วันพุธที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569

โกเอ็นก้ารอบ 2 - 2569 / 2026

สิ่งที่ได้เรียนรู้รอบนี้

เมื่อสังขารดับ เวทนาก็ดับ

เป็นข้อสังเกตที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญว่า ทำไมรอบนี้ไม่มี sharp pain เลย

และเป็นความบังเอิญที่ว่าเมื่อแก้เมื่อยนั่งเป็นเทพธิดา คราวนี้ก็ปวดแบบ dull ร้าวไปทั้ง 2 ตูด นั่งดูไปหลบไปจนเกือบหมดชั่วโมงถึงเข้าถึงความเป็นกลางจริง รู้สึกราวกับตัวทั้งตัวถูกเผาอยู่กลางกองไฟ จนสุดท้ายเวทนานั้นก็คลายไปตามธรรมดาของมัน

เมื่อกลับมานั่งอีกครั้ง ท่าเดิม ตั้งใจว่าจะมาพิจารณาให้จิตเข้าใจความเป็นกลับพบว่า ความปวดหายไปและแบบหายไปเลย ไม่กลับมาอีกเลย 

ตอนแรกเข้าใจว่า เพราะนั่งทับส้นตรงกระดูกองศาพอดี เลยทำให้ไม่ปวดแบบทับเนื้อ 

ทดสอบบัลลังก์ต่อไป นั่งทับแบบเนื้อๆ เน้นๆ ปรากฏ เบาไม่ปวดที่เดิม ไปปวดที่อื่นที่ยังไม่ผ่านพิจารณา

สังขารนิโรธา วิญญาณนิโรโธ

ความดับเป็นอย่างนี้

ความจิตดับลงด้วยโทสะ จิตที่เกิดใหม่ (เวทนาที่เกิดใหม่ จะเป็นเวทนาที่ก่อให้เกิดโทสะ เป็นเวทนาที่พึงผลักไส)

ต่อเมื่อจิตนั้นดับลงด้วยความเป็นกลาง วิญญาณนั้น จึงไม่เกิดอีก หรือเกิดด้วยความรู้สึกเพียงว่าเป็นผลจากผัสสะ ไม่ได้เป็นเวทนาที่หยาบและก่อให้เกิดตัณหาผลักไสแต่อย่างใด (ตรงนี้ยังไม่ชัดนัก เพราะสภาวะที่เกิดคือ เวทนาหยาบนั้นดับ กายกลายเป็นว่ายิ่งนั่งยิ่งเบา แต่เวทนาละเอียดยังอยู่)

โดยแนวโน้มการเรียนรู้อย่างนี้ เป็นไปได้มากว่า เมื่อพิจารณาเวทนาหยาบจนจิตสิ้นความผลักไสแล้ว จะเข้าสู่การพิจารณาเวทนาละเอียดที่จิตติดใจ แต่ก็หมด 10 วันเสียก่อน รอบนี้เคลียร์ dull pain หยาบๆ ไปได้

การนั่งแต่ละบัลลังก์ จะรู้ได้เลยว่า จะปวดตรงไหน จะไม่ปวดตรงไหน อะไรเคลียร์แล้ว อะไรยังไม่เคลียร์ ถ้าจะเร่งปฏิกิริยา ก็นั่งเสียสมมาตรไปเลย จะได้ไม่เสียเวลารอ

นั่งเคลียร์เวทนาไปทีละบัลลังก์ จากปวดขา ไปปวดก้น จากปวดก้นไปปวดดาก ดูมันจะไล่จาก peripheral เข้า central มาเรื่อยๆ 

จนจบคอร์ส ส่วนที่ติดคาอยู่คือ ตั้งแต่ส่วนสะบักขึ้นไป และส่วนแนวชิดสันหลัง ซึ่งเวทนาหยาบไม่แสดงในท่านั่งเลยไม่รู้จะพิจารณายังไงเหมือนกัน ไว้รอเป็นหน้าที่จิตละเอียดไปทำงาน

****

อีกเรื่องนึงที่เรียนแบบเทียบๆ เคียงๆ คือ การเกิดใหม่

มันเป็นการสังเกตจากจุดที่ทนเวทนาไม่ได้ แล้วตัดสินใจเปลี่ยนท่า
มันจะเหมือนกับ จิตมันแพ็คๆๆ ข้อมูล ปิดหีบ แล้วดับไป

