หลังจากเปิดหลวงพ่อให้ฟังเนียนๆ มาสามสี่ปี
เริ่มจากเมื่อปีก่อนนู้นนั่งฟังเว็บการเมืองอยู่แล้วเราเริ่มเกิดโทสะ คุณนายบอก เกิดโทสะแล้วเห็นมั้ย
พาไปฟังหลวงพ่อที่บ้านจิตสบายได้ครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเลือกหนังสือทางเอกกลับมากับมือ แม้ไม่ได้อ่าน 555
เวลาป่วยขอเปิดฟังเสียงสงบ
ชอบฟังหลวงตาประสงค์
ระหว่างทำกับข้าวแล้วฟังเสียงหลวงพ่อไปด้วยมีคำถามเป็นพักๆ ว่า ขันธ์คืออะไร ปริยัติคืออะไร อธิษฐานคืออะไร
ทำบุญกับก้อย
เห็นใจคนหูหนวกขายขนมช่วยซื้อ
เห็นใจคนเข็นขายผลไม้ดึกๆ ช่วยซื้อ
จำรูปหลวงปู่แหวนได้
เริ่มไม่ฆ่าแมลงหลังจากที่ทำด้วยเคยชิน
มีการสั่งเสียว่าถ้าอาการหนักใกล้จะไปให้หาเสียงหลวงพ่อมาเปิด
จำพระอาจารย์กฤชได้ ฟังตอนเล่นเกมส์ไปด้วย แล้วเอานิทานมาเล่าต่อด้วยเรื่องการให้ทาน
วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2557
วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2557
11 มี.ค.2557
ระหว่างฟังเพื่อนเล่าเรื่องอย่างหลุดบ้าง อยู่บ้าง
ฉับพลันจิตอนุโมทนาเองกับเรื่องราวที่เพื่อนเล่า ท่ามกลางความมึนๆ นั่นเลย
นึกย้อนแล้วมันก็อนุโมทนาตัวเองอีกคำรบหนึ่ง ^_^
ฉับพลันจิตอนุโมทนาเองกับเรื่องราวที่เพื่อนเล่า ท่ามกลางความมึนๆ นั่นเลย
นึกย้อนแล้วมันก็อนุโมทนาตัวเองอีกคำรบหนึ่ง ^_^
วันจันทร์ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2557
10 มีนาคม 2557
สองสัปดาห์ก่อนหน้านี้จิตตก เข้าใจว่ามาจากด้วยงานคุณภาพทำให้เกิดจิตที่จับผิด
คำว่าเกลียดความเลวของคนอื่นที่ก่อนหน้านี้ฟังจากอีกสถานการณ์หนึ่งสามารถบอกได้ไม่ยากว่าเป็นความอ่อนแอ
แต่พอมาแบบนี้ใจกลับเผลอเพ่งโทษและตำหนิติเตียนไปเสียฉิบ
ทุกดูจริงจัง แต่สุขดูผิวเผินนี่ก็เป็นมิจฉาอย่างนึง
social support ได้รับการพิสูจน์ผ่านพี่หญิง
ด้วยเหตุปัจจัยในความคล้ายด้านนิสัย
ปัญหาที่เจอ และความรักดีในธรรมที่ช่วยกันประคองกันออกมาจากความงี่เง่ามาได้
แถมการได้คุยกับครูได้เป็นการทบทวนเทียบเคียงความเบี้ยวตรงกับอดีตและปัจจุบัน
ดังนั้นการเล่าทบทวน การถูกเฝ้าสังเกต ใจที่ถูกบีบให้รีรันความเป็นไป เพื่อหามิจฉาแล้วข้ามผ่านมันไป
เหล่านี้ก็ช่วยได้
วันนี้ไปวิ่งท่ามกลางธรรมชาติ เป็นสภาวะที่ดีมาก
ธรรมชาติมีอะไรบางอย่างที่คนให้ไม่ได้
ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไร
อยู่ท่ามกลางธรรมชาติจะไม่รู้สึกถึงความบีบคั้นบังคับใดๆ ความกว้างใหญ่นี้โอบอุ้มประหนึ่งแม่ดูแลทารกน้อย
ไม่มีความคาดหวัง ไม่มีคำนิยาม ไม่มีกรอบ ไม่มีขอบเขต
เกิดเป็นญานคาดการเอาว่าการอยู่กับธรรมชาตินานพอจะทำให้กลับสู่ความจริงแท้ได้
แต่มีกับดักอยู่นิดตรงที่จะมีราคะอ่อนๆ กระจายบางๆ อยู่ถ้าติดก็ต้องระมัดระวัง
เกิดความคิดขึ้นว่า จิตของเจ้าของนี้ช่างขยันในการท้อแท้นัก
บางครั้งอาจต้องอาศัยการสะกดให้เชื่อ
คงต้องลองสังเกตอิทธิพลของคำกับจิตใจดู
"เชื่อเหอะ แล้วดีเอง" 😀🌒🌓🌔🌕🌖🌗🌘🌙
คำว่าเกลียดความเลวของคนอื่นที่ก่อนหน้านี้ฟังจากอีกสถานการณ์หนึ่งสามารถบอกได้ไม่ยากว่าเป็นความอ่อนแอ
แต่พอมาแบบนี้ใจกลับเผลอเพ่งโทษและตำหนิติเตียนไปเสียฉิบ
ทุกดูจริงจัง แต่สุขดูผิวเผินนี่ก็เป็นมิจฉาอย่างนึง
social support ได้รับการพิสูจน์ผ่านพี่หญิง
ด้วยเหตุปัจจัยในความคล้ายด้านนิสัย
ปัญหาที่เจอ และความรักดีในธรรมที่ช่วยกันประคองกันออกมาจากความงี่เง่ามาได้
แถมการได้คุยกับครูได้เป็นการทบทวนเทียบเคียงความเบี้ยวตรงกับอดีตและปัจจุบัน
ดังนั้นการเล่าทบทวน การถูกเฝ้าสังเกต ใจที่ถูกบีบให้รีรันความเป็นไป เพื่อหามิจฉาแล้วข้ามผ่านมันไป
เหล่านี้ก็ช่วยได้
วันนี้ไปวิ่งท่ามกลางธรรมชาติ เป็นสภาวะที่ดีมาก
ธรรมชาติมีอะไรบางอย่างที่คนให้ไม่ได้
ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไร
อยู่ท่ามกลางธรรมชาติจะไม่รู้สึกถึงความบีบคั้นบังคับใดๆ ความกว้างใหญ่นี้โอบอุ้มประหนึ่งแม่ดูแลทารกน้อย
ไม่มีความคาดหวัง ไม่มีคำนิยาม ไม่มีกรอบ ไม่มีขอบเขต
เกิดเป็นญานคาดการเอาว่าการอยู่กับธรรมชาตินานพอจะทำให้กลับสู่ความจริงแท้ได้
แต่มีกับดักอยู่นิดตรงที่จะมีราคะอ่อนๆ กระจายบางๆ อยู่ถ้าติดก็ต้องระมัดระวัง
เกิดความคิดขึ้นว่า จิตของเจ้าของนี้ช่างขยันในการท้อแท้นัก
บางครั้งอาจต้องอาศัยการสะกดให้เชื่อ
คงต้องลองสังเกตอิทธิพลของคำกับจิตใจดู
"เชื่อเหอะ แล้วดีเอง" 😀🌒🌓🌔🌕🌖🌗🌘🌙
วันเสาร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2557
19 ม.ค.57
ออกจากบ้านให้ตายไม่หายเหงา
กลับเข้าบ้านยิ่งเศร้าเหงาชิบหาย
สุดท้ายซมซานมาหาใจกาย
มันมิวายด่าให้ "กูบอกมึงแล้ว"
กลับเข้าบ้านยิ่งเศร้าเหงาชิบหาย
สุดท้ายซมซานมาหาใจกาย
มันมิวายด่าให้ "กูบอกมึงแล้ว"
วันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2557
18 ม.ค.57
ช่วงปีใหม่ไปวัดสังเกตเห็นความเบี้ยว
