วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2567

17-20 มี.ค. 2567 / 2024 - The empire strikes back

ข้อสังเกตจากการเกิดผัสสะการรับรู้ที่ไม่โสภาขึ้น

การรับรู้แบ่งเป็นหลายช่วง

1st contact คือ ก็เฉยๆ เป็นการรับรู้เรื่องราวปกติ ไม่มีเสียดาย ไม่มีไม่น่าเลย สะท้อนความน่ากลัวของสังสารวัฏ ไม่ได้อยากรู้อะไรมากขึ้นกว่านี้ จิตเฉย

2nd impression กายนครมีความเคลื่อนไหว ราวกับแต่ละเซลล์มีความคิดเล็กๆ น้อยๆ ของตนเอง ไม่สนใจ แต่พบว่าสังขารก็ปรุงแต่งไปตามธรรมชาติ ด้วยความที่เป็นเรื่องที่ไม่เจอ จึงเกิดการวิจัย-วิจาร เกิดการทบทวนเรื่องราว มองหาความไม่ uniformity ของข้อเท็จจริง มองหาโอกาสเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือสิ่งที่อาจจะเป็น exaggeration ทบทวนสิ่งที่ต้องจัดการหรือไม่ต้องจัดการเมื่อรับทราบเรื่องราวดังกล่าว จะมีความลังเล ความชั่งน้ำหนัก ว่าอะไรควร / ไม่ควร

3rd impression เมื่อชัดว่าต้องสื่อสารต่อ ก็สื่อสารต่อไป เลือกคน เลือกระดับการสื่อสาร

4th impression รับรู้ข้อมูลเพิ่มเติมที่เป็นหลักฐานที่น่าสังเวชใจ

5th impact รับทราบข้อมูลจากอีกฝั่งที่ claim ว่า มันไม่ได้อะไรอย่างนั้น ซึ่งขัดแย้งกับ purposely prepare solid evidence สิ่งที่รับรู้ขณะรับฟังคือ ความขนลุกและน่ากลัว สัมผัสได้ถึงความพยายาม discredit กันไปมา 2 ฝ่าย กายนครปั่นป่วนจากภายนอกเข้าสู่ภายใน ราวเป็นกระแสน้ำวนเล็กๆ ที่มุ่งเข้าสู่จิตตนครในใจกลาง และนำมาสู่การตอบสนองเพื่อป้องกันนครทั้งหมดคือ Desensitization

6th Response เลิกสนใจ เมื่อเกิดความกลัวทั้งคู่และจิตตัดสินใจที่จะเลิกยุ่งกับวงจรกรรมทั้ง 2 คน มันทำการ Disintegrate ข้อมูล และ Desensitize ตนเองอัตโนมัติ คือ วางการรับรู้ข้อมูลทั้งหมด ไม่สนใจว่าสิ่งที่ได้รับมา และสิ่งที่มีโอกาสจะได้รับต่อไปจะเป็น fact / fiction ถือเป็นเพียงแค่ Data ที่ทำให้เกิดความรู้สึกเท่านั้น กระจายทุกอย่างลงเป็นผัสสะ แค่ผัสสะและเวทนา มีการตัดสินใจที่ไม่รับรู้ข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกต่อไป มีการตัดสินใจที่จะไม่เกี่ยวข้องกับตัวละครที่เกี่ยวข้องอีกต่อไปในทุกฝ่าย มีความคิด back and forth ว่าควรจะติดตามข้อเท็จจริงบางประเด็นเพิ่มเติมที่ sounds unlikely และน่าจะ find out ได้ไม่ยาก แต่จิตก็ desensitize และเห็นว่าไม่จำเป็นอีกต่อไป