พอเกิดใหม่ หีบก็เปิดออก และของที่แพ็คไปก็ออกมา
เช่น ดับไปด้วยอาการที่รู้สึกว่าสิ่งนี้ไม่ดี แม้จะเปลี่ยนท่าเพื่อแก้เวทนาไปชั่วคราว
แต่เมื่อจิตเกิดใหม่ ความรู้สึกต่อเวทนาที่เกิดขึ้นอีกรอบ ก็จะเป็นไปในลักษณะที่ก่อความผลักไส แบบเดียวกันกับที่มันเป็นก่อนที่จะดับไป

****

คำที่กระแทกใจในรอบนี้ ระหว่างที่ฟังบรรยายเรื่องความรู้สึกประเภทต่างๆ นั่นนี่ ให้สังเกตนั่นนี่
สุดท้ายขมวดลงที่ "Just a manifestation of changing" 

คำนี้กินใจมาก

เห็นความเปลี่ยนแปลงเป็นความเปลี่ยนแปลง
เห็นทุกข์เป็นทุกข์
ไม่ได้เห็นเรามีทุกข์
ไม่ได้เห็นเราผู้มีทุกข์

****

รอบนี้ไม่ได้มีการแสดงธรรมระดับทวีปอย่างรอบแรก หรืออาจจะเพราะมัวฟุ้งซ่าน 
แต่ต่อให้ฟุ้งสะบัด ก็จะเห็นว่าเออ จิตมันก็กลัวเจ็บ
แล้วก็มีวิธีหนีสารพัด ซึ่งการแสดงธรรมเป็นหนึ่งในนั้นด้วย
entertainment มาหมด คือมันก็ทำให้นั่งได้ครบเวลาแหละ

แต่พอสำนึกได้ว่า มาเพื่อมาเรียนความเปลี่ยนแปลง
ไม่ใช่มาเตร็ดเตร่เถลไถล ก็ค่อยๆ ลงจากสวรรค์มาดู changing
ใจนี่ไม่ได้ยอมอะไรง่ายๆ 

จากที่ได้มาฟังภาค eng คือไม่หลับ
เลยได้ฟังเหตุผลว่า ทำไมต้องเวทนา 
ก็เพราะเวทนา มันต่อตรงกับระดับสัญชาตญาณ มันจะไม่พลิกเป็น จินตามยปัญญา
แต่ลงเป็นภาวนามยปัญญาเท่านั้น มันไม่มีที่ให้หลบนั่นเอง 
หลบมีอย่างเดียวอ่ะ คือไม่ดู 

สิ่งที่ติดหมายเหตุไว้นิดหน่อย
คือเหมือนจะเป็นการเฝ้าสังเกตอย่างเป็นกลางเพื่อที่จะละเอียดไปเรื่อยๆ จนพ้นรูปนาม

แต่ท่านก็ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า 
อะไรหมายเหตุไว้ ก็เอาไว้ก่อน กินส่วนที่กินได้ไป ไม่ใช่ทิ้งทั้งจาน

****

รอบนี้จับกระแสเมตตาไม่เต็มที่เหมือนรอบก่อน
จำได้ว่ารอบก่อนเหมือนเรียนรู้ได้เป็นครั้งแรกว่า โอว แผ่เมตตาเป็นอย่างนี้
แล้วก็ลืม

สิ่งที่ได้ติดกลับมาจากรอบนี้คือ ความคอยมาอยู่กับเวทนาเนืองๆ 
แม้หลายวันก็จะลดลงตามส่วน ก็ดูมันมีความพยายามที่จะคอยระลึกอยู่ด้วยเสมอๆ

สติกับอุเบกขา เหมือนล้อทั้งสองที่ต้องควบคู่กันไป
Just a manifestation of changing

**** 

แปลกใจเล็กน้อยที่ไม่ได้บันทึกการไปรอบแรกไว้

เท่าที่จำได้ก็คือ น่าตื่นเต้นมาก ว่าการข้ามเวทนาเป็นอย่างนี้ๆ
ธรรมแสดงไปด้วย พิจารณาไฟที่เผาระดับ 10 severe pain นี้อยู่ด้วย

ทุกๆ บัลลังก์จะมีธรรมใหม่ๆ ให้พิจารณาละไปเรื่อยๆ

ตัวหลักรอบนี้ จะเห็นว่าเป็นสังขารเก่า พวกนิสัยเดิม สันดานเดิม
ความรับผิดชอบเวอร์วัง 
ก็ใหญ่ระดับทวีปเลย แล้วก็วางลงด้วยความขอบคุณ เธอไม่ได้สลายหายไปให้เห็นเหมือนกับ
ความยึดติดอื่นๆ เพียงแต่เมื่อขอบคุณแล้วเธอก็ detach ออก ไม่ได้เป็น entity ที่รวมกับเราอีกต่อไป