สถานการณ์ หรือสถานที่ หรือคนที่ทำให้เกิดความเบี้ยว
มันบิดไปจากความโปร่งโล่งปกติ ^_^
ผิรู้ ตัวตน วนวายทั่ว
วกกลับ ด้วยหัว คงแก้ได้
หากไม่รู้ กลัวน่า ช้ำใจ
ใครทำ ใครได้ รับเอง
สถานการณ์ หรือสถานที่ หรือคนที่ทำให้เกิดความเบี้ยว
มันบิดไปจากความโปร่งโล่งปกติ ^_^
ผิรู้ ตัวตน วนวายทั่ว
วกกลับ ด้วยหัว คงแก้ได้
หากไม่รู้ กลัวน่า ช้ำใจ
ใครทำ ใครได้ รับเอง
วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
พฤศจิกายน 56
ปีนี้ไปออกหน่วยยโสธร มีโอกาสนอนกับอาจารย์ผู้ใหญ่และนอนเดี่ยว 1 คืน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การอยู่ร่วมกับผู้อื่นทำให้กาย วาจาเรียบร้อย ส่วนจิตแม้จะมีความขัดธรรมชาติอยู่บ้างเนื่องจากต้องเกรงใจ แต่ในภาพรวมก็คือสำรวมดีั ขณะที่วันที่อยู่เดี่ยวนั้น การวางข้าวของเป็นไปตามไม่ระมัดระวัง การกระทำอะไรเป็นไปในทางหลวมๆ อยู่ในห้องคนเดียวเฉื่อย ความคิดน้อยเพราะไม่ต้องวางแผนอะไรว่าจะทำอะไรตอนไหน ให้เหมาะกับอะไร ทำเมื่ออยากทำ ดังนั้น ความเหมาะสมแห่งกาลจักลดลงกว่าการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น เป็นไปในทางตามใจกิเลสได้เสียมากกว่า
สังเกตได้ว่าเวลาโมโหนั้น หนังตาจะได้รับผลกระทบเร็วที่สุดตามันบวมๆ หนักๆ เกร็งๆ ยังไงบอกไม่ถูก แต่ต่อมาก็พบว่า เวลามีราคะก็เป็นเช่นนั้นเช่นกัน
การสังเกตต่อมา เกิดจากเมื่อได้ยินเรื่องพระฤาษี ทำไมมันจึงเป็นโทสะ หาเหตุไม่ได้จริงๆ เป็นเพราะไม่ชอบความมืดหรือไรไม่ทราบ
ในบางเรื่องที่เราเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีความเห็น (น่าสังเกตดูว่ามันตัดสินจากอะไร) ดูเหมือนว่าจิตจะได้สร้างความว่างขึ้นมาบางอย่าง เป็นลูกโป่งที่ปรับผิวน้ำให้ราบเรียบ แม้จะรู้สึกว่าคลื่นใต้น้ำก็มีอยู่ มันไม่ใช่ว่างแบบดีเนาะอย่างไรก็ได้ แต่เป็นว่างที่มีขอบเขต และมีอะไรบางอย่างขัดกับสิ่งแวดล้อมอยู่
มีความกลัวในการที่จะออกความเห็นบางเรื่อง อะไรกันที่เป็นเดิมพัน
- กลัวผิด
- กลัวอิน
- กลัวเสียมิตร
สังเกตได้ว่าเวลาโมโหนั้น หนังตาจะได้รับผลกระทบเร็วที่สุดตามันบวมๆ หนักๆ เกร็งๆ ยังไงบอกไม่ถูก แต่ต่อมาก็พบว่า เวลามีราคะก็เป็นเช่นนั้นเช่นกัน
การสังเกตต่อมา เกิดจากเมื่อได้ยินเรื่องพระฤาษี ทำไมมันจึงเป็นโทสะ หาเหตุไม่ได้จริงๆ เป็นเพราะไม่ชอบความมืดหรือไรไม่ทราบ
