ทุกอย่างประชุมลงที่ใจ
ใจในที่นี้เป็นชื่อของมโนทวาร (จักขุทวารเป็นเหมือนแค่กล้องปัญญาอ่อนเท่านั้น)
คำว่า ใจ ในที่นี้เป็นชื่อของ ภวังค์ กับ อาวัชชนะ มาเริ่มต้น
ทุกเรื่องเริ่มต้นที่นี่
ทำไมจึงว่าเริ่มที่ ภวังค์
ก็เพราะยังไม่ตาย ภวังค์แปลว่า ยังอยู่
ส่วนอาวัชชนะ คือการสนใจ
จุดเริ่มต้น ถ้าจะเรียนเอามาใช้จริงๆ ต้องกำหนดที่ภวังค์ กับอาวัชชนะให้ได้
เราจึงจะรู้ว่า อันนี้ควรรู้ยิ่ง
อันนี้ควรกำหนดรู้
อันนี้ควรละ
อันนี้ควรเจริญ
อันนี้ควรทำให้แจ้ง
ตัวอย่างการพิจารณากุศลที่เกิดขึ้นจากการเรียนปฏิสัมภิทามรรค
จากการฟัง การสาธยาย การตรึกพิจารณาก็ดี ก็คือเป็นมโนวิญญาณเกิดขึ้น
ภวังค์ คือ เรายังมีชีวิตอยู่
+ ข้อมูลที่เรามีอยู่ ทำให้เกิด มโนวิญญาณ ขึ้น
สำหรับมโนวิญญาณที่ประกอบไปด้วยอโลภะ อโทสะ อโมหะเหตุ
และธรรมที่ประกอบกับเหตุ (เหตู เหตุสมฺปยุตฺตกานํ ธมฺมานํ)
เป็นปัจจัยแก่รูปที่มีเหตุนั้นแหละเป็นสมุฎฐาน ก็คือมีผลเป็นจิตตชรูป
ออกมาเป็นเสียงสาธยายปฏิสัมภิทามรรค
ก็คือจิต (จิตพร้อมเจตสิกนั่นแหละ) เป็นปัจจัย
จึงทำ จิตตชรูป สาธยายธรรม ออกมาเป็นเสียง
เสียงนี้แหละ เป็นอุปการะแก่ความเข้าใจมากขึ้นกว่าเดิม
เมื่อสาธยายก็รู้แจ้งอรรถ รู้แจ้งธรรม
เสียงที่สาธยายนั่นแหละ เป็นเหตุให้ อโมหะ อโลภะ อโทสะ มีกำลังเติบโตยิ่งขึ้น
ก็คือ ยิ่งสวด ยิ่งสาธยาย ใจยิ่งผ่องใส นี่คือวิมุตตายตนะ ๕ ก็เข้ามา
เมื่อเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ปราโมทย์ ปีติ ในใจก็เกิดขึ้น
ปีติเป็นเหตุของปัสสัทธิ
เมื่อปัสสัทธิเกิดขึ้น ก็มีจิตตปัสสัทธิ กายปัสสัทธิ
กายก็เบา ใจก็เบา กายลหุตา จิตตลหุตา ก็เกิดขึ้น
ความอ่อนโยนก็เกิดขึ้น กายมุทุตา จิตตมุทุตา
ความควรแก่การงานก็เกิดขึ้น กัมมัญญตา นำไปเจริญกุศลเหล่าใดก็ได้
มีความคล่องแคล่ว ปาคุญญตา
มีความตรง อุชุกตา
คุณธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในใจ
กุศลธรรมเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในใจ
ทำให้เกิดใจที่มีความสุข
ใจทีมีความสุขย่อมตั้งมั่น
การฟังธรรม เมื่อเราพูดถึง ปีติ สุข สมาธิ
แปลว่า เรากำลังพูดถึง ฌานปัจจัย
เพราะเราเพ่งอรรถ เพ่งธรรม
สาธยายไปด้วย วิตก วิจาร ที่สาธยายธรรม หรือที่ทำให้เกิดปีติ
