วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557

30/9/57

30/9/57

เช้านั่งสมาธิ ตอนกินข้าวเกิดสติเอง 5-6 แว้บ ระหว่างวันวันนี้หลงเยอะกว่าเมื่อวาน

ได้เวลาช่วงเย็นมาโดยไม่ตั้งใจ จึงไปสวดมนต์ที่วัดปทุม วันนี้สวดไม่ค่อยวอกแวก แล้วนั่งสมาธิต่อ ความคิดเพลิดเพลินเกิดขึ้น มีครั้งที่หลงไป แล้วก็มีครั้งที่มันแยกห่างออกมา

นั่งสมาธิคอหักก่อนนอน

วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557

29/9/57

29/9/57

การไปกราบครูบาอาจารย์เมื่อวานทำให้สำนึกได้ถึงความจำเป็นที่ต้องให้ใจได้กินอาหาร

ระหว่างวันมีแรงที่จะตั้งสติอยู่บ่อยครั้ง แต่ยังไม่เป็นอัตโนมัติ มีความคิดระลึกถึงบางเรื่องขึ้นมา แล้วก็คิดว่ามันมีโอกาสกลายเป็นการยึดแบบราคะได้ ใจมีขยาดแหยงๆ ตามเคยชินของมัน แต่รู้สึกถึงความไม่เชื่อมโยงบางอย่างสภาวะอย่างนั้นจึงไม่เกิดขึ้น

สังเกตระหว่างเดินว่าก้มหน้า กับเงยหน้าตั้งกายตรง ใจไม่เหมือนกัน ตอนก้มหน้า แม้ไม่ได้มีความคิดอะไรเป็นคำพูด แต่รู้สึกเหมือนหลุดจากปัจจุบันไปไหนไม่รู้

ได้สนทนากับเพื่อนเนยทางเฟสบุค คุยไปคุยมารู้สึกถึงความอิน ยึด สะดุดกำแพงตัวเอง เลยล้างไพ่ๆ ไปกินข้าวแล้วกลับมาคุยใหม่บรรยากาศก็เปลี่ยนเป็นละเมียดละไมมากขึ้น

ก่อนนอนนั่งสมาธิ แต่หลับป๊อกไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ค่ะ 5555

