วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ธรรมหมวด 5 และสติปัฏฐาน

อภิญเญยธรรม 5 - วิมุตตายตนะ 5 (ฟังธรรม แสดงธรรม สาธยายธรรม ตรึกธรรม มนสิการกรรมฐาน)
ปริญเญยธรรม 5 - ขันธ์ 5
ปหาตัพพธรรม 5 - นิวรณ์ 5
ภาเวตัพพธรรม 5 - อินทรีย์ 5

ถ้าไม่รู้จัก วิมุตตายตนะ 5 (เหตุแห่งความหลุดพ้น 5)
ถ้าไม่รู้จัก ขันธ์ 5
ถ้าไม่รู้จัก นิวรณ์ 5
ก็ยากที่ อินทรีย์ 5 จะไปรอด

ภาวนา แปลว่า มี ก็ได้
สิ่งที่มีได้ ก็ต้องรู้ว่าจะต้องละอะไรออกไป
ที่รู้ ต้องกำหนดรู้อะไรบ้าง
และเส้นทางที่จะทำให้ได้อย่างนั้น มีอะไรบ้าง

การฟังธรรม
ฟังก็ฟังท่านสอนเรื่อง "นี้รูป นี้เหตุให้เกิดรูป นี้ความดับรูป นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับรูป"

การฟัง
- ฟังตรงๆ
- ฟังแบบฟังคำอธิบายด้วย

ถ้าฟังถูก ฟังเข้าใจดี นิวรณ์ 5 ย่อมระงับ กามฉันทะนิวรณ์ต้องถูกละ และต้องเจริญสัทธินทรีย์ได้
เจริญสัทธินทรีย์นั่นแหละ คือเจริญฉันทิทธิบาท

ในสติปัฏฐาน "นี้รูป เริ่มที่ นี้ลมหายใจเข้า นี้ลมหายใจออก"
ถ้าเจริญมรณานุสสติมาดี ชีวิตนี้เนื่องด้วยลมหายใจเข้า และลมหายใจออก
ชีวิตตอนหายใจเข้า ก็คนละอันกับชีวิตตอนหายใจออก
ชีวิตตอนหายใจออก ก็ไม่เหมือนกับชีวิตตอนหายใจเข้า
นั่นคือ ชีวิตที่หายใจเข้า - ออก ก็คือคนละชีวิตๆๆ ไป
เราอาจมีชีวิตอยู่แค่หายใจเข้า หรือหายใจออกก็ได้
สิ่งที่จะละออกไปคือ นิจจวิปปลาส ที่จะคิดว่าตัวเองมั่นคงถาวร

จิตเป็นสมุฏฐานในการหายใจเข้า - ออก
ฉะนั้น จิตที่ทำให้กระบังลมหายใจเข้าก็จิตกลุ่มหนึ่ง
จิตที่ทำให้กระบังลมหายใจออกก็จิตอีกกลุ่มหนึ่ง
เมื่อจิตยังไม่เที่ยง แล้วกระบังลมก็ทำงานไปตามจิต
ชีวิต เมื่อเนื่องด้วยลมหายใจเข้าออก จะเอาเสถียรภาพของชีวิตมาแต่ไหน

ลมหายใจเข้าออกนี้ปฏิกูลหรือไม่ ?
เมื่อมีโรคเข้ามารุมเร้า แม้แต่หายใจก็ยังปวด 
เมื่อเจ็บทุกครั้งที่ยังหายใจ นั่นยังว่าดีอยู่อีกหรือ ยังจะสุภะอยู่อีกหรือ ?
ลมหายใจเมื่อนำเอาเชื้อโรคออกมาด้วย ยังจะยังงามอยู่ไหม ?
ถ้าหายใจเหนื่อย แม้แต่การหายใจก็ยังเป็นภาระ
เมื่อจมูกตีบหายใจไม่ค่อยจะออก เหมือนคนกำลงจะจมน้ำตาย
อย่าไปคิดว่าชีวิตมันแข็งแรงอะไรนักหนา เพียงเนื่องด้วยลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

ผู้ที่เจริญมรณานุสสติในระดับที่ว่า
เห็นลมหายใจเข้า ก็รู้ว่ามีชีวิตอยู่แค่ลมหายใจเข้า
เห็นลมหายใจออก ก็รู้ว่ามีชีวิตอยู่แค่ลมหายใจออก
นั้นเรียกว่าปัญญาแก่กล้า

ในชั่วระยะเวลาเพียงหายใจเข้าเท่านี้ ก็เพียงพอที่จะยังอริยมรรคให้เกิดขึ้นได้
หากมีเวลาเพียงชั่วหายใจเข้า ประมวลธรรมอย่างไรให้สำเร็จผล
ชั่วเวลาหายใจเข้าออกนี่แล คืออานาปานสติที่ท่านสอนในวิปัสสนา

คือนี้พูดถึงนิมิตของ อนิจจานุปัสสนา 
เห็นชีวิตที่เนื่องด้วยลมหายใจเข้าออกนี้ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตามเห็นว่าเที่ยง
ตามเห็นว่าเป็นทุกข์ ไม่ใช่ตามเห็นว่าเป็นสุข
ตามเห็นโดยความเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตามเห็นว่าเป็นอัตตา
ตามเห็นโดยความน่าเบื่อหน่าย ไม่ใช่ตามเห็นว่าน่าเพลิดเพลิน
ตามเห็นเพื่อคลายออกซึ่งความกำหนัด ไม่ใช่ตามกำหนัด
ตามเห็นเพื่อจะดับ ไม่ใช่เพื่อจะก่อสร้าง
ตามเห็นเพื่อจะสละทิ้ง ไม่ใช่ไปยึดถือเอาไว้
นี้แหละคือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

สัพพะกายะปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
"รู้แจ้งกายทั้งปวง หายใจเข้าอยู่ด้วยไตรสิกขา"
ถ้าแปลตามบทที่เห็นกันทั่วไป "พึงทำการศึกษาว่ารู้แจ้งกายทั้งปวง หายใจเข้า"
แปลแบบนี้จะเจริญตามยาก เพราะว่ากายที่หายใจเข้า
หายใจเข้า เพื่อให้ตั้งการศึกษาเอาไว้ในนี้
คือรู้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่ไปถือเอากายเป็นสาระ ให้เอาการศึกษาเป็นสาระ

ดังนั้น หายใจเข้าอย่างไร ให้เป็นกายสังวร
หายใจเข้าอยางไร ให้จิตไม่ฟุ้งซ่าน
หายใจอย่างไรแล้วเห็นอริยสัจ
ให้ศึกษาเอานี้เป็นสาระสำคัญ

ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
ลมหายใจเข้า - ออก เป็นกายสังขาร
ตกลงลมหายใจปรุงแต่งกาย หรือว่ากายปรุงแต่งลมหายใจเข้าออก ?
ตอบ - กายปรุงแต่งลมหายใจ ไม่ใช่ลมหายใจปรุงแต่งกาย
ไม่เช่นนั้นลมก็ต้องเข้าออกเองอัตโนมัติสิ
แต่ลมนั้นเข้าเพราะกระบังลมกดลง เปิดให้ช่องปอดขยายตัว จึงดึงอากาศเข้าไป กายจึงเป็นตัวดึงลมเข้า
เพราะลมหายใจเกิดจากกาย เนื่องด้วยกาย จึงเรียกว่า กายสังขาร
ดังนั้น ไม่ได้แปลว่า ลมไปปรุงแต่งร่างกาย

ถ้ากายนิ่ง ลมก็นิ่ง
ถ้าใจสงบนิ่ง ก็แทบจะลืมลมหายใจ จตุตถฌานนี่ดับลมหายใจเข้าออก
เพราะจตุตถฌานเป็นธรรมที่ดับกายสังขาร