ส่วนรอบสองนี้ เหมือนจะเห็นสันดานทหารหรือแม่ทัพที่ขึ้นมา
ไม่ได้ใหญ่โตเหมือนรอบแรก แต่ค่อยๆ แยก และหลุดออกไปเป็นลำดับ

สันดานตระกูลนี้ยังไม่หมด ยังเหลืออยู่ประมาณ 5-15% รอการเรียนรู้ในจังหวะที่เหมาะสมต่อไป

****

จาก trend ลักษณะนี้ คาดว่าการเรียนจะเป็นไปในทิศ สุขาปฏิปทามากขึ้นตามความหยาบที่ละได้
และความละเอียดที่มากขึ้น ซึ่งทั้งคู่ต้องอาศัยการพิจารณาจริงจังในสมาธิทั้งสิ้น

วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569

ไวพจน์ของปัญญา

 มี 32 ชื่อ

  1. ปัญญา = ปัญญา
  2. ปชานนา = ความรู้ชัดเจน
  3. วิจโย = ความเลือกเฟ้น
  4. ปวิจโย = เลือกเฟ้นโดยรอบด้าน
  5. ธมฺมวิจโย = เลือกเฟ้นสัจจธรรม เลือกเฟ้นอริยสัจ 4
  6. สลฺลกฺขณา = การกำหนดด้วยดี
  7. อุปลกฺขณา = การกำหนดอย่างมั่นคง
  8. ปจฺจุปลกฺขณา = การกำหนดอย่างชัดเจนเจาะจง
  9. ปณฺฑิจฺจํ = ความเป็นบัณฑิต
  10. โกสลฺลํ = ความเป็นคนฉลาด
  11. เนปุญฺญํ = ความเป็นคนละเอียด
  12. เวภพฺยา = ภาวะที่แจ่มแจ้ง
  13. จินฺตา = ภาวะที่คิดในเรื่องที่ถูกต้อง
  14. อุปปริกฺขา = การเข้าไปพิจารณาโดยชัดเจนมั่นคง
  15. ภูริ = ปัญญาเหมือนแผ่นดิน คือมั่นคงและกว้างขวาง
  16. เมธา = ปัญญาชำแรกกิเลส
  17. ปริณายิกา = ปัญญาที่เป็นดั่งผู้นำไปหาสิ่งที่เป็นประโยชน์นานาประการ
  18. วิปัสฺสนา = ปัญญาที่ทำให้เห็นโดยประการต่างๆ
  19. สมฺปชญฺญํ = รู้โดยทั่วถึงถูกต้อง
  20. ปโตโท = ปัญญาเหมือนปฏัก
  21. ปญฺญา = ปัญญา
  22. ปญฺญินฺทฺริยํ = ปัญญาที่เป็นใหญ่ในการมองเห็นความเป็นจริง
  23. ปญฺญาพลํ = ปัญญาที่ไม่หวั่นไหวไปในฝ่ายตรงข้ามคืออวิชชา
  24. ปญฺญาสตฺถํ = ปัญญาดั่งศาสตรา
  25. ปญฺญาปาสาโท = ปัญญาเปรียบดังปราสาทเหมือนคนขึ้นอยู่บนที่สูงเมื่อมองลงเบื้องล่างย่อมชัดเจน
  26. ปญฺญาอาโลโก = ปัญญาดังแสงสว่าง
  27. ปญฺญาโอภาโส = ปัญญาดังโอภาส
  28. ปญฺญาปชฺโชโต = ปัญญาที่รุ่งเรือง
  29. ปญฺญารตนํ = ปัญญาที่เป็นรัตนะเพราะก่อให้เกิดความยินดี หาได้ยาก ปรากฏได้ยาก เป็นเครื่องใช้สอยของคนที่ดี
  30. อโมโห = ภาวะที่ไม่หลง
  31. ธมฺมวิจโย = วิจัยธรรม
  32. สมฺมาทิฏฺฐิ = ทิฏฐิที่เป็นกุศลเครื่องนำออกจากวัฏฏะทุกข์

วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569

父爱

ระหว่างวัน สิ่งที่ผุดขึ้นมาคือ

我要的是

  • 偏袒
  • 保护
  • 无法无天
วันนี้ได้ยินคำนึงคือ ถ้าพ่อคุณไม่ดี/ไม่มี สิ่งที่คุณต้องมองหาคือ fatherly figure ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็น biological father