วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2564

อีกความหมายของอายตนะ

 อายตนะ ที่ประชุมให้เกิดจิตและเจตสิก

ผลของการพิจารณาไตรลักษณ์

พิจารณาความไม่เที่ยง ละมานะ

พิจารณาความเป็นทุกข์ ละตัณหา

พิจารณาความเป็นอนัตตา ละทิฏฐิ

อะไรคือศีล

 อะไรคือศีล

อรรถของศีลคือตั้งมั่น (สมาทาน) ไม่ล่วงละเมิดกระจัดกระจาย

อุปทานาน คือรองรับกุศลธรรมชั้นสูง


เจตนาคือศีล

เจตสิกคือศีล

สังวรคือศีล


กิจ(หน้าที่) ของศีลคือ กำจัดความทุศีล

ศีล มีความสะอาดทางกาย วาจา เป็นเครื่องปรากฏ

ศีล มีหิริโอตตัปปะ เป็นเหตุใกล้


หิริ ปรารภ ภายใน

โอตตัปปะ ปรารภ ภายนอก


ศีลที่รักษาดีแล้ว นำมาซึ่งอวิปปฏิสาร

---

ศีล มี 4 อย่าง

  • เจตนา
  • เจตสิก
  • สังวรณ์
  • อวีติกม การไม่ล่วงละเมิด
---
ต้องรักษาศีลขนาดไหน?

  • ก็ขนาดที่ว่าพูดออกไปแล้วตำหนิตัวเองไม่ได้
---
ศีลเป็นกุศลได้สองขณะ
  1. สมาทาน 
  2. งดเว้น
เป็นกุศลเพราะเป็นจิตที่ไม่มีโทษ ฉลาด ไม่มีกิเลสเข้าไปเบียดเบียน
---

ความแตกต่างของผู้เป็นสาวก

 ฟังอริยสัจเหมือนกันผู้เป็นสาวกกับไม่เป็นสาวกต่างกันตรงไหน

แบบไหนเรียกอริยสาวก?

ต่างกันคือ อริยสาวก ท่านทำกิจต่ออริยสัจ

แต่ผู้ไม่ใช่สาวก ไม่ได้ทำกิจต่ออริยสัจเลย...

เห็นมรรคสัจ ต้องเห็นแค่ไหน

เห็นมรรคสัจ ต้องเห็นแค่ไหน

คือเห็นเป็นบันไดไปสู่นิโรธ

---

เนื่องมาจากเห็นนิโรธว่าเป็นที่น่ารื่นรมย์

วิธีที่ไปสู่ความน่ารื่นรมย์นั้น คือวิธีอย่างนี้

มรรคที่กำลังปฏิบัติโดยชัดเจนนี้นำไปสู่ความน่ารื่นรมย์

(ไม่อ้างอิงเพียงความสบายเฉพาะหน้าซึ่งเป็นเพียงเวทนาจากผัสสะ)

เห็นนิโรธต้องเห็นแค่ไหน

คือถ้าเทียบเห็นสมุทัยดังความหิว ความกระหาย

ก็เห็นนิโรธเป็นความอิ่ม ความน่ารื่นรมย์

---

ต้องเห็นอย่างนี้

ถ้ายังไม่เห็นอย่างนี้

คือฝึกฝนจนเห็นได้อย่างนี้เป็นธรรมดา

เห็นสมุทัยต้องเห็นแค่ไหน

เมื่อประสบกับอารมณ์ที่น่ารักน่าพอใจ

รู้สึกเหมือนดังเห็นบ่วงแห่งมัจจุราชที่มาดักเอาไว้

เหมือนดังเห็นหลุมถ่านเพลิง

มันต้องกุศลเกิดมากๆ แล้วมาเจออกุศลถึงจะรู้สึกว่ามันร้อน

--

ต้องเห็นอย่างนี้

ถ้ายังไม่เห็นอย่างนี้

คือฝึกฝนจนเห็นได้อย่างนี้เป็นธรรมดา