ปุจฉา - เวลากำหนดลมหายใจเข้าออก กำหนดเพื่อหลุดไปจากสิ่งเหล่านี้
หรือเพื่อสร้างสรรสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ?
วิสัชชนา - ดูว่าบรรทัดสุดท้ายต้องการอะไร ปฏิปัสสัทธิ นี่ก็คือความสงบระงับ
ดับที่ต้องการจริงๆ ก็ กายนิโรธ นั่นแหละ
ก็เห็นธรรมที่เป็นที่ดับสิ่งเหล่านี้ แล้วก็ศึกษาอยู่ในกรรมฐานเหล่านี้

กฎเกณฑ์ของการเจริญสติปัฏฐานมีอะไรบ้าง
พิจารณาเป็นภายในบ้าง
พิจารณาเป็นภายนอกบ้าง
พิจารณาทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมดา คือสมุทัยบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมดา คืออัตถังคมะ หรือความดับบ้าง
พิจารณาทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความดับบ้าง

เราเนื่องด้วยลมหายใจฉันใด สัตว์อื่นก็เนื่องด้วยลมหายใจฉันนั้น
ทุกคนที่ยังหายใจล้วนมีภาระ
พิจารณาเห็นปัจจัยที่ทำให้เกิดกายกายที่หายใจเข้า 
ปัจจัยที่ทำให้กายเกิด คืออวิชชา ตัณหา กรรม
แล้วกายนี้ คนขาดอาหาร กับคนกินอิ่ม หายใจเหมือนกันไหม
หิวจนไม่มีแรงจะหายใจ ก็จะหายใจแผ่ว 
ฉะนั้น การเกิดขึ้นของลมหายใจก็เนื่องด้วยอาหาร เป็นต้น ไม่มีอาหารก็ไม่มีแรงหายใจ

ถ้าจะดับกาย 
คำว่า สมุทัย ในความหมายหนึ่งคือ
ในระหว่างที่ยังมีลมหายใจอยู่ เราสร้างกรรมเพื่อจะไปหายใจต่อไปไหม
ระหว่างที่หายใจเข้า - ออก ทำกรรมเพื่อให้ไปเกิดการหายใจเข้า - ออกมากมายมหาศาล
ถ้ารังเกียจการเกิดขึ้น ทำอย่างไรจึงจะดับได้
จึงจะดับการหายใจแบบไม่ต้องการการหายใจอีกแล้ว ทำอย่างไร?

กายนี้เกิดจากสมุทัย เมื่อดับสมุทัยได้ กายก็ดับ
แต่ถ้าลำพังชาตินี้เกิดมาแล้วไม่ตาย ไม่มี ไม่ต้องฆ่าก็ตาย
คำว่า อัตถังคมะ (ดับ) ในที่นี้ หมายถึง ดับแบบไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป
มันไม่ใช่แค่หายใจเข้านี่เกิดขึ้น หายใจออกนี่ดับไป
นั่นไม่ใช่ อัตถังคมะ ตามความหมายที่ประสงค์ตรงนี้
เพราะรู้แค่นั้น บรรลุมรรคผลไม่ได้

ถ้าเจริญถูกต้องจริงๆ ย่อมไม่กลับตาย
เพราะรู้อยู่แล้วว่าชีวิตเนื่องอยู่ด้วยลมหายใจเข้า - ออก
ผู้ที่เจริญอานาปานสติถูกต้องเขารู้แม้เวลาตายของตนเองด้วย 
บอกได้ว่าจะตายเมื่อไร อย่างไร

พิจารณาเห็นความเกิดบ้าง
พิจารณาเห็นความดับบ้าง ทั้งเกิดทั้งดับบ้าง
กายนี้มีอยู่ เป็นที่ตั้งแห่งสติ เป็นที่ตั้งแห่งญาณ
อาศัยกายเป็นที่ตั้งให้ญาณเกิด เพราะกายเป็นทุกขสัจ

ในสติปัฏฐานระดับสูง แม้ในญาณที่ใส่ใจอย่างนี้ ก็เป็นทุกขสัจ
ตัณหาในกาลก่อน ที่ทำให้สติเกิด เป็นสมุทยสัจ
ความไม่เป็นไปของสติ เป็นนิโรธสัจ
อริยมรรคมีองค์ ๘ คือมรรคสัจ

ลองคิด สติที่มีกายเป็นอารมณ์ จะเป็นมรรคสัจได้อย่างไร
สติที่เป็นมรรคสัจ คือสติที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์เท่านั้น
วิปัสสนาญาณ ก็เป็นทุกขสัจ เพราะมีสังขารเป็นอารมณ์
เปรียบเหมือนเรือวิ่งบนน้ำเน่า ถ้าจะขึ้นบกจริงๆ ต้องไม่อยู่ในเรือ ต้องออกจากเรือ พ้นจากสายน้ำเน่า
ผู้ยินดีในสมถะวิปัสสนาเหล่านี้ ไม่ปรินิพพาน ถ้าไม่ยอมขึ้นบก ก็ไหลไปตามกระแสน้ำเหมือนเดิม

อิริยาบถบรรพ

คนเรานั่งกำหนดลมหายใจเข้า - ออกไป 1 - 2 -3  ชั่วโมง ย่อมเมื่อย
เมื่อยมันก็ลุกขึ้นยืน เมื่อยืนก็รู้ชัดว่ายืน

สังเกต กรรมฐานเบื้องต้นพระองค์สอนเรื่อง จิตตชรูป เป็นหลักก่อน
ปัจจัยที่ทำให้ยืนคือ จิตตชรูป
เมื่อตั้งกายไว้โดยอาการใดๆ พลังที่ทำให้นั่ง พลังที่ทำให้ยืนขึ้น ฯลฯ นั่นแหละคือ จิตตชวาโยธาตุ
ถ้าพลังไม่มีก็ไม่มีแรงยืน จิตตชวาโยก็อาศัยอยู่กับร่างกาย
ถ้าภาษาแพทย์ก็เรียก กล้ามเนื้อมันหด - ยืด
มันก็คือมีแค่ กล้ามเนื้อหด - ขยาย เท่านั้น นั่นแหละ เรียกว่า การเดิน

เมื่อยังพิจารณาจิตตชวาโยธาตุ เป็นตัวหลัก
ก็ใส่ใจเช่นเดิม คือ จิตที่ทำให้เดินก้าวซ้าย เป็นจิตเดียวกับที่ทำให้เดินก้าวขวาหรือ ?
จิตที่ยืน กับจิตที่นั่ง เป็นจิตเดียวกันหรือ ?

ถ้าคนที่เป็นโรคตะคริวกิน กล้ามเนื้อดันหดอย่างเดียว ไม่ยอมคลาย
หมวดอิริยาบถนี่ก็เน้นกำหนดสภาพของกล้ามเนื้อ กำหนดมังสะ

สัมชัญญบรรพ

ก็ยังเน้นที่จิตตชวาโยธาตุ

ปฏิกูลมนสิการบรรพ

กายนี้ตั้งแต่ปลายผมลงมา ตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นไป มีแต่ของไม่สะอาด
ตจปัญจกะ
วักกปัญจกะ
ปัปผาสปัญจกะ
มัตถลุงคปัญจกะ
เมทฉักกะ
มุตตฉักกะ

ไม่สะอาดอย่างไร ลองพิจารณามีชิ้นส่วนของกายไปอยู่บนโต๊ะอาหาร

ปฏิกูลทั้งหมด สรุปก็คือเพียงธาตุ 4

คำว่า ธาตุ นี้บ่งบอกถึงอะไร ?
นิสสัตตะ นิชชีวะ เป็นเพียงสภาวะ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล เป็นธาตุที่มีอยู่ในโลกนี่แหละ
เมื่อเรามีธาตุ 4 จึงเรียกหาธาตุ 4 ในทุกที่ที่เราไป
อาหารการกินเป็นยังไง ที่อยู่เป็นยังไง ใส่ใจในธาตุ 4
ฉะนั้น ธาตุ 4 คือภาระ