28/9/57

28/9/57
ได้เพื่อนก้อยเป็นสะพานบุญมาชวน ทำให้ได้ไปกราบครูบาอาจารย์ที่รพ.วิชัยยุทธ ตื่นสายกว่าที่ตั้งใจ แต่ใจก็ไม่เดือดร้อน ทันก็ทันไม่ทันก็ไม่ทัน ไม่ได้ออกบ้านในวันหยุดเช้าขนาดนี้มานานมาก มีโอกาสเห็นคนใส่บาตรก็น้อมใจใส่ไปด้วย การเดินทางมีขลุกขลักนิดหน่อย คลื่นโทสะเกิดบ้าง ก็บอกตัวเองว่า ตั้งใจดีแล้วอย่าให้เสีย ให้สำรวม
ไปถึงรพ. เห็นก้อยเดินไปถวายเครื่องดื่มหลวงปู่ (ตอนนั้นยังงงๆ ว่าอะไรยังไง) หันมองตาม สักพักก็รู้สึกส่งจิตออกนอก ไม่มีประโยชน์ ก็พามันกลับบ้านมาอยู่กับฐาน นั่งสงบอยู่หน้าห้องหลวงปู่ท่อนรู้สึกกระแสดีมาก ว่าง สว่าง สงบ เพียงครู่เดียวก็รู้สึกมีกำลัง สักพักมีคนยกถาดอาหารจะไปถวายหลวงปู่ท่อนแต่เราไม่ได้เข้าไปด้วย น้อมใจถวายตาม เกิดปีติ
ระหว่างรอ ก้อยพาไปกราบหลวงปู่อีกองค์จากอ่างทองที่ห้องใกล้ๆ กัน ได้ถวายปัจจัยท่าน ตั้งอธิษฐาน ตอนกราบท่านเกิดปีติ
นั่งอยู่พักหนึ่งก็เห็นญาติโยมแห่ไปทางห้องหลวงปู่ไดโนเสาร์ เลยได้มีโอกาสกราบและฟังนิทานพุทธประวัติจากท่าน เมื่อท่านเล่าจบญาติโยมทั้งหมดก้มลงกราบ ใจกลับเห็นเหมือนเป็นภาพพระพุทธเจ้าแสดงธรรมแล้วบรรดาภิกษุก้มลงกราบ เกิดปีติน้ำตาไหล
ออกจากรพ.เดินทางไปฟังธรรมหลวงพ่อปราโมทย์ต่อ นั่งสมาธิฟังไปสักพักรู้สึกมืด เลยลืมตา แล้วกระดิกนิ้วเรียกความรู้สึกตื่นตัว ฟังต่อถึงช่วงส่งการบ้านของท่านหนึ่ง เป็นเรื่องกำลังใจในการปฏิบัติ หลวงพ่อเล่าถึงครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง ท่านว่าองค์นั้นเล่าว่าท่านนั้นอยู่กับหลวงปู่มั่น องค์อื่นนั้นได้รู้ธรรมเห็นธรรมกันไปหมดแล้วท่านยังไม่ได้ แต่ท่านไม่ท้อหรอกนะจะปฏิบัติต่อไป อีกร้อยชาติก็จะปฏิบัติ หลวงพ่อปราโมทย์ว่าท่านก้มกราบครูบาอาจารย์องค์นี้อย่างเต็มหัวจิตหัวใจ กำลังใจในการปฏิบัติมันต้องอย่างนี้
เกิดปีติน้ำตาไหลพราก
ระหว่างเดินทางไปเรียนช่วงบ่าย ใจก็คิดถึงเรื่องสนุกๆ ขึ้นมา แล้วก็เพลินไปเรื่อย มีจังหวะนึงมันระลึกกลับมาว่า โห.. กำลังที่ไปชาร์จมาเมื่อกี้ สภาวะเมื่อกี้ หายแซบหายสอย ชนิดนึกไม่ออก เอากะมันสิ
พอถึงที่เรียน จะหยิบไอแพดมาเล่น อยู่ๆ ก็รู้สึกว่าเป็นการใช้เวลาไม่คุ้มกัน ทำใจเสียเปล่าๆ เลยเก็บ แล้วนั่งสมาธิรอเรียนไป
ตอนเย็นไปสวดมนต์ที่วัดปทุม ใจค่อนข้างนิ่ง นั่งสมาธิต่อก็ค่อนข้างนิ่ง จับลมหายใจได้สบายๆ ไม่บีบคั้น สังขารมีบ้างแต่เป็นความเคลื่อนไหวไปมา ไม่ขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราวให้สาวความต่อ

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

22-26 ก.ย.57

22-26 ก.ย.57

นั่งสมาธิเช้า - เย็น ไม่เห็นสภาวะอะไรเป็นพิเศษ ตอนเดินไปทำงานก็เสียบหูฟังธรรม หรือบทสวดมนต์ไปเรื่อย กำลังเริ่มตกเพราะไม่ได้ตั้งใจในรูปแบบ ระหว่างสัปดาห์งานเยอะทั้งที่บ้านและที่ทำงาน จิตงอแง ทุรนทุรายอยากจะนอน วกกลับมาเป็นความพร่องในศีลวาจา ด้วยความที่อยากจะให้งานจบตามกำหนด หลายครั้งจะตัดบทสนทนาคนอื่นที่เริ่มเวิ่นเว้อ แต่ไม่ยักตัดบทเวิ่นเว้อตัวเองเรื่องจะนอน :P

จากการทำงานทำให้ได้เรียนรู้ว่า หลายอย่างมันมีจังหวะ มีครรลองตามธรรมชาติของมัน การจะไปเร่งเร้า ก็เหมือนยิ่งดิ้นยิ่งทุกข์ อะไรบางอย่างจะเกินงามไป ครั้นจะตรงข้ามคือไม่แตะไม่ต้องไม่ดูไม่แล โอกาสจะทำอะไรบางอย่างก็จะพลาดไป

จิตในการทำงาน ยังไม่พอดี ยังมีความจับจ้องอยากจะให้บรรลุผลที่ดีที่สุด กลายเป็นใส่ความเครียดเข้าไป แสดงออกเป็นความเค้นในน้ำเสียงกับบางคน เป็นคำพูดอ่อนหวานเกินปกติกับบางคน บางทีก็ขาดกระทั่งความเมตตาต่อตัวเอง ด้วยกดดันว่าควรจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

19-21 ก.ย.57

19 ก.ย.57

มีเรื่องที่ทำงานมาหลายวัน เจออะไรตุกติกยิ่งวิตกหนัก นั่งรถเมล์ไปประชุม แหงนหน้ามองกระจก เห็นหน้างี้แก่ไปเลย รอยพยาบาทมันวาดไปตามคิ้วกะหน้าผาก เลยเอานิ้วดีดๆ นวดๆ ทำสปาหน้าให้กลับมาๆ ดึงทั้งหน้าดึงทั้งใจ

