วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

22-26 ก.ย.57

22-26 ก.ย.57

นั่งสมาธิเช้า - เย็น ไม่เห็นสภาวะอะไรเป็นพิเศษ ตอนเดินไปทำงานก็เสียบหูฟังธรรม หรือบทสวดมนต์ไปเรื่อย กำลังเริ่มตกเพราะไม่ได้ตั้งใจในรูปแบบ ระหว่างสัปดาห์งานเยอะทั้งที่บ้านและที่ทำงาน จิตงอแง ทุรนทุรายอยากจะนอน วกกลับมาเป็นความพร่องในศีลวาจา ด้วยความที่อยากจะให้งานจบตามกำหนด หลายครั้งจะตัดบทสนทนาคนอื่นที่เริ่มเวิ่นเว้อ แต่ไม่ยักตัดบทเวิ่นเว้อตัวเองเรื่องจะนอน :P

จากการทำงานทำให้ได้เรียนรู้ว่า หลายอย่างมันมีจังหวะ มีครรลองตามธรรมชาติของมัน การจะไปเร่งเร้า ก็เหมือนยิ่งดิ้นยิ่งทุกข์ อะไรบางอย่างจะเกินงามไป ครั้นจะตรงข้ามคือไม่แตะไม่ต้องไม่ดูไม่แล โอกาสจะทำอะไรบางอย่างก็จะพลาดไป

จิตในการทำงาน ยังไม่พอดี ยังมีความจับจ้องอยากจะให้บรรลุผลที่ดีที่สุด กลายเป็นใส่ความเครียดเข้าไป แสดงออกเป็นความเค้นในน้ำเสียงกับบางคน เป็นคำพูดอ่อนหวานเกินปกติกับบางคน บางทีก็ขาดกระทั่งความเมตตาต่อตัวเอง ด้วยกดดันว่าควรจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

19-21 ก.ย.57

19 ก.ย.57

มีเรื่องที่ทำงานมาหลายวัน เจออะไรตุกติกยิ่งวิตกหนัก นั่งรถเมล์ไปประชุม แหงนหน้ามองกระจก เห็นหน้างี้แก่ไปเลย รอยพยาบาทมันวาดไปตามคิ้วกะหน้าผาก เลยเอานิ้วดีดๆ นวดๆ ทำสปาหน้าให้กลับมาๆ ดึงทั้งหน้าดึงทั้งใจ

ตกเย็นตั้งใจจะไปสวดมนต์ แต่บังเอิญเจอเพื่อนเสียก่อน เลยไปนั่งสนทนาธรรมกันแทน เล่านู่นนี่นั่นให้ฟัง พบว่าตอนเล่าไป เหมือนตัวเองจะเข้าใจอะไรมากขึ้น จากใจที่ตอนแรกฟุ้งซ่านหน่อยๆ กังวลว่าจะไม่ได้ไปสวดมนต์ ก็เย็นลงเป็นเฉยๆ แล้วก็เบิกบาน ระหว่างมีกระเพื่อมเล็กน้อยเวลาพูดไปแล้วเจออุปาทานจากอีกฝั่ง เซ็งแว้บแล้วก็ปล่อย

20 ก.ย.57

รอวันเสาร์มาทั้งสัปดาห์ (วันคลายเครียด) พอถึงเวลาจริงๆ กลับนิ่งๆ อย่างงั้นๆ ระหว่างวันรู้สึกถึงความยึดในอารมณ์สุข ความอาลัยในความเพลิน แต่ก็รู้สึกว่าถ้าเป็นเมื่อก่อนจะอินกว่านี้


เช้า 21 ก.ย.57

ตื่นมานั่งสมาธิเช้า เห็นความเพลินในคิดเยอะไม่ตัด เลยเสียบหูฟังธรรมช่วย ฟังไปก็ดูมันค่อยๆ สงบลง จากเป็นเรื่องเป็นราวเป็นคนเป็นภาพ ก็ค่อยๆ ลดลงเป็นเรารู้สึก เป็นความรู้สึก เป็นความสั่นไหว

วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2557

18/9/57

18/9/57

มีข้อให้ต้องตัดสินใจ แต่รู้สึกว่ามันทะแม่งๆ ตุกติกๆ ยิ่งคิดยิ่งเกิดแรงดัน ตัดสินใจตอนนี้ไม่เวิริ์ค ปรึกษาใครก็ยังไม่ได้คำตอบที่สบายใจ ได้แต่คำว่า "ไม่ต้องกังวลหรอก ทำๆ ไปเถอะ ใครๆ เขาก็ทำกัน" สุดท้ายเลยตุัดสินใจว่า ถ้ายังมีแรงดันจะไม่ตัดสินใจ 5555

เอาเรื่องไม่สบายใจไปปรึกษาแม่ แม่ก็เตือนว่าให้มีสติไว้ สักพักก็พูดต่อ "ไอ้คำพวกนี้พูดไปเหมือนง่ายนะ แต่มันต้องอาศัยเหตุปัจจัยอย่างอื่นอีก ใช่ว่าพูดแค่นี้แล้วสติจะเกิดซะเมื่อไร" ฟังแล้วยิ้มเลยค่ะ ปลื้มแม่มีมุมมองของเหตุปัจจัย

เปิดเฟสบุค นั่งสนทนากับเพื่อนก้อยใจก็สว่างขึ้นมา แรงดันหายไป พอนึกใหม่ก็ดันใหม่ หันไปคุยใหม่ก็หาย เลยตัดสินใจได้ว่า ถ้ารู้สึกไม่สบายใจก็ไม่ต้องทำ และเมื่อตัดสินใจแล้วก็ไม่ต้องกังวลเรื่องจะต้องไปผิดใจกับใคร Danger is real, fear is a choise

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

การบ้าน 16-17 ก.ย.57

16-17 ก.ย.57

นั่งสมาธิเช้า - เย็น ระหว่างวันมีสติประปราย เกิดดับแล้วผ่าน นึกอะไรขึ้นมาไม่รู้แล้วรู้สึกอาย ก็ลองดูมันไปตรงๆ เดี๋ยวมันก็แผ่วลง มีหงุดหงิด, เครียดเพราะงานเยอะ พอช่วงพักก็ไปนั่งในสวน ใจก็ถูกดูดเข้าไปคิดเรื่อยว่าเดี๋ยวจะทำอะไรต่อ ทำยังไงดี ตอนเย็นเลิกงานไปเล่นโยคะได้ยืดเส้นยืดสาย สติถูกดึงมาอยู่กับกาย แล้วมันก็ว่า เออ ใช่ๆ คิดมากต้องออกมาอยู่กับกาย

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

14/9/57 - 15/9/57

14/9/57

เมื่อวันอาทิตยฺ์ไปกราบหลวงพ่อสมบูรณ์ ได้คำมา 3 คำว่า แนบแน่น มั่นคง หนักแน่น ลองมาพิจารณาลงดูปัจจยาการ แล้วพบว่าจริง สามารถบรรยายได้ทั้งแบบพรรณนาและปัจจยา ดังนั้น ในการพิจารณาปฏิจจะในรูปแบบของ chronological sequence อาจไม่ถูกต้องเสียทีเดียวนัก

15/9/57

การรักษาสมดุลหยิน-หยาง
สองคนกำลังมีส่วนร่วมในเรื่องเดียวกัน ในกรณีนี้ึคือเกิดโทสะในเรื่องเดียวกันแต่เป็นในระดับที่ไม่เท่ากัน สมดุลนี้รักษากันในระดับว่ากันเป็นประโยคแต่ละขณะ คนนึงร้อน อีกคนจะเย็นลงอัตโนมัติ เป็นความขึ้นลงของสมดุลที่ตลกดี

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2557

การบ้าน 13-15 ก.ย.57

13 ก.ย.57

นั่งสมาธิเช้า ระหว่างวันก็มีจังหวะที่สติเกิดแล้วตัดเร็วหลายช็อตอยู่ อารมณ์เซ็งยังติดใจอยู่ เผลอเป็นโผล่มาหลอก แต่บอกตัวเองว่าไม่ต้องดูแล้วไม่ต้องดู เปลี่ยนช่องๆ