ดูแลธาตุดินมาก ผิดธาตุน้ำ 
ดูแลธาตุน้ำมาก ผิดธาตุไฟ
ดูแลธาตุไฟมาก ผิดธาตุลม
ดูแลธาตุลมมาก ผิดธาตุดิน

ธาตุ 4 จึงเหมือนอสรพิษ ดูแลไม่ดีมันกัดเอา มันเน่าเฟะ หนาวเกิน ร้อนเกิน
ธาตุพวกนี้เป็นนักฆ่า ธาตุดินฆ่าธาตุน้ำ ธาตุน้ำฆ่าธาตุไฟ ธาตุไฟฆ่าธาตุลม ธาตุลมฆ่าธาตุดิน
ฆ่ากันกลับไปกลับมา ก็แสดงออกไปตามเรื่อง

ถ้ายังไม่สาแก่ปัญญา ยังยึดติดอยู่ ก็ไปพิจารณาซากศพ
สีเหลือง สีเขียวเป็นต้น ขึ้นอืดขึ้นพอง พึงน้อมเข้ามาสู่กายนี้
ว่าถึงร่างกายอันนี้เล่า ก็มีความเป็นอย่างนั้นเป็นธรรมดา 
ไม่ล่วงพ้นสภาพนั้นไปได้
คือคนตาย ก็เคยเป็นเหมือนเรานี่แหละ สุดท้ายไม่ต่างกัน

ทำไมจึงให้เปรียบกายเหมือนผีในป่าช้า
เพราะสุดท้ายเราก็ไม่เอามันอยู่ดี
เจ้าของยังทนต่อมันไม่ได้ สุดท้ายก็จุติจิตเกิด

ตายเองไม่ได้ก็ให้คนอื่นช่วยทำให้ตายที 

การุณยฆาต 
บาปอาจจะไม่นักเนื่องจากไม่มีโทสะ กิเลสไม่มีกำลัง
แต่ยังคงเป็นปาณาติบาต เป็นการทำสัตว์อื่นให้ตาย
มีวิบากให้อายุสั้น หรือเกิดเป็นมนุษย์ก็อาจถูกทำแท้ง เป็นต้น

ผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน จะเข้าใจความจริงได้ว่า
สุดท้าย เราจะต้องทิ้งสิ่งเหล่านี้อยู่ดี
เหมือนบ้านมันจะพัง
เราอาศัยอยู่จนมันพัง กับเราขายก่อนมันจะพัง ต่างกันอย่างไร ?

จริงอยู่ จะบรรลุธรรมกับไม่บรรลุธรรม ก็ตายเหมือนกันอยู่ดี
ถ้าไม่บรรลุธรรม เหมือนถูกธรรมชาติบังคับให้ตาย ทั้งที่ไม่อยากตาย
ก็จะแสวงหาการเกิดในภพใหม่ไปเรื่อยๆ 
แต่พระอรหันต์ท่านไม่ต้องการเกิดอีกแล้ว ตัดปัจจัยแห่งการเกิดได้แล้ว

มีญาณหยั่งรู้ด้วยอรหัตมรรคว่า ทิ้งจักขุนี้แล้ว ไม่ถือเอาจักขุใหม่
ทิ้งโสตะนี้แล้ว ไม่ถือเอาโสตะใหม่
ตัดใจได้ก่อนตาย กับถูกความตายมาพรากไป อย่างไหนทุกข๋ อย่างไหนสุข ?

คำสอนพระพุทธเจ้า จึงสอนให้ตายก่อนตาย จะได้ไม่ไปต่ออีก
แต่ถ้าถูกบังคับให้ตายก่อนตาย 
สุดท้ายทิ้งกายนั้น ก็ถือเอากายใหม่อยู่ดี
ทิ้งรูปนี้ ก็ถือเอารูปใหม่อยู่ดี

สาระของการพิจารณากายทั้งหมดคือ ตัดใจจากกายนั่นซะ 
ทำไมต้องจมไปกับกายนี้เล่า
ถ้าทำได้ ก็ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของกิเลสตนเองด้วย
ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของสัตว์ในภูมิอื่นๆ ด้วย

ปฏิสัมภิทามรรค ศึกษา 3 (บ่าย 31 พ.ค. 69)

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ตัวอย่างพิจารณาการฟังธรรม โดยความเป็นปัจจัย เห ธิ กํ หา อิน ฌา มัค

ทุกอย่างประชุมลงที่ใจ 
ใจในที่นี้เป็นชื่อของมโนทวาร (จักขุทวารเป็นเหมือนแค่กล้องปัญญาอ่อนเท่านั้น)

คำว่า ใจ ในที่นี้เป็นชื่อของ ภวังค์ กับ อาวัชชนะ มาเริ่มต้น
ทุกเรื่องเริ่มต้นที่นี่

ทำไมจึงว่าเริ่มที่ ภวังค์ 
ก็เพราะยังไม่ตาย ภวังค์แปลว่า ยังอยู่
ส่วนอาวัชชนะ คือการสนใจ

จุดเริ่มต้น ถ้าจะเรียนเอามาใช้จริงๆ ต้องกำหนดที่ภวังค์ กับอาวัชชนะให้ได้
เราจึงจะรู้ว่า อันนี้ควรรู้ยิ่ง
อันนี้ควรกำหนดรู้
อันนี้ควรละ 
อันนี้ควรเจริญ
อันนี้ควรทำให้แจ้ง

ตัวอย่างการพิจารณากุศลที่เกิดขึ้นจากการเรียนปฏิสัมภิทามรรค

จากการฟัง การสาธยาย การตรึกพิจารณาก็ดี ก็คือเป็นมโนวิญญาณเกิดขึ้น

ภวังค์ คือ เรายังมีชีวิตอยู่
+ ข้อมูลที่เรามีอยู่ ทำให้เกิด มโนวิญญาณ ขึ้น 

สำหรับมโนวิญญาณที่ประกอบไปด้วยอโลภะ อโทสะ อโมหะเหตุ
และธรรมที่ประกอบกับเหตุ (เหตู เหตุสมฺปยุตฺตกานํ ธมฺมานํ)
เป็นปัจจัยแก่รูปที่มีเหตุนั้นแหละเป็นสมุฎฐาน ก็คือมีผลเป็นจิตตชรูป
ออกมาเป็นเสียงสาธยายปฏิสัมภิทามรรค 

ก็คือจิต (จิตพร้อมเจตสิกนั่นแหละ) เป็นปัจจัย
จึงทำ จิตตชรูป สาธยายธรรม ออกมาเป็นเสียง

เสียงนี้แหละ เป็นอุปการะแก่ความเข้าใจมากขึ้นกว่าเดิม
เมื่อสาธยายก็รู้แจ้งอรรถ รู้แจ้งธรรม 
เสียงที่สาธยายนั่นแหละ เป็นเหตุให้ อโมหะ อโลภะ อโทสะ มีกำลังเติบโตยิ่งขึ้น
ก็คือ ยิ่งสวด ยิ่งสาธยาย ใจยิ่งผ่องใส นี่คือวิมุตตายตนะ ๕ ก็เข้ามา

เมื่อเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ปราโมทย์ ปีติ ในใจก็เกิดขึ้น
ปีติเป็นเหตุของปัสสัทธิ

เมื่อปัสสัทธิเกิดขึ้น ก็มีจิตตปัสสัทธิ กายปัสสัทธิ
กายก็เบา ใจก็เบา กายลหุตา จิตตลหุตา ก็เกิดขึ้น
ความอ่อนโยนก็เกิดขึ้น กายมุทุตา จิตตมุทุตา
ความควรแก่การงานก็เกิดขึ้น กัมมัญญตา นำไปเจริญกุศลเหล่าใดก็ได้
มีความคล่องแคล่ว ปาคุญญตา
มีความตรง อุชุกตา
คุณธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในใจ

กุศลธรรมเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในใจ
ทำให้เกิดใจที่มีความสุข
ใจทีมีความสุขย่อมตั้งมั่น