ตกเย็นตั้งใจจะไปสวดมนต์ แต่บังเอิญเจอเพื่อนเสียก่อน เลยไปนั่งสนทนาธรรมกันแทน เล่านู่นนี่นั่นให้ฟัง พบว่าตอนเล่าไป เหมือนตัวเองจะเข้าใจอะไรมากขึ้น จากใจที่ตอนแรกฟุ้งซ่านหน่อยๆ กังวลว่าจะไม่ได้ไปสวดมนต์ ก็เย็นลงเป็นเฉยๆ แล้วก็เบิกบาน ระหว่างมีกระเพื่อมเล็กน้อยเวลาพูดไปแล้วเจออุปาทานจากอีกฝั่ง เซ็งแว้บแล้วก็ปล่อย

20 ก.ย.57

รอวันเสาร์มาทั้งสัปดาห์ (วันคลายเครียด) พอถึงเวลาจริงๆ กลับนิ่งๆ อย่างงั้นๆ ระหว่างวันรู้สึกถึงความยึดในอารมณ์สุข ความอาลัยในความเพลิน แต่ก็รู้สึกว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนจะอินกว่านี้


เช้า 21 ก.ย.57

ตื่นมานั่งสมาธิเช้า เห็นความเพลินในคิดเยอะไม่ตัด เลยเสียบหูฟังธรรมช่วย ฟังไปก็ดูมันค่อยๆ สงบลง จากเป็นเรื่องเป็นราวเป็นคนเป็นภาพ ก็ค่อยๆ ลดลงเป็นเรารู้สึก เป็นความรู้สึก เป็นความสั่นไหว

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

18/9/57

18/9/57

มีข้อให้ต้องตัดสินใจ แต่รู้สึกว่ามันทะแม่งๆ ตุกติกๆ ยิ่งคิดยิ่งเกิดแรงดัน ตัดสินใจตอนนี้ไม่เวิริ์ค ปรึกษาใครก็ยังไม่ได้คำตอบที่สบายใจ ได้แต่คำว่า "ไม่ต้องกังวลหรอก ทำๆ ไปเถอะ ใครๆ เขาก็ทำกัน" สุดท้ายเลยตุัดสินใจว่า ถ้ายังมีแรงดันจะไม่ตัดสินใจ 5555

เอาเรื่องไม่สบายใจไปปรึกษาแม่ แม่ก็เตือนว่าให้มีสติไว้ สักพักก็พูดต่อ "ไอ้คำพวกนี้พูดไปเหมือนง่ายนะ แต่มันต้องอาศัยเหตุปัจจัยอย่างอื่นอีก ใช่ว่าพูดแค่นี้แล้วสติจะเกิดซะเมื่อไร" ฟังแล้วยิ้มเลยค่ะ ปลื้มแม่มีมุมมองของเหตุปัจจัย

เปิดเฟสบุค นั่งสนทนากับเพื่อนก้อยใจก็สว่างขึ้นมา แรงดันหายไป พอนึกใหม่ก็ดันใหม่ หันไปคุยใหม่ก็หาย เลยตัดสินใจได้ว่า ถ้ารู้สึกไม่สบายใจก็ไม่ต้องทำ และเมื่อตัดสินใจแล้วก็ไม่ต้องกังวลเรื่องจะต้องไปผิดใจกับใคร Danger is real, fear is a choise

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

การบ้าน 16-17 ก.ย.57

16-17 ก.ย.57

นั่งสมาธิเช้า - เย็น ระหว่างวันมีสติประปราย เกิดดับแล้วผ่าน นึกอะไรขึ้นมาไม่รู้แล้วรู้สึกอาย ก็ลองดูมันไปตรงๆ เดี๋ยวมันก็แผ่วลง มีหงุดหงิด, เครียดเพราะงานเยอะ พอช่วงพักก็ไปนั่งในสวน ใจก็ถูกดูดเข้าไปคิดเรื่อยว่าเดี๋ยวจะทำอะไรต่อ ทำยังไงดี ตอนเย็นเลิกงานไปเล่นโยคะได้ยืดเส้นยืดสาย สติถูกดึงมาอยู่กับกาย แล้วมันก็ว่า เออ ใช่ๆ คิดมากต้องออกมาอยู่กับกาย