14 ก.ย.57

วันเสาร์ได้ไปเรียนอะไรแล้ว วันนี้จิตมันเก็บมาเคี้ยวต่อเอร็ดอร่อย มันสนุก เพลินในความสนุก แถมมีความกลัวจะยึดด้วย กลายเป็นเกิดสภาวะครึ่งๆ กลางๆ ไม่กล้าสนุก 5555 เลยบอกตัวเองว่าที่กลัวยึดก็ยึดแหละ ยึดไปแล้วต้องฝึกปล่อยให้ไว

ตกเย็นไปสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกรมที่วัดปทุม

15 ก.ย.57

เช้า พื้นอารมณ์ไม่ค่อยดี มีเรื่องเครียดสืบทอดมาจากเมื่อคืน + กระแสเครียดคนใกล้ตัวเข้าไป ต้องเตือนตัวเองแต่เช้าให้ "ระวังฟืนไฟ" เดินเอามือไพล่หลัง (รู้สึกมันจะอยุ่กับกายได้มากกว่า) แต่พอเข้ามาอ่านการบ้านคนอื่นในห้องนี้ แล้วโพสต์ส่งการบ้านใจรู้สึกสว่างขึ้นมาเลย

ขอบพระคุณค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557

การบ้าน 11 ก.ย.57

11/9/57

นั่งสมาธิเช้า - เย็น

หลังเลิกงานบังเอิญนึกย้อนเรื่องนึง เกิดอารมณ์เซ็งหนัก (แปลกใจที่ไม่พลิกเป็นโทสะ) จากคิ้วเบาๆ เลิกๆ อยู่ รู้สึกถึงคิ้วหนักขึ้นทันทีหางคิ้วตกลงเรื่อยๆ สักพักรู้สึกเหมือนหน้าฉีดโบท็อกซ์ 555 ดูไปสักพักมันก็เฉลียวของมันเองว่า นี่จมอารมณ์อยู่นิ แช่อยู่นี่ก็เพราะสงสัยไปเรื่อยนะ นี่ไม่ใช่ดูจิตนะ นี่ส่งออกนอก มันก็อ๋อว่า ที่เคยได้ยินหลวงพ่อปราโมทย์ว่าดูจิตดูไม่ถูกก็ไม่ใช่วิปัสสนานะ

เช้า 12/9/57

เพิ่งตื่นขึ้นมานั่งสมาธิ อยู่ๆ จิตยังไม่มีความฟุ้งซ่านมากเหมือนยังไม่ตื่นดี อยู่ๆ ก็ผุดเรื่องหนึ่งขึ้นมาแล้วดับไป ผุดอีกเรื่องขึันมาแล้วดับไป เป็นอยู่สองสามครั้ง แล้วก็นึกถึงเสียงหลวงพ่อปราโมทย์ "สัพเพ สังขารา สัพพะสัญญา อนิจจา" แล้วความฟุ้งซ่านแบ็คกราวน์ก็เข้ามา