ในบางเรื่องที่เราเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีความเห็น (น่าสังเกตดูว่ามันตัดสินจากอะไร) ดูเหมือนว่าจิตจะได้สร้างความว่างขึ้นมาบางอย่าง เป็นลูกโป่งที่ปรับผิวน้ำให้ราบเรียบ แม้จะรู้สึกว่าคลื่นใต้น้ำก็มีอยู่ มันไม่ใช่ว่างแบบดีเนาะอย่างไรก็ได้ แต่เป็นว่างที่มีขอบเขต และมีอะไรบางอย่างขัดกับสิ่งแวดล้อมอยู่
มีความกลัวในการที่จะออกความเห็นบางเรื่อง อะไรกันที่เป็นเดิมพัน
- กลัวผิด
- กลัวอิน
- กลัวเสียมิตร
วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556
13 ส.ค. 56 มุฑิตาลพ.อำนาจ
ไม่ใช่แค่ทุกข์ แต่สุขเองรวมทั้งเฉยๆ ก็เกิดจากตาหูจมูกลิ้นกายใจ
ถ้ามันรู้ที่มาขนาดนี้จะไม่ไปทำอะไรแปลกด้วยหวังว่าจะมีความสุข
อย่างนั่งสมาธิท่านู้นท่านี้ ต้องทำอันนั้น ต้องท่องอันนี้ ทำแล้วจะสุข
สีลัพพตปรามาสเท่านั้นเอง ถ้าไม่เห็นเป็นอัตตาไปเรื่องศีลพรตจะไม่เกิด
จะไม่มีคร่ำครวญไม่สงบ จะต้องให้สงบ อยากหาย... อันนี้ไปไกลแล้ว คร่ำครวญปริเทว
ผู้ใดยังไม่เห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นพึงไปเจริญสติปัฏฐานก่อน
เมื่อสุขก็เกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ยังจะเอาศีลพรตกฏกติกามาทำอะไร
ก่อนไปใจดิ้นรน ใจมันเฉยเฉื่อยเนือยหน่าย อ้อยๆ อิ่งๆ ลังๆ เลๆ ไปๆ มาๆ สุดท้ายก็กึ่งขากึ่งใจสลับกันทำงานฉุดๆ ลากๆ กันไปถึงจนได้ ด้วยความที่เป็นที่ๆ ไม่ได้ไปทุกวันมัน แถมไม่ใช่เป็นวัดหรือสถานปฏิบัติธรรมอะไรคิดแล้วจะมีแรงฝืดเทียบกับวัดปทุมที่เข้าไปเกือบทุกวันแล้วก็ใกล้เหมือนไปขำๆ ไปแล้ว เหอๆ
ระหว่างลังเลเห็นความดิ้นของใจ ซึ่งก็คิดว่าต่อให้ตัดสินใจอะไรไปหรือไม่ไปก็คุ้มว่ะ ดูมันดิ้นพล่านชัดเลย 5555 ตอนลังเลอยู่ก็คิดว่าจะหมุนเหรียญ แต่แรงจะตั้งอธิษฐานยังไม่มีเรยว่ะ ก๊ากก
คิดๆ ดู ไปถึงได้ยังไงยังไม่แน่ใจ
ไปแล้วได้ฟังก็ดี ดีแบบกึ่งเฉยๆ ไม่ได้ดีฉูดดีฉาดอะไร ที่แน่ๆ คือดีกว่าไม่ไป 5555
ธรรมที่ออกจากท่่านมันตรงประเด็นเดินเข้าบ้านดี ไม่อ้อมเลาะกำแพงไปๆ มาๆ แต่อย่างใด
ท่านยังฝากว่าพวกเราที่ฟังมามากหลาย แต่ไม่รู้เรื่องสักทีเพราะัฟังเสร็จไม่เอาไปใช้
ไปหาของเรียนเพิ่มนู่นนี่นั่นเยอะแยะ ไม่เอามาสังเกตุสังกา มันเลยไม่ไปไหนสักทีแค่นั้นแหละ
เจอพี่บัวก็บังเอิญได้ดอกไม้จากพี่บัว อะไรที่ลังๆ เลๆ แกก็สอนให้เอาเหตุผลเป็นเครื่องมือ
ลังเลด้วยดิ้นรน ยังไม่เป็นกลาง เป็นคุณพี่ที่น่ารักเสมอเรย ^ ^
เจอพี่ซา แกก็เรียกไปเข้าแถว "รดน้ำศพ" (ลพ.พูดเอง) นะ