ผลติดตามที่พบคือ 

  • ใบหน้าของตัวละครถูกเบลอ และถูกกันระยะออกจากการรับรู้ในจิต 
  • memory ทั้งหมดที่ดีๆ แม้เกิดขึ้นไม่นาน ถูกกันระยะออกราวกับเป็นเรื่องเมื่อชาติที่แล้ว รับรู้แต่ไม่ระลึก ไม่ร่วมรู้สึก
  • Devalue บทสนทนาตัวละครทั้ง 2 ฝ่าย
  • Stop contact ทันทีที่จิตตัดสินใจ "เลิกยุ่ง" แม้มีบทสนทนาต่อจากการตัดสินใจนั้น คือ keep it short with no empathy whatsoever ยอมทิ้งแม้กระทั่งสิ่งที่รับปากว่าจะช่วย หยุดทันทีทั้ง 2 ฝ่าย
ไม่ว่าอย่างไร นี่ก็เป็นผัสสะที่เป็นครูที่ให้เรียนรู้ 
  • มันไม่ได้เป็นผัสสะที่รุนแรงต่อจิตในเบื้องแรก แต่คลื่นกระทบมันค่อยๆ ก่อตัวเล็กๆ มาจากฝั่งกลาย แล้วขยายวงเข้าสู่ใจกลางในที่สุด
  • สังเกตเห็นความทำงานโดยธรรมชาติของสังขารที่ปั่นต่อ ที่แยกขาดจากเวทนาที่เฉยสนิท
  • การตัดสินใจของจิตที่เลิกยุ่งและใส่เกียร์หมาแบบ ASAP
  • ความสังเวชในความไม่ปลอดภัย และความเอาเป็นที่พึ่งพาอาศัยอะไรไม่ได้ของสังขาร
  • ความสังเวชในความถดถอยของปณิธานการเป็นนักบวชที่ถูกกัดกร่อนด้วยกาลเวลา
  • ความเข้าใจในความยากของการครองเพศพรหมจรรย์ที่ไม่ได้ง่าย
  • ขอบคุณและขออุทิศบุญจากการเรียนรู้นี้ให้กับผู้ประสบภัยทั้งหลาย ที่โคจรมาเป็นที่แสดงกรรมให้เห็นต่อหน้าต่อตา ขอเธอทั้งปวงจงพ้นจากทุกข์เถิด

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2567

8 มี.ค.2567/2024

ใกล้ 40 แล้ว รู้สึกเลยว่า อายตนะบางอย่างหายไป ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อย ลึกๆ รู้ว่าหายไป แต่เหมือนจิตเลือกจะเห็นและเก็บแต่เรื่องใหญ่ และไม่สนใจเรื่องเล็ก แม้มันจะทำให้ตัวเองดูแย่ลงในสายตาภายนอกก็ตาม 

วันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

16 ก.พ.2567 / 2024

จิตวันนี้/ช่วงนี้ตลก ตั้งใจสร้างมายา
หน้าตาเหมือนฟิล์มโปร่งแสง (สีชมพูด้วยเหอะ) หุ้มกั้นความเกี่ยวข้องกับภายนอกเอาไว้จากความรู้สึกผิด ด้วยความเข้าใจว่าเหตุมันชักนำมาอย่างนั้น

ที่ตลกคือถ้าเข้าใจจริงจะสร้างทำไม

สังเกตตั้งแต่คุยเรื่องตำแหน่งบุคลากร ดูมีความตั้งใจทิ้งระยะและไม่สนใจ
ลามมาถึงความถูกกติกา ซึ่งถ้าทำตามนั้นแล้ว ไม่สนใจผล จะยังไงก็ได้

มันสร้างขึ้นมาเหมือนเกราะป้องกันความรู้สึกไม่ให้ดรอป (เพื่อเวทนาอีกแล้ว)

หลังๆ รู้สึกเจตนาที่จะทำงานก็ถอยออกห่าง ราวกับเกี่ยวข้องไปแค่ตามจำเป็น ไม่ทำเกิน และพบจิตที่หันออกจากเรื่องราว เหลือสติทิ้งไว้แค่ไม่ให้เกิดเรื่องใหญ่ แต่ตัดความใส่ใจและความรอบคอบในเรื่องเล็กๆ (เห็นได้ชัดจากการเช็ค item ที่ผิดนิดผิดหน่อยบ่อยขึ้นมาก แต่ความใส่ใจในการแนะนำคนไข้ยังเท่าเดิม eye contact คำพูดที่ปรับสำหรับแต่ละคน ยังคงเป็น tailor made) 