  • ธัมม ทีโป สาธุ มันมีขณะที่รู้ ที่ได้เห็นธรรมแระ แต่ยังต้องฝึกให้ตั้งมั่น คือธรรมมันมาไวไปไว เพราะกำลังของเราไม่พอ แป้บเดียวฟุ้งซ่านเข้ามาได้แล้ว ก็ไม่เป็นไร ให้ทำไปเรื่อยๆ ขยายความรับรู้ไปเรื่อยๆ ขยายชั่วขณะที่เป็นสมาธิ สังขารยังไม่ตื่นมาทำงาน ให้ฉวยโอกาสนั่งสมาธิเจริญสติให้ต่อเนื่อง ต่อเวลาไปเรื่อยๆ
    12 hrs · Unlike · 3
  • ธัมม ทีโป จะชี้ให้เห็นว่า ถ้าเราพิจารณาธรรม ด้วยขณิกสมาธิมันจะเป็นแบบนี้ คือพอสติกับสมาธิพอดีกัน เราเห็นการเกิดดับ ของสังขาร ความคิดปรุงแต่งได้ อย่างชัดเจน หนึ่งขณะ สองขณะ สามขณะ แล้วเกิดสัญญาธรรมผุดสอน รองรับสภาวะที่ได้เห็น อันนี้คือกระบวนการในการวิปัสสนา แต่ว่ามันยังไม่นานพอที่จิตจะเห็นจนแจ้ง ก็ถูกนิวรณ์แทรกแล้ว
    12 hrs · Unlike · 3
  • ธัมม ทีโป คนที่เขามีสมาธิมากอีกหน่อย อุปจารสมาธิ ก็จะพิจารณาได้นานกว่านี้ โดยมีนิวรณ์มารบกวนได้เบาบาง สำหรับผู้ที่ได้อัปปนาสมาธินั้น กำลังที่ตั้งมั่น มันสามารถตั้งได้นานพอ จนกระทั่งจิตหมุนเต็มรอบ เขาถึงบรรลุธรรมกันได้แบบ "อาสนะเดียว" เขา ที่ว่านี่คือระดับพ่อแม่ครูอาจารย์ที่เราอ่านๆ มา
    12 hrs · Unlike · 3
  • ธัมม ทีโป ถ้าไม่ชอบแนวสมถะ ทำสมาธิได้ไม่นาน ก็ใช้เจริญสติ คือจิตที่มีสติตั้งมั่น อยู่กับรู้ ก็จะไม่สนใจแบคกราวด์ จะพุ่งไปที่จุดใดจุดหนึ่งที่เรากำหนดพิจารณา จนกระทั่งเรารู้ได้ตลอดสาย แบบนี้ก็ได้ รู้ต่อเนื่องตลอดสาย จนเราแจ้งในสภาวะนั้นๆ อ้อ.. แบบนี้ก็ได้
    12 hrs · Unlike · 3
  • ธัมม ทีโป หรือแบบที่ว่า เราแบ่งเวลาทำสมถะสวดมนต์ยาวๆ เติมกำลังก่อน พอจิตมีกำลังก็มั่นคง พอเราออกมา บางทีเราอยู่นิ่งๆ ก็เกิดสภาวะแบบที่น้องเล่ามาเนี่ย นั่งล้างจานอยู่ก็เกิดได้ ตื่นนอน เดินๆ อยู่ ก็เกิดได้ อันนี้เพราะผลที่จิตเขาตั้งมั่น เมื่อธรรมเขาพร้อม เหตุปัจจัยพร้อม ก็ "เห็นสภาวะธรรม" คือ วิปัสสนานั่นเอง
    12 hrs · Unlike · 3
  • ธัมม ทีโป เห็นก่อน คือเห็นปรากฏการณ์ แล้วจึงมีสัญญาธรรมรองรับ อันนี้คือ วิปัสสนา บางครั้งเห็นแล้ว แต่เห็นโดยไม่มีสมมติรองรับ รู้แต่ไม่รู้ว่ารู้อะไร อันนี้เป็นการเห็นระดับจิต ไม่อาศัยสัญญา ก็เป็นวิปัสสนาอีกเหมือนกัน
    12 hrs · Unlike · 3
  • ธัมม ทีโป แต่ถ้าคิดจากสัญญา หรือเอาธรรมมาขบคิดพิจารณา จัดว่าเป็นสุตปัญญา ไม่ใช่ภาวนามยปัญญา
    12 hrs · Unlike · 2
  • ธัมม ทีโป คุณภาพในทางธรรม จะมีกำลังน้อยกว่า ภาวนามยปัญญา แต่ถ้าทำบ่อยๆ ต่อเนื่อง วันนึงก็อาจทำให้เกิดภาวนามยปัญญา ได้เช่นกัน คือดีกว่าไม่ทำ แน่นอน แต่ที่ครูอาจารย์สอนให้ภาวนาเพื่อให้เราได้สัมผัสกับภาวนามยปัญญาบ่อยๆ ท่านปรารถนาให้ศิษย์รู้จริง มากกว่ารู้จำ จ้ะ
    12 hrs · Unlike · 3