การฟังธรรม เมื่อเราพูดถึง ปีติ สุข สมาธิ
แปลว่า เรากำลังพูดถึง ฌานปัจจัย
เพราะเราเพ่งอรรถ เพ่งธรรม
สาธยายไปด้วย วิตก วิจาร ที่สาธยายธรรม หรือที่ทำให้เกิดปีติ
เพราะใส่ใจอย่างต่อเนื่องๆ ทุกๆ คำไปเรื่อยๆ นั่นแหละคือ วิตก วิจาร
แบบนี้เรียกว่า อธิบายโดย ฌานปัจจัย

ตรงกันข้าม
ทีนี้ ถ้ากุศลเหล่านี้ไม่เกิด
โดยมากกามภูมิมากไปด้วยโลภะ (ฉันจะเอาอะไรได้บ้าง ฉันจะได้อะไรบ้าง)
กามวิตกจะพาไปเรื่อย ปล่อยให้กามวิตกครอบงำ นิวรณ์ ๕ ก็เข้ามา

เมื่อนิวรณ์กลุ้มรุมมาก ก็ทำทุจริต
เมื่อทำทุจริตมาก นิวรณ์ก็กลุ้มรุมเข้าไปอีก วนอยู่อย่างนี้
เส้นทางของวัฏฏะ - วิวัฏฏะ ก็ประมาณนี้

เราพูดถึง เหตุปัจจัย และฌานปัจจัย คืออโลภะ อโทสะ อโมหะ เกิดขึ้นในจิตขณะฟังธรรม
แล้วใจก็เพ่งข้อมูล ตรึกไปตามข้อมูล ทำให้เกิดปีติ ปัสสัทธิ ฯลฯ 
องค์ประกอบของจิตที่เป็นอย่างนี้ทำให้จิตมีความสุข 
จิตที่มีความสุขย่อมตั้งมั่น
จิตตั้งมั่นย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง ปัญญาก็จะเกิดขึ้น

ทีนี้ ฟังแค่ครั้งเดียว ตรึกแค่ทีเดียวพอไหม
พวก ปีติ ปัสสัทธิ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา ปาคุญญตา อุชุกตา ต้องเกิดซ้ำๆ บ่อยๆ มากๆ 
นี่เรียกว่า ผัสสาหาร

สิ่งดีๆ เอาแค่นิดเดียว ไม่พอ
ชิมนิดเดียวไม่อิ่ม

ผัสสาหารนี่ กุศลธรรมคือ มโนวิญญาณที่ประกอบด้วย ปีติ ปัสสัทธิ ฯลฯ
พวกนี้ต้องอาศัย ผัสสาหาร อย่างมาก

ทีนี้ สมาธิ จะเป็นเอกัคคตาได้
จะมีคุณภาพสูงเป็น อัปปนา ได้ จะเอา อินทริยปัจจัย มาเช็ค
ว่า คุณธรรมเหล่านี้ ประกอบไปด้วย สัทธินทรีย์ หรือไม่
มี วิริยินทรีย์ หรือไม่
สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มีไหม

ดังนั้น ขณะที่ใจเกิดขึ้นนั้น กำหนด สัทธา ได้หรือไม่
กำหนด วิริยะ ได้ไหม 
กำหนด สติ...สมาธิ...ปัญญา ได้ไหม
นั่นแหละ คือ อินทริยปัจจัย

ทีนี้ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ นำไปสู่อะไร นั้นคือ มัคคปัจจัย
สัมมาทิฏฐิ ก็คือ ปัญญินทรีย์, ปัญญินทรีย์ ก็คือ สัมมาทิฏฐิ 
สมาธินทรีย์ ก็เป็น สัมมาสมาธิ ฯลฯ
ถ้าเปล่งออกมาเป็นคำพูด ก็เป็น สัมมาวาจา
ถ้ามีพฤติกรรมออกมา ก็เป็น สัมมากัมมันตะ
ถ้าอาศัยกุศลธรรมเหล่านี้ในการเลี้ยงชีพ ก็เป็น สัมมาอาชีวะ

ทั้งหมดนี้ เป็น มโนกรรม
ถ้าเปล่งออกมา เป็น วจีกรรม
ถ้าออกแรงออกมา ก็เป็น กายกรรม
ขณะที่กำลังทำอยู่นี่แหละ เรียกว่า สหชาตกรรม

กรรมนี้ควรทำเล็กๆ น้อยๆ หรือทำให้บ่อยๆ ?
ทำบ่อยๆ 
ควรทำให้ตั้งมั่น หรือทำให้คลอนแคลน ?
ทำให้ตั้งมั่น จึงเรียกว่า กรรมฐาน

คนมีฐานะ = รวย 
รวยในที่นี้ คือรวยแบบมีกิจการรองรับ จึงเรียก คนมีฐานะ
นั่นคือ เขาทำธุรกิจเรื่องนี้ๆๆ อยู่ แล้วผลประกอบการเจริญมาก

เช่นกัน ผู้ประกอบการในการเจริญกุศล 
เรียกว่าเป็น สหชาตกรรม

กรรมเหล่านี้ ย่อมมีผล
ดวงที่ ๑ ให้ผลชาตินี้
ดวงที่ ๗ ให้ผลชาติหน้า
ดวงที่ ๒-๖ ให้ผลในชาติถัดๆ ไป นั่นเรียก นานักขัตขณิกกรรม (กรรมที่ให้ผลต่างขณะ)

คนที่ทำกรรมเพื่อภพต่อไป เรียกว่า เป็นผู้สั่งสมบุญไว้แล้ว
ผู้สั่งสมบุญไว้แล้วย่อมนำมาซึ่งความสุข

แต่ท่านว่า ความเกิด นั้นเป็นทุกข์ 
ความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นทุกข์ 
...ฯลฯ...ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์
โดยสรุป บุญก็ยังนำไปสู่ทุกข์อยู่ดี
ผู้ที่เข้าใจเช่นนี้ เรียกว่า เข้าใจ มัคคปัจจัย ด้วยเข้าใจว่านี้เป็นเพียงทาง สุคติ
ถ้าได้ฌาน ก็ทางไปสู่พรหมโลก
แล้วปฏิบัติอย่างไรที่กรรมเหล่านี้ไม่ต้องให้ผลนำเกิด

เสียดายบุญ ?
ในสายตาของพระอริยะ 
เหมือนเห็นคนกินลาบดิบ ซึ่งมันเต็มไปด้วยพยาธิ
กินแล้วมันจะนำมาซึ่งโรคภัยทั้งหลาย

บุญกรรมที่ทำอยู่ มีผลทำให้มีลาบดิบรออยู่ตลอดทาง
ในมุมของเราคือ ลาบปาก 
แต่ในสายตาของพระอริยะ คือเชื้อโรคทั้งหมด

ทีนี้ มีทั้งลาบดิบ มีทั้งน้ำเมาให้ดื่ม
เส้นทางสายนี้เดินไปมากๆ ผลลัพธ์คืออะไร ?

ดังนั้น ผลบุญในสายตาของพระอริยะก็คือ กินลาบดิบไปเรื่อยๆ
กินไปสุดท้ายก็ก่อให้เกิดโรค 
ถ้าเป็นพระอนาคามี จะไม่ยินดีในกามโลกเลย เพราะรู้ว่าอะไรจะตามมา
เหมือนมนุษย์ที่สะอาด ไม่อยากเหยียบน้ำเน่า

ผู้มีตา มีปัญญา จะรู้ว่า นี้ทุกข์
นี้เหตุให้เกิดทุกข์
ถ้าสลัดออกจากสิ่งเหล่านี้นี่แหละ คือธรรมที่พ้นทุกข์
แล้วการเห็นอย่างนี้ เพื่อเบื่อหน่าย และคลายกำหนัด นั่นแหละคือทางแห่งความพ้นทุกข์
นี้คือการเจริญ มัคคปัจจัย

แต่คนที่จะปฏิบัติตามมรรคนี้ อินทรีย์อ่อนแอ หรือกล้าแข็ง ?
อินทริยปัจจัย ต้องแข็งแรง

ฌานปัจจัย ต้องเพ่งอารมณ์, เผาปฏิปักขธรรมขนาดไหน ?