อีกอย่างที่สังเกตคือเหมือนมีเจตนาตั้งใจพาตัวเอง หรืออย่างน้อยไม่มีความพยายามจะห้ามสถานการณ์ไม่ให้เกิด เพื่อจะพาตนเองสู่จุดต่ำ ต่ำในที่นี้ไม่ได้หมายถึงผิดศีลหรืออะไร แต่เหมือนไม่ใส่ใจว่าใครจะมองตนด้วยสายตาที่ต่ำลง ไม่แก้ต่าง ไม่แก้ตัว (ลึกๆ รู้สึกขี้เกียจจะทำอย่างนั้น) ความสนใจดูจะพุ่งมามองเหตุปัจจัย ธาตุ และสภาวะมากขึ้น มองความที่มันเป็นอย่างนั้น ขี้เกียจจะเข้าไปขยับปรับแก้ ถ้ามันไม่ได้เกินงามหรือมีผลอะไรเป็นนัยสำคัญ

วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

มหานัย 20 (วีสติมหานโย)

 มหานัย 20 (วีสติมหานโย)


เป็นการพูดถึงโลกุตตรจิต มีนัยในการพูด 20 อย่างด้วยกัน

คือความหมายเดียวกันนั่นเอง (คือถ้ารู้คำพวกนี้ เราก็จะไม่ล็อกในการใช้คำ คือมันใช้คำไหนก็ได้ ที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์)


โลกุตฺตรํ ก็หมายถึงว่า ...ที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์


1. โลกุตตรํ ฌานํ

2. โลกุตตรํ มคฺคํ

3. โลกุตตรํ สติปฏฐานํ

4. โลกุตตรํ สมฺมปฺปธานํ

5. โลกุตตรํ อิทฺธิปาทํ

6. โลกุตตรํ อินฺทฺริยํ

7. โลกุตตรํ พลํ

8. โลกุตตรํ โพชฺฌงคํ

9. โลกุตตรํ สจฺจํ

10. โลกุตตรํ สมถํ

11. โลกุตตรํ ธมฺมํ

12. โลกุตตรํ ขนธํ

13. โลกุตตรํ อายตนํ

14. โลกุตตรํ ธาตุํ

15. โลกุตตรํ อาหารํ

16. โลกุตตรํ ผสฺสํ

17. โลกุตตรํ เวทนํ

18. โลกุตตรํ สญฺญํ

19. โลกุตตรํ เจตนํ

20. โลกุตตรํ จิตฺตํ

วันเสาร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

28/10/66

จิตเหมือนเหนื่อยมาหลายวัน เหมือนตั้งแต่กลับจากหลวงตาคราวก่อน
เห็นความ "ตั้งรู้" "จะต้องรู้" "ไม่ยอมถอน"

ประกอบกับความเหนื่อยหน่ายที่นั่งทบทวนอยู่ทุกวันว่าทำอะไรอยู่เนี่ย
เป็นตัณหาที่วนไปวนมา แบบ pin point ไม่ได้ 

จนไปนอนแล้วบอกกับตัวเองว่าขอหลับหน่อยเถอะ 
เหมือนไม่ได้นอนมาเป็นเดือนแล้ว
ภายในมีการยื้อยุดจะเอานิพพานแบบไม่ประเจิดประเจ้อ
แต่เหนื่อย

ในฝัน
เด็กน้อยคนหนึ่งไม่ยอมข้ามฟากไปฝั่งโน้น
บอกไม่จบชาตินี้หรอก

ใจตอบ
ไม่เป็นไร

แล้วความเหนื่อยที่ติดมาเป็นเดือน
ก็ถูกสละออก
ไม่สนใจนิพพานไม่นิพพานอีกต่อไป

อิสระและสันติก็คืนมา

การเอาธรรมะมาใช้ในชีวิตจริง?

 การเอาธรรมะมาใช้ในชีวิตจริง?

มันไม่ใช่การเอามาใช้ในชีวิตจริง

แต่เป็นเหตุการณ์ในชีวิตจริงที่เจอแล้วเคยไม่เข้าใจ กลับเข้าใจขึ้นมา และไม่รังเกียจไม่ได้ผลักไสปรากฏการณ์

NbN

หลุดแล้วค่อยรู้ รู้อยู่ไม่หลุด

หลุดแล้วค่อยรู้ รู้อยู่ไม่หลุด

มันจะต้องไปสุดของมัน สุดหลงจึงสิ้นหลง

แต่ตอนฝึกๆๆๆ ไป ไม่เห็นหรอกว่ามันจะหลุดอย่างไร

ไม่เห็นรอยต่อ จะไปขอให้เห็น ก็จะคาอยู่อย่างนั้น