เพราะใส่ใจอย่างต่อเนื่องๆ ทุกๆ คำไปเรื่อยๆ นั่นแหละคือ วิตก วิจาร
แบบนี้เรียกว่า อธิบายโดย ฌานปัจจัย
ตรงกันข้าม
ทีนี้ ถ้ากุศลเหล่านี้ไม่เกิด
โดยมากกามภูมิมากไปด้วยโลภะ (ฉันจะเอาอะไรได้บ้าง ฉันจะได้อะไรบ้าง)
กามวิตกจะพาไปเรื่อย ปล่อยให้กามวิตกครอบงำ นิวรณ์ ๕ ก็เข้ามา
เมื่อนิวรณ์กลุ้มรุมมาก ก็ทำทุจริต
เมื่อทำทุจริตมาก นิวรณ์ก็กลุ้มรุมเข้าไปอีก วนอยู่อย่างนี้
เส้นทางของวัฏฏะ - วิวัฏฏะ ก็ประมาณนี้
เราพูดถึง เหตุปัจจัย และฌานปัจจัย คืออโลภะ อโทสะ อโมหะ เกิดขึ้นในจิตขณะฟังธรรม
แล้วใจก็เพ่งข้อมูล ตรึกไปตามข้อมูล ทำให้เกิดปีติ ปัสสัทธิ ฯลฯ
องค์ประกอบของจิตที่เป็นอย่างนี้ทำให้จิตมีความสุข
จิตที่มีความสุขย่อมตั้งมั่น
จิตตั้งมั่นย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง ปัญญาก็จะเกิดขึ้น
ทีนี้ ฟังแค่ครั้งเดียว ตรึกแค่ทีเดียวพอไหม
พวก ปีติ ปัสสัทธิ ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา ปาคุญญตา อุชุกตา ต้องเกิดซ้ำๆ บ่อยๆ มากๆ
นี่เรียกว่า ผัสสาหาร
สิ่งดีๆ เอาแค่นิดเดียว ไม่พอ
ชิมนิดเดียวไม่อิ่ม
ผัสสาหารนี่ กุศลธรรมคือ มโนวิญญาณที่ประกอบด้วย ปีติ ปัสสัทธิ ฯลฯ
พวกนี้ต้องอาศัย ผัสสาหาร อย่างมาก
ทีนี้ สมาธิ จะเป็นเอกัคคตาได้
จะมีคุณภาพสูงเป็น อัปปนา ได้ จะเอา อินทริยปัจจัย มาเช็ค
ว่า คุณธรรมเหล่านี้ ประกอบไปด้วย สัทธินทรีย์ หรือไม่
มี วิริยินทรีย์ หรือไม่
สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ มีไหม
ดังนั้น ขณะที่ใจเกิดขึ้นนั้น กำหนด สัทธา ได้หรือไม่
กำหนด วิริยะ ได้ไหม
กำหนด สติ...สมาธิ...ปัญญา ได้ไหม
นั่นแหละ คือ อินทริยปัจจัย
ทีนี้ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ นำไปสู่อะไร นั้นคือ มัคคปัจจัย
สัมมาทิฏฐิ ก็คือ ปัญญินทรีย์, ปัญญินทรีย์ ก็คือ สัมมาทิฏฐิ
สมาธินทรีย์ ก็เป็น สัมมาสมาธิ ฯลฯ
ถ้าเปล่งออกมาเป็นคำพูด ก็เป็น สัมมาวาจา
ถ้ามีพฤติกรรมออกมา ก็เป็น สัมมากัมมันตะ
ถ้าอาศัยกุศลธรรมเหล่านี้ในการเลี้ยงชีพ ก็เป็น สัมมาอาชีวะ
ทั้งหมดนี้ เป็น มโนกรรม
ถ้าเปล่งออกมา เป็น วจีกรรม
ถ้าออกแรงออกมา ก็เป็น กายกรรม
ขณะที่กำลังทำอยู่นี่แหละ เรียกว่า สหชาตกรรม
กรรมนี้ควรทำเล็กๆ น้อยๆ หรือทำให้บ่อยๆ ?
ทำบ่อยๆ
ควรทำให้ตั้งมั่น หรือทำให้คลอนแคลน ?