ได้ไปดูฉากเด็กร้องแฮปปี้เบิร์ทเดย์แล้วก็รู้เรยว่า สุขมันก็เกิดจากผัสสะนี่แหละ ^_^
ตอนรดน้ำท่านก็ไม่ได้คิดอะไร ออกมาจึงนึกได้ว่าอยากจะกล่าวขอบคุณท่าน
ธรรมที่ท่านนำมาบอกต่อช่วยให้พ้นทุกข์ได้มากหลาย เป็นปัญญา เป็นกำลัง ได้อย่างดี
ขากลับบ้านจะข้ามถนนมีมอไซค์มาจากไหนก็ไม่รู้เล่นเอาตกใจ แต่ตกใจวงแคบเว้ยเฮ้ย
ใจยืดไปไม่ไกล กลับบ้านอย่างรวดเร็ว ไม่มีโทสะต่อ แต่มีระลึกต่ออีกนิดหน่อย
ตอนเดินเข้าซอย เห็นแระมีรถสวนมา ซอยแคบไม่นึกว่ามันจะขับเร็ว
น้ำกระเซ็นไปครึ่งขา (แต่กระโปรงไม่เปียกแฮะ ดีจัง) มีโทสะจางๆ หรือไม่มี
สติไปโฟกัสอยู่ที่ขาเย็นๆ เพราะน้ำ ยังนึกอยู่ว่าขอบคุณคนขับที่ทำให้มีอะไรให้ดู
หลังๆ วาจาเริ่มเรียบร้อยขึ้นตามอัตภาพ
ถ้ามันรู้ที่มาขนาดนี้จะไม่ไปทำอะไรแปลกด้วยหวังว่าจะมีความสุข
อย่างนั่งสมาธิท่านู้นท่านี้ ต้องทำอันนั้น ต้องท่องอันนี้ ทำแล้วจะสุข
สีลัพพตปรามาสเท่านั้นเอง ถ้าไม่เห็นเป็นอัตตาไปเรื่องศีลพรตจะไม่เกิด
จะไม่มีคร่ำครวญไม่สงบ จะต้องให้สงบ อยากหาย... อันนี้ไปไกลแล้ว คร่ำครวญปริเทว
ผู้ใดยังไม่เห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นพึงไปเจริญสติปัฏฐานก่อน
เมื่อสุขก็เกิดจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ยังจะเอาศีลพรตกฏกติกามาทำอะไร
ก่อนไปใจดิ้นรน ใจมันเฉยเฉื่อยเนือยหน่าย อ้อยๆ อิ่งๆ ลังๆ เลๆ ไปๆ มาๆ สุดท้ายก็กึ่งขากึ่งใจสลับกันทำงานฉุดๆ ลากๆ กันไปถึงจนได้ ด้วยความที่เป็นที่ๆ ไม่ได้ไปทุกวันมัน แถมไม่ใช่เป็นวัดหรือสถานปฏิบัติธรรมอะไรคิดแล้วจะมีแรงฝืดเทียบกับวัดปทุมที่เข้าไปเกือบทุกวันแล้วก็ใกล้เหมือนไปขำๆ ไปแล้ว เหอๆ
ระหว่างลังเลเห็นความดิ้นของใจ ซึ่งก็คิดว่าต่อให้ตัดสินใจอะไรไปหรือไม่ไปก็คุ้มว่ะ ดูมันดิ้นพล่านชัดเลย 5555 ตอนลังเลอยู่ก็คิดว่าจะหมุนเหรียญ แต่แรงจะตั้งอธิษฐานยังไม่มีเรยว่ะ ก๊ากก
คิดๆ ดู ไปถึงได้ยังไงยังไม่แน่ใจ
- ลืมมาทั้งวันมานึกได้ประมาณบ่าย 3 แถมนึกได้แล้วยังมีสลดหน่อยด้วย (ขี้เกียจไป) แต่ก็คิดว่าตรูอุตส่าห์โทรไปขอแลก จะทิ้งไปฟรีๆ เหรอ....
- พอเลิกงานก็ยังคิดเบาๆ ว่าจะไป พอไปหาท่านแม่คุยด้วยยาว + ช่วยทำงาน (มันก็แอบเอางาน + คุยนั่นเป็นข้ออ้าง ถามตัวเองเบาๆ จะไปมั้ยวะ)....
- จนถึงวินาทีที่ถ้าจะไปก็ต้องออกจากสถานที่ตอนนี้แหละ มันก็ยังลังเล อ้อยอิ่งจะกลับบ้านดีมั้ย ไปวัดปทุมดีมั้ง.....
- ด้วยความที่คิดว่า ตัวเลือกการกลับบ้านเป็นอะไรที่แย่ที่สุดเลยตัิดทิ้ง (เบาๆ) ไม่ดาบเดียวสะพายแล่ง ประมาณไม่ได้บีบคั้นตัวเองหากจะเปลี่ยนใจอ้อยสร้อยกลับบ้านก็ไม่ว่ากัน .....ดูมัน
- ถ่วงเวลาจนว่าเอาไว้กินข้าวเสร็จแล้วค่อยว่ากันใหม่ ตัดสินใจพาตัวไปกินที่พารากอนเพราะใกล้ต่อการเลือกทั้ง 2 ช้อยส์
- สุดท้ายก็คิดแบบเนือยๆ ว่า ไอ้สภาพจิตตอนนี้จะปล่อยให้เนือยต่อไปก็ใช่ที่ ไปแปลกที่แปลกถิ่นอาจจะตื่นตัวมากขึ้น ใช้เหตุผลนี้เดินขึ้นรถไฟฟ้าไป และก็ดีจริงซื้อตั๋วได้เร็วดี ไม่ต้องต่อแถว
- ตอนจะเข้ารถไฟฟ้ายังมีความคิดเลื้อยๆ ยุรยาตรออกมาว่าเออ รถเต็มก็ไม่เป็นไรรอคันหลังก็ได้
- ช่วงนี้นับเป็นโหมดอ้อยสร้อยกันสุดๆ ไปเรย แอบมีอยากหายด้วยนะ กลัวติด 5555
ไปแล้วได้ฟังก็ดี ดีแบบกึ่งเฉยๆ ไม่ได้ดีฉูดดีฉาดอะไร ที่แน่ๆ คือดีกว่าไม่ไป 5555
ธรรมที่ออกจากท่่านมันตรงประเด็นเดินเข้าบ้านดี ไม่อ้อมเลาะกำแพงไปๆ มาๆ แต่อย่างใด
ท่านยังฝากว่าพวกเราที่ฟังมามากหลาย แต่ไม่รู้เรื่องสักทีเพราะัฟังเสร็จไม่เอาไปใช้
ไปหาของเรียนเพิ่มนู่นนี่นั่นเยอะแยะ ไม่เอามาสังเกตุสังกา มันเลยไม่ไปไหนสักทีแค่นั้นแหละ
เจอพี่บัวก็บังเอิญได้ดอกไม้จากพี่บัว อะไรที่ลังๆ เลๆ แกก็สอนให้เอาเหตุผลเป็นเครื่องมือ
ลังเลด้วยดิ้นรน ยังไม่เป็นกลาง เป็นคุณพี่ที่น่ารักเสมอเรย ^ ^
เจอพี่ซา แกก็เรียกไปเข้าแถว "รดน้ำศพ" (ลพ.พูดเอง) นะ
ได้ไปดูฉากเด็กร้องแฮปปี้เบิร์ทเดย์แล้วก็รู้เรยว่า สุขมันก็เกิดจากผัสสะนี่แหละ ^_^
ตอนรดน้ำท่านก็ไม่ได้คิดอะไร ออกมาจึงนึกได้ว่าอยากจะกล่าวขอบคุณท่าน
ธรรมที่ท่านนำมาบอกต่อช่วยให้พ้นทุกข์ได้มากหลาย เป็นปัญญา เป็นกำลัง ได้อย่างดี
ขากลับบ้านจะข้ามถนนมีมอไซค์มาจากไหนก็ไม่รู้เล่นเอาตกใจ แต่ตกใจวงแคบเว้ยเฮ้ย
ใจยืดไปไม่ไกล กลับบ้านอย่างรวดเร็ว ไม่มีโทสะต่อ แต่มีระลึกต่ออีกนิดหน่อย
ตอนเดินเข้าซอย เห็นแระมีรถสวนมา ซอยแคบไม่นึกว่ามันจะขับเร็ว
น้ำกระเซ็นไปครึ่งขา (แต่กระโปรงไม่เปียกแฮะ ดีจัง) มีโทสะจางๆ หรือไม่มี
สติไปโฟกัสอยู่ที่ขาเย็นๆ เพราะน้ำ ยังนึกอยู่ว่าขอบคุณคนขับที่ทำให้มีอะไรให้ดู
หลังๆ วาจาเริ่มเรียบร้อยขึ้นตามอัตภาพ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)