เห ธิ กํ หา อิน ฌา มัค

หา คือ อาหารปัจจัย
คือต้องอาศัยผัสสาหาร 
ต้องกระทบกุศลนั้นมากๆ

กุศลธรรมทั้งหลายเกิดจากผัสสาหารล้วนๆ 
ทั้งปีติ ปัสสัทธิ ...ฯลฯ...
ถ้าผัสสะดับ กุศลธรรมเหล่านั้นก็ดับ

ถ้าอยากรวย ก็ต้องทำงาน
เพราะการทำงาน เป็นอาหารของความร่ำรวย

ผัสสะเหล่านี้เป็นปัจจัยแก่กุศล

ปัจจัยของสัทธา คืออะไร ?
คือ การคบคนที่น่าเลื่อมใส
ฟังแต่ธรรมิกถาที่ก่อให้เกิดความเลื่อมใส
น้อมไปในพระสูตรที่ทำให้เกิดความเลื่อมใส
สัทธินทรีย์ ย่อมเจริญ

ปัจจัยของวิริยินทรีย์ คืออะไร ?
คือ คบแต่คนที่ปรารภความเพียร
ใส่ใจแต่พระสูตรที่ก่อให้เกิดสัมมัปธาน
ใส่ใจแต่การปรารภความเพียร
วิริยินทรีย์ก็แข็งแรง

เพราะฉะนั้นทุกอย่างอยู่ที่ผัสสะ
นามธรรมทั้งหลายอยู่ที่ผัสสะเป็นหลัก

เมื่อกำหนดผัสสะ กำหนดสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ ?
เมื่อพูดถึงปีติ คืออิ่ม อะไรอิ่ม ? ใจนั่นแหละอิ่ม
เมื่อพูดถึงปัสสัทธิ คือ ระงับ อะไรระงับ ? ใจนั่นแหละระงับ
เมื่อพูดถึงเบา อะไรเบา ? ใจนั่นแหละเบา
นั่นคือ พูดเจตสิก เท่ากับพูดจิตแล้ว เป็นสัมปยุตตปัจจัย

ไม่ใช่ว่าพูด "กุศล" ปุ๊บ จิตหาย
พูด "สัทธา" ใจหาย คือไม่ได้คิดว่าสัทธาเป็นปัจจัยของจิต เป็นอุปการะต่อจิต
หรือวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามธรรมทั้งหลาย
นามธรรมทั้งหลายเหล่านี้เป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ

หากพูดถึงกุศลเหล่านี้ แล้วไม่เอาจิตมาตั้ง
จะรู้เลยว่าผิด ผิดคำสอน
เทียบจากอาทิตตปริยายสูตร อนัตลักขณสูตรก็ได้
"อริยสาวก เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ย่อมเบื่อหน่าย
เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด
เมื่อคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่าหลุดพ้นแล้ว" 
เพราะฉะนั้น คำว่า "หลุดพ้น" ในศาสนานี้ คืออะไรหลุด ?
คือ ใจ มันหลุด 

ถามว่า หลุดได้เพราะอะไร ? พ้นได้เพราะอะไร ?
ก็เพราะคุณธรรมทั้งหลาย
คุณธรรมทั้งหลายเหล่านี้นั่นแหละที่ทำใจหลุดพ้น

ตัวที่ทำให้จิตหลุดพ้นจริงๆ คือตัว สัมมาทิฏฐิ หรือปัญญา

อธิปติปัจจัย

ใจของคนที่ปฏิบัติเหล่านี้ เป็นใจเล็ก ใจน้อย หรือใจใหญ่ ?
เป็นใจที่พร้อมเจริญเติบโต หรือใจที่พร้อมจะคับแคบลงมา ?
เพราะฉะนั้น จิตนั้น (จิตของคนที่จะบรรลุธรรม) จึงเป็น จิตตาธิปติ 

ปฏิบัติธรรมด้วยความน้อยใจ ไม่มีทางเจริญ
เรียนไปสะอื้นไป ท่องไปน้ำตาไหลไป ไม่ใช่ (แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำ)
ร้องไห้ด้วยเจริญกุศล ดีกว่าร้องไห้เรื่องอื่น
เรียกว่า โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ ดีกว่าโทมนัสอาศัยกาม

โสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ดีกว่า โสมนัสอาศัยกาม
เสียใจเพราะไม่บรรลุมรรคผล ดีกว่าเสียใจเพราะวัตถุกาม

ความเพียรที่ไม่ย่อหย่อนนี้ เรียก วิริยาธิปติ

สัทธาที่ตั้งมั่น
ศรัทธา มีอรรถว่า อธิโมกข์
คนที่จะน้อมไป เขาชอบหรือไม่ชอบ ?
ชอบ เรียกว่า ฉันทะ
เมื่อพูดถึง สัทธินทรีย์ = พูดถึง อธิโมกข์ = พูดถึง ฉันทะ 
นั่นแหละคือ ฉันทาธิปติ
ถ้านำไปเพื่อตรัสรู้ เรียกว่า ฉันทิทธิบาท

สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่พูดมานี้ กำหนดได้จากอะไร ?
อาศัย มโน + ธัมมะ → เกิดมโนวิญญาณ
ธรรม ๓ อย่าง ประชุมกันเป็นผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดสัญญา สังขาร อยู่ในนั้นทั้งหมด

สำหรับพวกกามภูมิ ก็จะนำไปหาวัตถุกาม
มันน้อมไป สาธุ เราเป็นคนมีบุญ ชาติหน้าขอให้เกิดที่นั่นที่นี่ เป็นต้น
ก็คือ เป็นกามตัณหา ให้ได้ซึ่งมนุษยสมบัติ หรือสวรรคสมบัติ

ถ้าน้อมไปหารูปฌาน และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นเป็นรูปฌาน
รูปตัณหา ก็เกิด
ถ้าได้อรูปฌาน → อรูปตัณหา ก็เกิด
กุศลธรรมทั้งหมดนี้ จัดเป็นวัตถุกาม ทั้งหมด

เมื่อเข้าใจเหล่านี้ ใจนั่นแหละก็หลุดพ้น
ใจ นั่นแหละ บรรลุอรหัตมรรค
องค์มรรคเกิดขึ้นในใจนั่นแหละ เรียกว่า พระอรหันต์ (ก็ยังมีใจอยุ่)

มรรค - ผล เป็นสิ่งที่ "รู้อยู่" เสวย
มี นิโรธสมาบัติ ที่ "ไม่รู้อยู่" เสวย (เพราะดับจิตเจตสิกทั้งหมด)
ออกมาเป็น ผลสมาบัติ รู้อยู่ว่าสบาย ช่วงนั้นสบาย
พระอริยะท่านว่า รูปก็ตาม เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ตาม คือภาระทั้งหมด
ทำไมเราต้องถือ

จิตของท่านน้อมไปในสิ่งที่ดีที่สุด
เลยไม่รู้จะไปแบกทำไม

เก็บผลไม้ใดๆ ก็ไปเก็บที่ต้นเขา
กุศลกรรมที่เกิดจาก เหตุ - อธิบดี - กรรม - อาหาร - อินทรีย์ - ฌาน - มรรค
ก็เก็บจากที่นี่แหละ
"อาศัยมโน + ธรรมะ → เกิดมโนวิญญาณ
ธรรม ๓ อย่างประชุมกันเป็นผัสสะ 
เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา"
เมื่อพูดถึงเวทนาที่ใด สัญญา สังขาร ก็เป็นอันกล่าวแล้ว

หากไม่แยบคาย ตัณหา ย่อมอาศัยสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น
และสิ่งเหล่านี้เริ่มต้นด้วย วิตก วิจาร ไหม ?
ก็ต้องวิตก วิจาร นั่นแหละคือการกำหนด ฌานปัจจัย

ถ้าพูดถึง จิต เป็นต้น มโนวิญญาณ นั่นแหละคือ จิตตาธิปติปัจจัย

"อาศัยมโน + ธรรมะ → เกิดมโนวิญญาณ
ธรรม ๓ อย่างประชุมกันเป็นผัสสะ" นั่นแหละคือ ผัสสาหาร

ผัสสาหารตัวนั้น จะเป็นอาหารของ อินทรีย์ทั้ง ๕ ไหม ?