ทำให้ตั้งมั่น จึงเรียกว่า กรรมฐาน
คนมีฐานะ = รวย
รวยในที่นี้ คือรวยแบบมีกิจการรองรับ จึงเรียก คนมีฐานะ
นั่นคือ เขาทำธุรกิจเรื่องนี้ๆๆ อยู่ แล้วผลประกอบการเจริญมาก
เช่นกัน ผู้ประกอบการในการเจริญกุศล
เรียกว่าเป็น สหชาตกรรม
กรรมเหล่านี้ ย่อมมีผล
ดวงที่ ๑ ให้ผลชาตินี้
ดวงที่ ๗ ให้ผลชาติหน้า
ดวงที่ ๒-๖ ให้ผลในชาติถัดๆ ไป นั่นเรียก นานักขัตขณิกกรรม (กรรมที่ให้ผลต่างขณะ)
คนที่ทำกรรมเพื่อภพต่อไป เรียกว่า เป็นผู้สั่งสมบุญไว้แล้ว
ผู้สั่งสมบุญไว้แล้วย่อมนำมาซึ่งความสุข
แต่ท่านว่า ความเกิด นั้นเป็นทุกข์
ความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นทุกข์
...ฯลฯ...ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นทุกข์
โดยสรุป บุญก็ยังนำไปสู่ทุกข์อยู่ดี
ผู้ที่เข้าใจเช่นนี้ เรียกว่า เข้าใจ มัคคปัจจัย ด้วยเข้าใจว่านี้เป็นเพียงทาง สุคติ
ถ้าได้ฌาน ก็ทางไปสู่พรหมโลก
แล้วปฏิบัติอย่างไรที่กรรมเหล่านี้ไม่ต้องให้ผลนำเกิด
เสียดายบุญ ?
ในสายตาของพระอริยะ
เหมือนเห็นคนกินลาบดิบ ซึ่งมันเต็มไปด้วยพยาธิ
กินแล้วมันจะนำมาซึ่งโรคภัยทั้งหลาย
บุญกรรมที่ทำอยู่ มีผลทำให้มีลาบดิบรออยู่ตลอดทาง
ในมุมของเราคือ ลาบปาก
แต่ในสายตาของพระอริยะ คือเชื้อโรคทั้งหมด
ทีนี้ มีทั้งลาบดิบ มีทั้งน้ำเมาให้ดื่ม
เส้นทางสายนี้เดินไปมากๆ ผลลัพธ์คืออะไร ?
ดังนั้น ผลบุญในสายตาของพระอริยะก็คือ กินลาบดิบไปเรื่อยๆ
กินไปสุดท้ายก็ก่อให้เกิดโรค
ถ้าเป็นพระอนาคามี จะไม่ยินดีในกามโลกเลย เพราะรู้ว่าอะไรจะตามมา
เหมือนมนุษย์ที่สะอาด ไม่อยากเหยียบน้ำเน่า
ผู้มีตา มีปัญญา จะรู้ว่า นี้ทุกข์
นี้เหตุให้เกิดทุกข์
ถ้าสลัดออกจากสิ่งเหล่านี้นี่แหละ คือธรรมที่พ้นทุกข์
แล้วการเห็นอย่างนี้ เพื่อเบื่อหน่าย และคลายกำหนัด นั่นแหละคือทางแห่งความพ้นทุกข์
นี้คือการเจริญ มัคคปัจจัย
แต่คนที่จะปฏิบัติตามมรรคนี้ อินทรีย์อ่อนแอ หรือกล้าแข็ง ?
อินทริยปัจจัย ต้องแข็งแรง
ฌานปัจจัย ต้องเพ่งอารมณ์, เผาปฏิปักขธรรมขนาดไหน ?
เห ธิ กํ หา อิน ฌา มัค
หา คือ อาหารปัจจัย
คือต้องอาศัยผัสสาหาร
ต้องกระทบกุศลนั้นมากๆ
กุศลธรรมทั้งหลายเกิดจากผัสสาหารล้วนๆ
ทั้งปีติ ปัสสัทธิ ...ฯลฯ...
ถ้าผัสสะดับ กุศลธรรมเหล่านั้นก็ดับ
ถ้าอยากรวย ก็ต้องทำงาน
เพราะการทำงาน เป็นอาหารของความร่ำรวย
ผัสสะเหล่านี้เป็นปัจจัยแก่กุศล
ปัจจัยของสัทธา คืออะไร ?
คือ การคบคนที่น่าเลื่อมใส
ฟังแต่ธรรมิกถาที่ก่อให้เกิดความเลื่อมใส
น้อมไปในพระสูตรที่ทำให้เกิดความเลื่อมใส
สัทธินทรีย์ ย่อมเจริญ
ปัจจัยของวิริยินทรีย์ คืออะไร ?
คือ คบแต่คนที่ปรารภความเพียร
ใส่ใจแต่พระสูตรที่ก่อให้เกิดสัมมัปธาน
ใส่ใจแต่การปรารภความเพียร
วิริยินทรีย์ก็แข็งแรง
เพราะฉะนั้นทุกอย่างอยู่ที่ผัสสะ
นามธรรมทั้งหลายอยู่ที่ผัสสะเป็นหลัก
เมื่อกำหนดผัสสะ กำหนดสิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ ?
เมื่อพูดถึงปีติ คืออิ่ม อะไรอิ่ม ? ใจนั่นแหละอิ่ม
เมื่อพูดถึงปัสสัทธิ คือ ระงับ อะไรระงับ ? ใจนั่นแหละระงับ
เมื่อพูดถึงเบา อะไรเบา ? ใจนั่นแหละเบา
นั่นคือ พูดเจตสิก เท่ากับพูดจิตแล้ว เป็นสัมปยุตตปัจจัย
ไม่ใช่ว่าพูด "กุศล" ปุ๊บ จิตหาย
พูด "สัทธา" ใจหาย คือไม่ได้คิดว่าสัทธาเป็นปัจจัยของจิต เป็นอุปการะต่อจิต
หรือวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามธรรมทั้งหลาย
นามธรรมทั้งหลายเหล่านี้เป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
หากพูดถึงกุศลเหล่านี้ แล้วไม่เอาจิตมาตั้ง
จะรู้เลยว่าผิด ผิดคำสอน
เทียบจากอาทิตตปริยายสูตร อนัตลักขณสูตรก็ได้
"อริยสาวก เมื่อรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ย่อมเบื่อหน่าย
เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายกำหนัด
เมื่อคลายกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น
เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่าหลุดพ้นแล้ว"
เพราะฉะนั้น คำว่า "หลุดพ้น" ในศาสนานี้ คืออะไรหลุด ?
คือ ใจ มันหลุด
ถามว่า หลุดได้เพราะอะไร ? พ้นได้เพราะอะไร ?
ก็เพราะคุณธรรมทั้งหลาย
คุณธรรมทั้งหลายเหล่านี้นั่นแหละที่ทำใจหลุดพ้น
ตัวที่ทำให้จิตหลุดพ้นจริงๆ คือตัว สัมมาทิฏฐิ หรือปัญญา
อธิปติปัจจัย
ใจของคนที่ปฏิบัติเหล่านี้ เป็นใจเล็ก ใจน้อย หรือใจใหญ่ ?
เป็นใจที่พร้อมเจริญเติบโต หรือใจที่พร้อมจะคับแคบลงมา ?
เพราะฉะนั้น จิตนั้น (จิตของคนที่จะบรรลุธรรม) จึงเป็น จิตตาธิปติ
ปฏิบัติธรรมด้วยความน้อยใจ ไม่มีทางเจริญ
เรียนไปสะอื้นไป ท่องไปน้ำตาไหลไป ไม่ใช่ (แต่ก็ยังดีกว่าไม่ทำ)
ร้องไห้ด้วยเจริญกุศล ดีกว่าร้องไห้เรื่องอื่น
เรียกว่า โทมนัสอาศัยเนกขัมมะ ดีกว่าโทมนัสอาศัยกาม
โสมนัสอาศัยเนกขัมมะ ดีกว่า โสมนัสอาศัยกาม
เสียใจเพราะไม่บรรลุมรรคผล ดีกว่าเสียใจเพราะวัตถุกาม
ความเพียรที่ไม่ย่อหย่อนนี้ เรียก วิริยาธิปติ
สัทธาที่ตั้งมั่น
ศรัทธา มีอรรถว่า อธิโมกข์
คนที่จะน้อมไป เขาชอบหรือไม่ชอบ ?
ชอบ เรียกว่า ฉันทะ
เมื่อพูดถึง สัทธินทรีย์ = พูดถึง อธิโมกข์ = พูดถึง ฉันทะ
นั่นแหละคือ ฉันทาธิปติ
ถ้านำไปเพื่อตรัสรู้ เรียกว่า ฉันทิทธิบาท
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่พูดมานี้ กำหนดได้จากอะไร ?
