจริงหรือไม่มีจริง แสดงว่าพระพุทธเจ้ามีจริง ไม่ต้องไปอินเดียไปหาที่ประสูติที่ตรัสรู้ ไปก็ไม่เจอพระพุทธเจ้าอยู่ดี ไปเจอแต่สถานที่ที่เขาบอกว่าเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าจริงหรือเปล่าอีก เพียงแต่เขาบอกกันมาก็เชื่อกันมา แต่ไม่ได้เห็นตัวพระพุทธเจ้าเหมือนกับเห็นธรรมที่เราได้จากการปฏิบัติ เห็นอริยสัจ ๔ ในใจของเรา ที่เกิดจากความอยากให้สภาวะธรรม คือ ขันธ์ ๕ เป็นไปตามความต้องการของเรา ก็เลยเกิดความทุกข์ขึ้นมา แต่พอเห็นว่าสภาวะธรรมเป็นของที่เราควบคุมบังคับไม่ได้ ต้องปล่อยวางด้วยอุเบกขาด้วยปัญญาก็ปล่อย หยุดความอยากไปควบคุมสภาวะธรรม หยุดสมุทัย ทุกข์ก็จะหายไป นิโรธก็เกิดขึ้นมา เห็นอริยสัจ ๔ อย่างชัดเจนภายในใจ เห็นในใจเห็นตามความเป็นจริง เห็นตามเหตุการณ์จริง จะให้เห็นเหตุการณ์จริงได้ก็ต้องทำให้มันมีต้องไปเจอสภาวะธรรมที่ทำให้เราเกิดความอยากขึ้นมาเช่น ต้องให้ร่างกายมันเจ็บปวด แล้วเราอยากจะให้ความเจ็บปวดหายไป แล้วเราก็จะเห็นความทุกข์ทรมานของใจเกิดขึ้น แต่ตอนนี้ถ้าร่างกายไม่เจ็บปวด มันก็ไม่เห็น สภาวะความเป็นจริงยังไม่เกิด ผู้ที่ต้องการจะเห็นสภาวะความเป็นจริง บางทีต้องนั่งนานๆ ให้มันเกิดความเจ็บขึ้นมา แล้วก็ใช้ความเจ็บนั้นเป็นอุบายในการที่จะสอนใจให้ดู เพราะตอนนี้ร่างกายเจ็บแล้วใจทุกข์หรือเปล่าหรือใจเฉยๆ ถ้าใจทุกข์ก็แสดงว่ามีสมุทัยมีความอยาก อยากให้ความเจ็บหายไป อยากหนีจากความเจ็บไป อันนี้ก็จะเห็นทุกข์สมุทัย แล้วทำยังไงจะให้ทุกข์ดับไป ก็ต้องพิจารณาเวทนาว่า ความเจ็บว่ามันเป็นสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นของมันเอง แล้วเดี๋ยวมันก็จะดับของมันเอง เราไปควบคุมบังคับมันไม่ได้ มันเป็นอนัตตามันเป็นอนิจจัง ถ้าไม่อยากจะทุกข์ก็ปล่อยให้มันเจ็บไป หัดอยู่กับความเจ็บให้ได้ด้วยอุเบกขา ถ้ามีอุเบกขาก็เฉยได้อยู่กับความเจ็บได้ไม่เดือดร้อน สมุทัยก็หยุดระงับไป นิโรธคือความดับทุกข์ก็เกิดขึ้นมาปรากฏขึ้นมา จิตจะเห็นอริยสัจ ๔ อย่างจริงๆ ของแท้ของจริง เห็นสดๆร้อนๆ เห็นธรรมอย่างสดๆร้อนๆ ก็ไม่สงสัยพระพุทธเจ้าผู้แสดงธรรมนี้ว่ามีจริงหรือไม่จริง แล้วก็ไม่สงสัยในพระอริยสงฆ์ว่ามีจริงหรือไม่มีจริง เพราะผู้ที่มี เห็นธรรมเห็นพระพุทธเจ้าคือพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนั่นเอง ก็จะไม่สงสัยในเรื่องพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ว่ามีจริงหรือไม่ แล้วก็ไม่สงสัยเรื่องกฎแห่งกรรมว่า ทุกข์เกิดจากอะไร ทุกข์ก็เกิดจากการกระทำของใจนี่เอง เวลาใจคิดไปในทางที่ไม่ดี คิดไปในทางความอยากก็ทุกข์ หรือถ้าไปทำบาปก็ทำให้ใจทุกข์ขึ้นมา ถ้าไม่ทำบาปไม่ทำตามความอยาก ใจก็สุข ใจก็มีความสุขขึ้นมา ก็จะไม่สงสัยว่าทำไมจะต้องรักษาศีล เพราะการทำบาปนี้จะทำให้จิตใจของตนเองทุกข์ร้อนขึ้นมานั่นเอง ให้ทำแต่บุญทำแต่ความดี แล้วก็จะไม่ให้เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลงขึ้นมาภายในใจ ละความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอยากต่างๆ ให้หมดสิ้นไปจากใจ อันนี้เบื้องต้นก็ละได้สามข้อ พระโสดาบัน .

ถาม-ตอบ ปัญหาธรรม 
วิสัชนาธรรม
วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๕

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี