อภิญเญยธรรม 5 - วิมุตตายตนะ 5 (ฟังธรรม แสดงธรรม สาธยายธรรม ตรึกธรรม มนสิการกรรมฐาน)
ปริญเญยธรรม 5 - ขันธ์ 5
ปหาตัพพธรรม 5 - นิวรณ์ 5
ภาเวตัพพธรรม 5 - อินทรีย์ 5
ถ้าไม่รู้จัก วิมุตตายตนะ 5 (เหตุแห่งความหลุดพ้น 5)
ถ้าไม่รู้จัก ขันธ์ 5
ถ้าไม่รู้จัก นิวรณ์ 5
ก็ยากที่ อินทรีย์ 5 จะไปรอด
ภาวนา แปลว่า มี ก็ได้
สิ่งที่มีได้ ก็ต้องรู้ว่าจะต้องละอะไรออกไป
ที่รู้ ต้องกำหนดรู้อะไรบ้าง
และเส้นทางที่จะทำให้ได้อย่างนั้น มีอะไรบ้าง
การฟังธรรม
ฟังก็ฟังท่านสอนเรื่อง "นี้รูป นี้เหตุให้เกิดรูป นี้ความดับรูป นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับรูป"
การฟัง
- ฟังตรงๆ
- ฟังแบบฟังคำอธิบายด้วย
ถ้าฟังถูก ฟังเข้าใจดี นิวรณ์ 5 ย่อมระงับ กามฉันทะนิวรณ์ต้องถูกละ และต้องเจริญสัทธินทรีย์ได้
เจริญสัทธินทรีย์นั่นแหละ คือเจริญฉันทิทธิบาท
ในสติปัฏฐาน "นี้รูป เริ่มที่ นี้ลมหายใจเข้า นี้ลมหายใจออก"
ถ้าเจริญมรณานุสสติมาดี ชีวิตนี้เนื่องด้วยลมหายใจเข้า และลมหายใจออก
ชีวิตตอนหายใจเข้า ก็คนละอันกับชีวิตตอนหายใจออก
ชีวิตตอนหายใจออก ก็ไม่เหมือนกับชีวิตตอนหายใจเข้า
นั่นคือ ชีวิตที่หายใจเข้า - ออก ก็คือคนละชีวิตๆๆ ไป
เราอาจมีชีวิตอยู่แค่หายใจเข้า หรือหายใจออกก็ได้
สิ่งที่จะละออกไปคือ นิจจวิปปลาส ที่จะคิดว่าตัวเองมั่นคงถาวร
จิตเป็นสมุฏฐานในการหายใจเข้า - ออก
ฉะนั้น จิตที่ทำให้กระบังลมหายใจเข้าก็จิตกลุ่มหนึ่ง
จิตที่ทำให้กระบังลมหายใจออกก็จิตอีกกลุ่มหนึ่ง
เมื่อจิตยังไม่เที่ยง แล้วกระบังลมก็ทำงานไปตามจิต
ชีวิต เมื่อเนื่องด้วยลมหายใจเข้าออก จะเอาเสถียรภาพของชีวิตมาแต่ไหน
ลมหายใจเข้าออกนี้ปฏิกูลหรือไม่ ?
เมื่อมีโรคเข้ามารุมเร้า แม้แต่หายใจก็ยังปวด
เมื่อเจ็บทุกครั้งที่ยังหายใจ นั่นยังว่าดีอยู่อีกหรือ ยังจะสุภะอยู่อีกหรือ ?
ลมหายใจเมื่อนำเอาเชื้อโรคออกมาด้วย ยังจะยังงามอยู่ไหม ?
ถ้าหายใจเหนื่อย แม้แต่การหายใจก็ยังเป็นภาระ
เมื่อจมูกตีบหายใจไม่ค่อยจะออก เหมือนคนกำลงจะจมน้ำตาย
อย่าไปคิดว่าชีวิตมันแข็งแรงอะไรนักหนา เพียงเนื่องด้วยลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
ผู้ที่เจริญมรณานุสสติในระดับที่ว่า
เห็นลมหายใจเข้า ก็รู้ว่ามีชีวิตอยู่แค่ลมหายใจเข้า
เห็นลมหายใจออก ก็รู้ว่ามีชีวิตอยู่แค่ลมหายใจออก
นั้นเรียกว่าปัญญาแก่กล้า
ในชั่วระยะเวลาเพียงหายใจเข้าเท่านี้ ก็เพียงพอที่จะยังอริยมรรคให้เกิดขึ้นได้
หากมีเวลาเพียงชั่วหายใจเข้า ประมวลธรรมอย่างไรให้สำเร็จผล
ชั่วเวลาหายใจเข้าออกนี่แล คืออานาปานสติที่ท่านสอนในวิปัสสนา
คือนี้พูดถึงนิมิตของ อนิจจานุปัสสนา
เห็นชีวิตที่เนื่องด้วยลมหายใจเข้าออกนี้ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตามเห็นว่าเที่ยง
ตามเห็นว่าเป็นทุกข์ ไม่ใช่ตามเห็นว่าเป็นสุข
ตามเห็นโดยความเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตามเห็นว่าเป็นอัตตา
ตามเห็นโดยความน่าเบื่อหน่าย ไม่ใช่ตามเห็นว่าน่าเพลิดเพลิน
ตามเห็นเพื่อคลายออกซึ่งความกำหนัด ไม่ใช่ตามกำหนัด
ตามเห็นเพื่อจะดับ ไม่ใช่เพื่อจะก่อสร้าง
ตามเห็นเพื่อจะสละทิ้ง ไม่ใช่ไปยึดถือเอาไว้
นี้แหละคือ กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน
สัพพะกายะปะฏิสังเวที อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
"รู้แจ้งกายทั้งปวง หายใจเข้าอยู่ด้วยไตรสิกขา"
ถ้าแปลตามบทที่เห็นกันทั่วไป "พึงทำการศึกษาว่ารู้แจ้งกายทั้งปวง หายใจเข้า"
แปลแบบนี้จะเจริญตามยาก เพราะว่ากายที่หายใจเข้า
หายใจเข้า เพื่อให้ตั้งการศึกษาเอาไว้ในนี้
คือรู้เพื่อการศึกษา ไม่ใช่ไปถือเอากายเป็นสาระ ให้เอาการศึกษาเป็นสาระ
ดังนั้น หายใจเข้าอย่างไร ให้เป็นกายสังวร
หายใจเข้าอยางไร ให้จิตไม่ฟุ้งซ่าน
หายใจอย่างไรแล้วเห็นอริยสัจ
ให้ศึกษาเอานี้เป็นสาระสำคัญ
ปัสสัมภะยัง กายะสังขารัง อัสสะสิสสามีติ สิกขะติ
ลมหายใจเข้า - ออก เป็นกายสังขาร
ตกลงลมหายใจปรุงแต่งกาย หรือว่ากายปรุงแต่งลมหายใจเข้าออก ?
ตอบ - กายปรุงแต่งลมหายใจ ไม่ใช่ลมหายใจปรุงแต่งกาย
ไม่เช่นนั้นลมก็ต้องเข้าออกเองอัตโนมัติสิ
แต่ลมนั้นเข้าเพราะกระบังลมกดลง เปิดให้ช่องปอดขยายตัว จึงดึงอากาศเข้าไป กายจึงเป็นตัวดึงลมเข้า
เพราะลมหายใจเกิดจากกาย เนื่องด้วยกาย จึงเรียกว่า กายสังขาร
ดังนั้น ไม่ได้แปลว่า ลมไปปรุงแต่งร่างกาย
ถ้ากายนิ่ง ลมก็นิ่ง
ถ้าใจสงบนิ่ง ก็แทบจะลืมลมหายใจ จตุตถฌานนี่ดับลมหายใจเข้าออก
เพราะจตุตถฌานเป็นธรรมที่ดับกายสังขาร
ปุจฉา - เวลากำหนดลมหายใจเข้าออก กำหนดเพื่อหลุดไปจากสิ่งเหล่านี้
หรือเพื่อสร้างสรรสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ?