แล้วผัสสะที่เป็นอาหารของปัญญานั้น ปัญญานั้นรู้แจ้งอภิญเญยธรรมได้ไหม ?
ปริญญาปัญญา ที่จะเกิดขึ้นจะรู้แจ้ง ปริญเญยธรรม ได้ไหม ?
ปหานปัญญา ที่จะเกิดขึ้นเพื่อจะละ ปหาตัพพธรรม ได้ไหม ?
ภาวนาปัญญา เจริญให้เติบโตเป็น ภาเวตัพพธรรม ได้ไหม ?
สิ่งเหล่านี้ นำไปเพื่อ มรรค เกิด ผล ขึ้นได้ไหม ? 

ใส่ใจเช่นนี้ เรียกว่า ศึกษาอยู่

ผู้ศึกษาอยู่อย่างนี้ เห็นในใจ ไม่ใช่เห็นในกระดาน

เห ธิ กํ หา อิน ฌา มัค

ปฏิสัมภิทามรรค ศึกษา 6 (เช้า 2 มิ.ย.69)
https://www.youtube.com/live/TUJi9OT4YYo?si=RQJnOTLvYqvfvC20

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

25 พ.ค. 2569/2026

25/5/2569-2026

ธรรมะก่อนตื่น

เมื่อดับโดยความหมายว่าเป็นสังขาร ย่อมเกิดใหม่โดยความเป็นสังขาร ไม่เป็นเวทนาหรือสัญญา

เมื่อละสังขารสัญญาดับ ยังคงหมายว่าเป็นเวทนาหรือสัญญา เมื่อดับ ย่อมเกิดใหม่โดยความเป็นเวทนาหรือสัญญาตามที่หมายนั้น

หากยังไม่มาด้วยความเป็นสัญญาหรือเวทนา

ย่อมเข้าไม่ถึง "นี้ทุกข์"

วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569

โกเอ็นก้ารอบ 2 - 2569 / 2026

สิ่งที่ได้เรียนรู้รอบนี้

เมื่อสังขารดับ เวทนาก็ดับ

เป็นข้อสังเกตที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญว่า ทำไมรอบนี้ไม่มี sharp pain เลย

และเป็นความบังเอิญที่ว่าเมื่อแก้เมื่อยนั่งเป็นเทพธิดา คราวนี้ก็ปวดแบบ dull ร้าวไปทั้ง 2 ตูด นั่งดูไปหลบไปจนเกือบหมดชั่วโมงถึงเข้าถึงความเป็นกลางจริง รู้สึกราวกับตัวทั้งตัวถูกเผาอยู่กลางกองไฟ จนสุดท้ายเวทนานั้นก็คลายไปตามธรรมดาของมัน

เมื่อกลับมานั่งอีกครั้ง ท่าเดิม ตั้งใจว่าจะมาพิจารณาให้จิตเข้าใจความเป็นกลับพบว่า ความปวดหายไปและแบบหายไปเลย ไม่กลับมาอีกเลย 

ตอนแรกเข้าใจว่า เพราะนั่งทับส้นตรงกระดูกองศาพอดี เลยทำให้ไม่ปวดแบบทับเนื้อ 

ทดสอบบัลลังก์ต่อไป นั่งทับแบบเนื้อๆ เน้นๆ ปรากฏ เบาไม่ปวดที่เดิม ไปปวดที่อื่นที่ยังไม่ผ่านพิจารณา

สังขารนิโรธา วิญญาณนิโรโธ

ความดับเป็นอย่างนี้

ความจิตดับลงด้วยโทสะ จิตที่เกิดใหม่ (เวทนาที่เกิดใหม่ จะเป็นเวทนาที่ก่อให้เกิดโทสะ เป็นเวทนาที่พึงผลักไส)

ต่อเมื่อจิตนั้นดับลงด้วยความเป็นกลาง วิญญาณนั้น จึงไม่เกิดอีก หรือเกิดด้วยความรู้สึกเพียงว่าเป็นผลจากผัสสะ ไม่ได้เป็นเวทนาที่หยาบและก่อให้เกิดตัณหาผลักไสแต่อย่างใด (ตรงนี้ยังไม่ชัดนัก เพราะสภาวะที่เกิดคือ เวทนาหยาบนั้นดับ กายกลายเป็นว่ายิ่งนั่งยิ่งเบา แต่เวทนาละเอียดยังอยู่)

โดยแนวโน้มการเรียนรู้อย่างนี้ เป็นไปได้มากว่า เมื่อพิจารณาเวทนาหยาบจนจิตสิ้นความผลักไสแล้ว จะเข้าสู่การพิจารณาเวทนาละเอียดที่จิตติดใจ แต่ก็หมด 10 วันเสียก่อน รอบนี้เคลียร์ dull pain หยาบๆ ไปได้

การนั่งแต่ละบัลลังก์ จะรู้ได้เลยว่า จะปวดตรงไหน จะไม่ปวดตรงไหน อะไรเคลียร์แล้ว อะไรยังไม่เคลียร์ ถ้าจะเร่งปฏิกิริยา ก็นั่งเสียสมมาตรไปเลย จะได้ไม่เสียเวลารอ

นั่งเคลียร์เวทนาไปทีละบัลลังก์ จากปวดขา ไปปวดก้น จากปวดก้นไปปวดดาก ดูมันจะไล่จาก peripheral เข้า central มาเรื่อยๆ 

จนจบคอร์ส ส่วนที่ติดคาอยู่คือ ตั้งแต่ส่วนสะบักขึ้นไป และส่วนแนวชิดสันหลัง ซึ่งเวทนาหยาบไม่แสดงในท่านั่งเลยไม่รู้จะพิจารณายังไงเหมือนกัน ไว้รอเป็นหน้าที่จิตละเอียดไปทำงาน

****

อีกเรื่องนึงที่เรียนแบบเทียบๆ เคียงๆ คือ การเกิดใหม่

มันเป็นการสังเกตจากจุดที่ทนเวทนาไม่ได้ แล้วตัดสินใจเปลี่ยนท่า
มันจะเหมือนกับ จิตมันแพ็คๆๆ ข้อมูล ปิดหีบ แล้วดับไป

พอเกิดใหม่ หีบก็เปิดออก และของที่แพ็คไปก็ออกมา
เช่น ดับไปด้วยอาการที่รู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่ดี แม้จะเปลี่ยนท่าเพื่อแก้เวทนาไปชั่วคราว
แต่เมื่อจิตเกิดใหม่ ความรู้สึกต่อเวทนาที่เกิดขึ้นอีกรอบ ก็จะเป็นไปในลักษณะที่ก่อความผลักไส แบบเดียวกันกับที่มันเป็นก่อนที่จะดับไป

****

คำที่กระแทกใจในรอบนี้ ระหว่างที่ฟังบรรยายเรื่องความรู้สึกประเภทต่างๆ นั่นนี่ ให้สังเกตนั่นนี่
สุดท้ายขมวดลงที่ "Just a manifestation of changing" 

คำนี้กินใจมาก

เห็นความเปลี่ยนแปลงเป็นความเปลี่ยนแปลง
เห็นทุกข์เป็นทุกข์
ไม่ได้เห็นเรามีทุกข์
ไม่ได้เห็นเราผู้มีทุกข์

****

รอบนี้ไม่ได้มีการแสดงธรรมระดับทวีปอย่างรอบแรก หรืออาจจะเพราะมัวฟุ้งซ่าน 
แต่ต่อให้ฟุ้งสะบัด ก็จะเห็นว่าเออ จิตมันก็กลัวเจ็บ
แล้วก็มีวิธีหนีสารพัด ซึ่งการแสดงธรรมเป็นหนึ่งในนั้นด้วย
entertainment มาหมด คือมันก็ทำให้นั่งได้ครบเวลาแหละ

แต่พอสำนึกได้ว่า มาเพื่อมาเรียนความเปลี่ยนแปลง
ไม่ใช่มาเตร็ดเตร่เถลไถล ก็ค่อยๆ ลงจากสวรรค์มาดู changing
ใจนี่ไม่ได้ยอมอะไรง่ายๆ 

จากที่ได้มาฟังภาค eng คือไม่หลับ
เลยได้ฟังเหตุผลว่า ทำไมต้องเวทนา 
ก็เพราะเวทนา มันต่อตรงกับระดับสัญชาตญาณ มันจะไม่พลิกเป็น จินตามยปัญญา
แต่ลงเป็นภาวนามยปัญญาเท่านั้น มันไม่มีที่ให้หลบนั่นเอง 
หลบมีอย่างเดียวอ่ะ คือไม่ดู 

สิ่งที่ติดหมายเหตุไว้นิดหน่อย
คือเหมือนจะเป็นการเฝ้าสังเกตอย่างเป็นกลางเพื่อที่จะละเอียดไปเรื่อยๆ จนพ้นรูปนาม

แต่ท่านก็ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า 
อะไรหมายเหตุไว้ ก็เอาไว้ก่อน กินส่วนที่กินได้ไป ไม่ใช่ทิ้งทั้งจาน

****

รอบนี้จับกระแสเมตตาไม่เต็มที่เหมือนรอบก่อน
จำได้ว่ารอบก่อนเหมือนเรียนรู้ได้เป็นครั้งแรกว่า โอว แผ่เมตตาเป็นอย่างนี้
แล้วก็ลืม

สิ่งที่ได้ติดกลับมาจากรอบนี้คือ ความคอยมาอยู่กับเวทนาเนืองๆ 
แม้หลายวันก็จะลดลงตามส่วน ก็ดูมันมีความพยายามที่จะคอยระลึกอยู่ด้วยเสมอๆ

สติกับอุเบกขา เหมือนล้อทั้งสองที่ต้องควบคู่กันไป
Just a manifestation of changing

**** 

แปลกใจเล็กน้อยที่ไม่ได้บันทึกการไปรอบแรกไว้

เท่าที่จำได้ก็คือ น่าตื่นเต้นมาก ว่าการข้ามเวทนาเป็นอย่างนี้ๆ
ธรรมแสดงไปด้วย พิจารณาไฟที่เผาระดับ 10 severe pain นี้อยู่ด้วย

ทุกๆ บัลลังก์จะมีธรรมใหม่ๆ ให้พิจารณาละไปเรื่อยๆ

ตัวหลักรอบนี้ จะเห็นว่าเป็นสังขารเก่า พวกนิสัยเดิม สันดานเดิม
ความรับผิดชอบเวอร์วัง 
ก็ใหญ่ระดับทวีปเลย แล้วก็วางลงด้วยความขอบคุณ เธอไม่ได้สลายหายไปให้เห็นเหมือนกับ
ความยึดติดอื่นๆ เพียงแต่เมื่อขอบคุณแล้วเธอก็ detach ออก ไม่ได้เป็น entity ที่รวมกับเราอีกต่อไป

ส่วนรอบสองนี้ เหมือนจะเห็นสันดานทหารหรือแม่ทัพที่ขึ้นมา
ไม่ได้ใหญ่โตเหมือนรอบแรก แต่ค่อยๆ แยก และหลุดออกไปเป็นลำดับ

สันดานตระกูลนี้ยังไม่หมด ยังเหลืออยู่ประมาณ 5-15% รอการเรียนรู้ในจังหวะที่เหมาะสมต่อไป

****

จาก trend ลักษณะนี้ คาดว่าการเรียนจะเป็นไปในทิศ สุขาปฏิปทามากขึ้นตามความหยาบที่ละได้
และความละเอียดที่มากขึ้น ซึ่งทั้งคู่ต้องอาศัยการพิจารณาจริงจังในสมาธิทั้งสิ้น

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569

ไวพจน์ของปัญญา

 มี 32 ชื่อ

  1. ปัญญา = ปัญญา
  2. ปชานนา = ความรู้ชัดเจน
  3. วิจโย = ความเลือกเฟ้น
  4. ปวิจโย = เลือกเฟ้นโดยรอบด้าน
  5. ธมฺมวิจโย = เลือกเฟ้นสัจจธรรม เลือกเฟ้นอริยสัจ 4
  6. สลฺลกฺขณา = การกำหนดด้วยดี
  7. อุปลกฺขณา = การกำหนดอย่างมั่นคง
  8. ปจฺจุปลกฺขณา = การกำหนดอย่างชัดเจนเจาะจง
  9. ปณฺฑิจฺจํ = ความเป็นบัณฑิต
  10. โกสลฺลํ = ความเป็นคนฉลาด
  11. เนปุญฺญํ = ความเป็นคนละเอียด
  12. เวภพฺยา = ภาวะที่แจ่มแจ้ง
  13. จินฺตา = ภาวะที่คิดในเรื่องที่ถูกต้อง
  14. อุปปริกฺขา = การเข้าไปพิจารณาโดยชัดเจนมั่นคง
  15. ภูริ = ปัญญาเหมือนแผ่นดิน คือมั่นคงและกว้างขวาง
  16. เมธา = ปัญญาชำแรกกิเลส
  17. ปริณายิกา = ปัญญาที่เป็นดั่งผู้นำไปหาสิ่งที่เป็นประโยชน์นานาประการ
  18. วิปัสฺสนา = ปัญญาที่ทำให้เห็นโดยประการต่างๆ
  19. สมฺปชญฺญํ = รู้โดยทั่วถึงถูกต้อง
  20. ปโตโท = ปัญญาเหมือนปฏัก
  21. ปญฺญา = ปัญญา
  22. ปญฺญินฺทฺริยํ = ปัญญาที่เป็นใหญ่ในการมองเห็นความเป็นจริง
  23. ปญฺญาพลํ = ปัญญาที่ไม่หวั่นไหวไปในฝ่ายตรงข้ามคืออวิชชา
  24. ปญฺญาสตฺถํ = ปัญญาดั่งศาสตรา
  25. ปญฺญาปาสาโท = ปัญญาเปรียบดังปราสาทเหมือนคนขึ้นอยู่บนที่สูงเมื่อมองลงเบื้องล่างย่อมชัดเจน
  26. ปญฺญาอาโลโก = ปัญญาดังแสงสว่าง
  27. ปญฺญาโอภาโส = ปัญญาดังโอภาส
  28. ปญฺญาปชฺโชโต = ปัญญาที่รุ่งเรือง
  29. ปญฺญารตนํ = ปัญญาที่เป็นรัตนะเพราะก่อให้เกิดความยินดี หาได้ยาก ปรากฏได้ยาก เป็นเครื่องใช้สอยของคนที่ดี
  30. อโมโห = ภาวะที่ไม่หลง
  31. ธมฺมวิจโย = วิจัยธรรม
  32. สมฺมาทิฏฺฐิ = ทิฏฐิที่เป็นกุศลเครื่องนำออกจากวัฏฏะทุกข์

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569

父爱

ระหว่างวัน สิ่งที่ผุดขึ้นมาคือ

我要的是

  • 偏袒
  • 保护
  • 无法无天
วันนี้ได้ยินคำนึงคือ ถ้าพ่อคุณไม่ดี/ไม่มี สิ่งที่คุณต้องมองหาคือ fatherly figure ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็น biological father

วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568

27-31 ธ.ค. 2568 / 2025

  • ไปอาศรม
  • ขาไป บนรถตู้ อยู่ดีๆ ก็ไปกระแทกใจเรื่อง "พ่อทิ้ง" เป็นสิ่งที่แปลกใจตั้งแต่ไปเขาสารพัดดี ที่ร้องไห้เรื่องนี้
  • พ่อทิ้ง คืออะไรก็ไม่รู้ แต่ในมโนภาพ มีใจแยกเป็นสองอย่างอย่างละครึ่ง คือ โกรธพ่อหรือเสียใจ และอีกใจนึงก็รู้เหตุผลดีของเบื้องหลังนั้น ให้อารมณ์กัณหาโกรธพระเวสสันดรอย่างบอกไม่ถูก
  • ได้กินชาเย็น แบบเทวดาเสริฟ โดยบังเอิญว่าอยากกิน เลยถามไปว่าแถวนี้มีร้านขายไหม เจ้าของร้านผัดซีอิ๊วเลยบอก เพิ่งมีน้องซื้อพันธุ์ไทยมาฝาก ยังไม่ได้กิน ขายต่อให้เอาไหม แปลกว่า ทุกอย่างพอดีเหลือเกินจนเหมือนเทวดาจัดให้ ปกติชาพันธุ์ไทยไม่อร่อย แต่วันนั้นกลับอร่อยอย่างน่าประหลาด หอม ไม่หวานเกิน ปริมาณก็พอดี ดีไปหมด ตอนดื่มก็มีสติทุกอย่าง แต่พอดื่มหมดกลับมีเสียงในหัวว่า "เห็นไหมลูก เวทนามันเท่านี้เอง แล้วก็ดับไปแบบนี้เอง" แล้วก็น้ำตาไหลเป็นทาง มโนภาพในหัวคือ เด็กน้อยสามสี่ขวบร้องไห้ซบบ่าพ่อ แล้วน้ำตาก็ไหล ในใจมันบอก ดูสิมันต้องการเท่านี้เอง
  • เรียกว่าเป็นเครื่องดื่มที่ให้คุณ 2 ครั้งแล้ว ครั้งแรกเข้าใจฌาน ครั้งนี้วิปัสสนา
  • ในความสงบแม้ไม่มากมายที่อาศรม รอบนี้ดู 5 วันจะผ่านไปรวดเร็วแบบงงๆ ไม่ได้เดินหรือนั่งจริงจังสักเท่าไร ปัญญาก็เดินสบตาผ่านไปมา ก็ทำให้รู้ว่า มันไม่ได้ต้องการสมาธิมากมายอะไรที่จะเดินวิปัสสนา รอบนี้ไม่ได้สมาธิลึกซึ้งตราตรึงอะไร แต่ก็รู้ว่าปัญญาก็สามารถปรากฏได้มากกว่าอยู่ภายนอก
  • เหมือนช่วงนี้คิดจะดูธาตุ มากกว่าดูขันธ์ แต่ไปๆ มาๆ กลับเปลี่ยนเป็นว่า ดูอายตนิกธรรมวันละเรื่องแทน
  • พอคิดจะดูอายตนะ ก็รู้สึกงงว่า เออ มันดูยังไงวะ ไม่ได้หมายถึงการดูตามหมวดอายตนบรรพ คือยังไม่คิดจะลากไปสังโยชน์ อาการคลำมั่วไปเรื่อยนี่ก็สนุกดีเหมือนกัน
  • มั่วตอนแรกก็ เออ มันรูปร่างยังไงเท่าที่นึกออก แม้จะรู้ว่าลูกตา ไม่ใช่ประสาทตา แต่ด้วยสัญญามันก็นึกออกแค่นี้ ลูกกลมๆ กลอกไปกลอกมา ชัดบ้างเบลอบ้าง เคลื่อนไหวอยู่ในที่จำกัดเหมือนถูกขัง ทำงานด้วยวิสัยจำกัด ต้องอยู่บนคอ และอาศัยร่างกายในการพยุงช่วยเหลือหันไปทิศนู้นทิศนี้ มั่วไปสักพักตัน ไม่รู้จะนึกอะไรต่อเพราะสัญญาจำกัด เลยเออ มาดูว่ามันทำงานตอนไหนมั่งละกัน
  • เห็นตาที่ทำงานตามเงื่อนไข ไม่ได้ทำงานตลอดเวลา เป็นอายตนะที่รับรู้เฉพาะโลกด้านหน้าเท่านั้น โลกด้านหลังไม่มีสำหรับตา มันจะทำงานตามความเคลื่อนไหวบ้าง ทำงานตามสัญญาบ้าง ทำงานเมื่อสลับโหมดกับใจบ้าง และถ้ามีสัญญาแต่มองไปไม่เห็น มันจะต่อด้วยสั่งกายให้หันไปหา ตาจะทำงานเมื่อกายเคลื่อนไหว หรือไม่ก็ภายนอกเคลื่อน จะทำงานเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง มีความเคลื่อนที่ที่ผิดไปจากเดิม จะพักเมื่อทุกอย่างดูปกติ พอดูๆ ไปก็จะเอ๊ะ ตาสองตานี่มันจักขุวิญญาณเดียวหรือ 2 จักขุวิญญาณกันนะ แต่ก็ช่างมันเถอะ
  • ระหว่างเดิน ดันไปเห็นอาจารย์ แล้วก็รู้สึกว่าใจผิดปกติขึ้นทันที คือเกร็งขึ้นมาแบบไม่ได้ตั้งใจ ก็เอ๊ะเลยว่า เออ ตาเห็นแล้วก็ว่านั่นเป็นคนเนอะ สัญญาทำงานทันทีว่านั่นอาจารย์ ธาตุดินที่เดินมานั่นต่างจากธาตุดินที่ตั้งอยู่เฉยๆ บนพื้นนั่นตรงไหน (ต้นไม้)  มิจฉาทิฏฐิเกิดจะจะคาตาเลย แล้วทำไมอยากหลบ หลบให้ใจสบายเห็นรึป่าว แล้วทำไมไม่คิดว่านั่นเป็นทัสสนานุตตริยะล่ะ การเห็นผู้ทรงศีลทรงธรรมมันไม่ดีตรงไหนเนี่ย
  • ในขณะที่หูเหมือนจะเปิดโหมด stand by ไว้มากกว่า หูไม่ต้องอาศัยทิศทางในการรับรู้ มันทำงานได้โดยรอบแตกต่างจากตา ในขณะที่เมื่อหูรับเหมือนการประมวลทิศทางจะตามมาอัตโนมัติ ทำงานเหมือนตาตรงที่หูจะรู้ไปกว้างๆ ถ้าสติอยู่กับตัว ถ้ามีเสียงที่โฟกัสจะเด่นขึ้นมาตามสัญญา ถ้าฟังเสียงคนหรือฟังเรื่องอยู่เสียง background ก็จะหาย ถ้าไม่สนใจก็ไม่ทำงาน
  • โลกของตากะหูไม่ได้ซ้อนทับสนิท ข้อมูลทั้งสองทวารไม่ได้สอดคล้องกันเป๊ะ บางอย่างตาเห็น หูไม่ได้ยิน บางอย่างหูได้ยินตาไม่เห็น ตอนนี้โลก ถูกประกอบขึ้นจากอย่างน้อย 2 ชุดข้อมูล 
  • ทวารกลิ่น ไม่ค่อยสังเกต เหมือนทั้งวันไม่ค่อยเกิด ถ้าไม่ใช่ตอนกิน หรือตอนเจอกลิ่นที่กระแทกจริงๆ ก็จะไม่ค่อยสังเกตว่ามันทำงาน และตอนกิน มันก็จะให้ข้อมูลคนละชุดกับทวารลิ้น คือจะเป็นแยกข้อมูลรสมาอีกทีนึงว่า เค็มนี้เค็มจากอะไร หวานนี้คือหวานลิ้นจี่หรือมะละกอ เป็นทวารที่มักทำงานใกล้ๆ กัน ให้ข้อมูลประกอบกัน