อาศัย มโน + ธัมมะ → เกิดมโนวิญญาณ
ธรรม ๓ อย่าง ประชุมกันเป็นผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงเกิดเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงเกิดสัญญา สังขาร อยู่ในนั้นทั้งหมด
สำหรับพวกกามภูมิ ก็จะนำไปหาวัตถุกาม
มันน้อมไป สาธุ เราเป็นคนมีบุญ ชาติหน้าขอให้เกิดที่นั่นที่นี่ เป็นต้น
ก็คือ เป็นกามตัณหา ให้ได้ซึ่งมนุษยสมบัติ หรือสวรรคสมบัติ
ถ้าน้อมไปหารูปฌาน และกุศลธรรมที่เกิดขึ้นเป็นรูปฌาน
รูปตัณหา ก็เกิด
ถ้าได้อรูปฌาน → อรูปตัณหา ก็เกิด
กุศลธรรมทั้งหมดนี้ จัดเป็นวัตถุกาม ทั้งหมด
เมื่อเข้าใจเหล่านี้ ใจนั่นแหละก็หลุดพ้น
ใจ นั่นแหละ บรรลุอรหัตมรรค
องค์มรรคเกิดขึ้นในใจนั่นแหละ เรียกว่า พระอรหันต์ (ก็ยังมีใจอยุ่)
มรรค - ผล เป็นสิ่งที่ "รู้อยู่" เสวย
มี นิโรธสมาบัติ ที่ "ไม่รู้อยู่" เสวย (เพราะดับจิตเจตสิกทั้งหมด)
ออกมาเป็น ผลสมาบัติ รู้อยู่ว่าสบาย ช่วงนั้นสบาย
พระอริยะท่านว่า รูปก็ตาม เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ตาม คือภาระทั้งหมด
ทำไมเราต้องถือ
จิตของท่านน้อมไปในสิ่งที่ดีที่สุด
เลยไม่รู้จะไปแบกทำไม
เก็บผลไม้ใดๆ ก็ไปเก็บที่ต้นเขา
กุศลกรรมที่เกิดจาก เหตุ - อธิบดี - กรรม - อาหาร - อินทรีย์ - ฌาน - มรรค
ก็เก็บจากที่นี่แหละ
"อาศัยมโน + ธรรมะ → เกิดมโนวิญญาณ
ธรรม ๓ อย่างประชุมกันเป็นผัสสะ
เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงเกิดเวทนา"
เมื่อพูดถึงเวทนาที่ใด สัญญา สังขาร ก็เป็นอันกล่าวแล้ว
หากไม่แยบคาย ตัณหา ย่อมอาศัยสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น
และสิ่งเหล่านี้เริ่มต้นด้วย วิตก วิจาร ไหม ?
ก็ต้องวิตก วิจาร นั่นแหละคือการกำหนด ฌานปัจจัย
ถ้าพูดถึง จิต เป็นต้น มโนวิญญาณ นั่นแหละคือ จิตตาธิปติปัจจัย
"อาศัยมโน + ธรรมะ → เกิดมโนวิญญาณ
ธรรม ๓ อย่างประชุมกันเป็นผัสสะ" นั่นแหละคือ ผัสสาหาร
ผัสสาหารตัวนั้น จะเป็นอาหารของ อินทรีย์ทั้ง ๕ ไหม ?
แล้วผัสสะที่เป็นอาหารของปัญญานั้น ปัญญานั้นรู้แจ้งอภิญเญยธรรมได้ไหม ?
ปริญญาปัญญา ที่จะเกิดขึ้นจะรู้แจ้ง ปริญเญยธรรม ได้ไหม ?
ปหานปัญญา ที่จะเกิดขึ้นเพื่อจะละ ปหาตัพพธรรม ได้ไหม ?
ภาวนาปัญญา เจริญให้เติบโตเป็น ภาเวตัพพธรรม ได้ไหม ?
สิ่งเหล่านี้ นำไปเพื่อ มรรค เกิด ผล ขึ้นได้ไหม ?
ใส่ใจเช่นนี้ เรียกว่า ศึกษาอยู่
ผู้ศึกษาอยู่อย่างนี้ เห็นในใจ ไม่ใช่เห็นในกระดาน
เห ธิ กํ หา อิน ฌา มัค
ปฏิสัมภิทามรรค ศึกษา 6 (เช้า 2 มิ.ย.69)
https://www.youtube.com/live/TUJi9OT4YYo?si=RQJnOTLvYqvfvC20
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น