วิสัชชนา - ดูว่าบรรทัดสุดท้ายต้องการอะไร ปฏิปัสสัทธิ นี่ก็คือความสงบระงับ
ดับที่ต้องการจริงๆ ก็ กายนิโรธ นั่นแหละ
ก็เห็นธรรมที่เป็นที่ดับสิ่งเหล่านี้ แล้วก็ศึกษาอยู่ในกรรมฐานเหล่านี้
กฎเกณฑ์ของการเจริญสติปัฏฐานมีอะไรบ้าง
พิจารณาเป็นภายในบ้าง
พิจารณาเป็นภายนอกบ้าง
พิจารณาทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมดา คือสมุทัยบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมดา คืออัตถังคมะ หรือความดับบ้าง
พิจารณาทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความดับบ้าง
เราเนื่องด้วยลมหายใจฉันใด สัตว์อื่นก็เนื่องด้วยลมหายใจฉันนั้น
ทุกคนที่ยังหายใจล้วนมีภาระ
พิจารณาเห็นปัจจัยที่ทำให้เกิดกายกายที่หายใจเข้า
ปัจจัยที่ทำให้กายเกิด คืออวิชชา ตัณหา กรรม
แล้วกายนี้ คนขาดอาหาร กับคนกินอิ่ม หายใจเหมือนกันไหม
หิวจนไม่มีแรงจะหายใจ ก็จะหายใจแผ่ว
ฉะนั้น การเกิดขึ้นของลมหายใจก็เนื่องด้วยอาหาร เป็นต้น ไม่มีอาหารก็ไม่มีแรงหายใจ
ถ้าจะดับกาย
คำว่า สมุทัย ในความหมายหนึ่งคือ
ในระหว่างที่ยังมีลมหายใจอยู่ เราสร้างกรรมเพื่อจะไปหายใจต่อไปไหม
ระหว่างที่หายใจเข้า - ออก ทำกรรมเพื่อให้ไปเกิดการหายใจเข้า - ออกมากมายมหาศาล
ถ้ารังเกียจการเกิดขึ้น ทำอย่างไรจึงจะดับได้
จึงจะดับการหายใจแบบไม่ต้องการการหายใจอีกแล้ว ทำอย่างไร?
กายนี้เกิดจากสมุทัย เมื่อดับสมุทัยได้ กายก็ดับ
แต่ถ้าลำพังชาตินี้เกิดมาแล้วไม่ตาย ไม่มี ไม่ต้องฆ่าก็ตาย
คำว่า อัตถังคมะ (ดับ) ในที่นี้ หมายถึง ดับแบบไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป
มันไม่ใช่แค่หายใจเข้านี่เกิดขึ้น หายใจออกนี่ดับไป
นั่นไม่ใช่ อัตถังคมะ ตามความหมายที่ประสงค์ตรงนี้
เพราะรู้แค่นั้น บรรลุมรรคผลไม่ได้
ถ้าเจริญถูกต้องจริงๆ ย่อมไม่กลับตาย
เพราะรู้อยู่แล้วว่าชีวิตเนื่องอยู่ด้วยลมหายใจเข้า - ออก
ผู้ที่เจริญอานาปานสติถูกต้องเขารู้แม้เวลาตายของตนเองด้วย
บอกได้ว่าจะตายเมื่อไร อย่างไร
พิจารณาเห็นความเกิดบ้าง
พิจารณาเห็นความดับบ้าง ทั้งเกิดทั้งดับบ้าง
กายนี้มีอยู่ เป็นที่ตั้งแห่งสติ เป็นที่ตั้งแห่งญาณ
อาศัยกายเป็นที่ตั้งให้ญาณเกิด เพราะกายเป็นทุกขสัจ
ในสติปัฏฐานระดับสูง แม้ในญาณที่ใส่ใจอย่างนี้ ก็เป็นทุกขสัจ
ตัณหาในกาลก่อน ที่ทำให้สติเกิด เป็นสมุทยสัจ
ความไม่เป็นไปของสติ เป็นนิโรธสัจ
อริยมรรคมีองค์ ๘ คือมรรคสัจ
ลองคิด สติที่มีกายเป็นอารมณ์ จะเป็นมรรคสัจได้อย่างไร
สติที่เป็นมรรคสัจ คือสติที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์เท่านั้น
วิปัสสนาญาณ ก็เป็นทุกขสัจ เพราะมีสังขารเป็นอารมณ์
เปรียบเหมือนเรือวิ่งบนน้ำเน่า ถ้าจะขึ้นบกจริงๆ ต้องไม่อยู่ในเรือ ต้องออกจากเรือ พ้นจากสายน้ำเน่า
ผู้ยินดีในสมถะวิปัสสนาเหล่านี้ ไม่ปรินิพพาน ถ้าไม่ยอมขึ้นบก ก็ไหลไปตามกระแสน้ำเหมือนเดิม
อิริยาบถบรรพ
คนเรานั่งกำหนดลมหายใจเข้า - ออกไป 1 - 2 -3 ชั่วโมง ย่อมเมื่อย
เมื่อยมันก็ลุกขึ้นยืน เมื่อยืนก็รู้ชัดว่ายืน
สังเกต กรรมฐานเบื้องต้นพระองค์สอนเรื่อง จิตตชรูป เป็นหลักก่อน
ปัจจัยที่ทำให้ยืนคือ จิตตชรูป
เมื่อตั้งกายไว้โดยอาการใดๆ พลังที่ทำให้นั่ง พลังที่ทำให้ยืนขึ้น ฯลฯ นั่นแหละคือ จิตตชวาโยธาตุ
ถ้าพลังไม่มีก็ไม่มีแรงยืน จิตตชวาโยก็อาศัยอยู่กับร่างกาย
ถ้าภาษาแพทย์ก็เรียก กล้ามเนื้อมันหด - ยืด
มันก็คือมีแค่ กล้ามเนื้อหด - ขยาย เท่านั้น นั่นแหละ เรียกว่า การเดิน
เมื่อยังพิจารณาจิตตชวาโยธาตุ เป็นตัวหลัก
ก็ใส่ใจเช่นเดิม คือ จิตที่ทำให้เดินก้าวซ้าย เป็นจิตเดียวกับที่ทำให้เดินก้าวขวาหรือ ?
จิตที่ยืน กับจิตที่นั่ง เป็นจิตเดียวกันหรือ ?
ถ้าคนที่เป็นโรคตะคริวกิน กล้ามเนื้อดันหดอย่างเดียว ไม่ยอมคลาย
หมวดอิริยาบถนี่ก็เน้นกำหนดสภาพของกล้ามเนื้อ กำหนดมังสะ
สัมชัญญบรรพ
ก็ยังเน้นที่จิตตชวาโยธาตุ
ปฏิกูลมนสิการบรรพ
กายนี้ตั้งแต่ปลายผมลงมา ตั้งแต่ปลายเท้าขึ้นไป มีแต่ของไม่สะอาด
ตจปัญจกะ
วักกปัญจกะ
ปัปผาสปัญจกะ
มัตถลุงคปัญจกะ
เมทฉักกะ
มุตตฉักกะ
ไม่สะอาดอย่างไร ลองพิจารณามีชิ้นส่วนของกายไปอยู่บนโต๊ะอาหาร
ปฏิกูลทั้งหมด สรุปก็คือเพียงธาตุ 4
คำว่า ธาตุ นี้บ่งบอกถึงอะไร ?
นิสสัตตะ นิชชีวะ เป็นเพียงสภาวะ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล เป็นธาตุที่มีอยู่ในโลกนี่แหละ
เมื่อเรามีธาตุ 4 จึงเรียกหาธาตุ 4 ในทุกที่ที่เราไป
อาหารการกินเป็นยังไง ที่อยู่เป็นยังไง ใส่ใจในธาตุ 4
ฉะนั้น ธาตุ 4 คือภาระ
ดูแลธาตุดินมาก ผิดธาตุน้ำ
ดูแลธาตุน้ำมาก ผิดธาตุไฟ
ดูแลธาตุไฟมาก ผิดธาตุลม
ดูแลธาตุลมมาก ผิดธาตุดิน
ธาตุ 4 จึงเหมือนอสรพิษ ดูแลไม่ดีมันกัดเอา มันเน่าเฟะ หนาวเกิน ร้อนเกิน
ธาตุพวกนี้เป็นนักฆ่า ธาตุดินฆ่าธาตุน้ำ ธาตุน้ำฆ่าธาตุไฟ ธาตุไฟฆ่าธาตุลม ธาตุลมฆ่าธาตุดิน
ฆ่ากันกลับไปกลับมา ก็แสดงออกไปตามเรื่อง
ถ้ายังไม่สาแก่ปัญญา ยังยึดติดอยู่ ก็ไปพิจารณาซากศพ
สีเหลือง สีเขียวเป็นต้น ขึ้นอืดขึ้นพอง พึงน้อมเข้ามาสู่กายนี้
ว่าถึงร่างกายอันนี้เล่า ก็มีความเป็นอย่างนั้นเป็นธรรมดา
ไม่ล่วงพ้นสภาพนั้นไปได้
คือคนตาย ก็เคยเป็นเหมือนเรานี่แหละ สุดท้ายไม่ต่างกัน
ทำไมจึงให้เปรียบกายเหมือนผีในป่าช้า
เพราะสุดท้ายเราก็ไม่เอามันอยู่ดี
เจ้าของยังทนต่อมันไม่ได้ สุดท้ายก็จุติจิตเกิด
ตายเองไม่ได้ก็ให้คนอื่นช่วยทำให้ตายที
การุณยฆาต
บาปอาจจะไม่นักเนื่องจากไม่มีโทสะ กิเลสไม่มีกำลัง
แต่ยังคงเป็นปาณาติบาต เป็นการทำสัตว์อื่นให้ตาย
มีวิบากให้อายุสั้น หรือเกิดเป็นมนุษย์ก็อาจถูกทำแท้ง เป็นต้น
ผู้ที่เจริญสติปัฏฐาน จะเข้าใจความจริงได้ว่า
สุดท้าย เราจะต้องทิ้งสิ่งเหล่านี้อยู่ดี
เหมือนบ้านมันจะพัง
เราอาศัยอยู่จนมันพัง กับเราขายก่อนมันจะพัง ต่างกันอย่างไร ?
จริงอยู่ จะบรรลุธรรมกับไม่บรรลุธรรม ก็ตายเหมือนกันอยู่ดี
ถ้าไม่บรรลุธรรม เหมือนถูกธรรมชาติบังคับให้ตาย ทั้งที่ไม่อยากตาย
ก็จะแสวงหาการเกิดในภพใหม่ไปเรื่อยๆ
แต่พระอรหันต์ท่านไม่ต้องการเกิดอีกแล้ว ตัดปัจจัยแห่งการเกิดได้แล้ว
มีญาณหยั่งรู้ด้วยอรหัตมรรคว่า ทิ้งจักขุนี้แล้ว ไม่ถือเอาจักขุใหม่
ทิ้งโสตะนี้แล้ว ไม่ถือเอาโสตะใหม่
ตัดใจได้ก่อนตาย กับถูกความตายมาพรากไป อย่างไหนทุกข๋ อย่างไหนสุข ?
คำสอนพระพุทธเจ้า จึงสอนให้ตายก่อนตาย จะได้ไม่ไปต่ออีก
แต่ถ้าถูกบังคับให้ตายก่อนตาย
สุดท้ายทิ้งกายนั้น ก็ถือเอากายใหม่อยู่ดี
ทิ้งรูปนี้ ก็ถือเอารูปใหม่อยู่ดี
สาระของการพิจารณากายทั้งหมดคือ ตัดใจจากกายนั่นซะ
ทำไมต้องจมไปกับกายนี้เล่า
ถ้าทำได้ ก็ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของกิเลสตนเองด้วย
ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของสัตว์ในภูมิอื่นๆ ด้วย
ปฏิสัมภิทามรรค ศึกษา 3 (บ่าย 31 พ.ค. 69)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น