วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

วันเสาร์

ส่งไป เจอสะท้อนกลับ และส่งซ้ำกลับไป สองจังหวะ

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2558

อุเปกขาปารมี สัมปันโน

ท่านคือมือธนูที่เก่งที่สุดของเราท่านพี่เทวทัต ข้าเชื่อใจท่าน - เจ้าชายสิทธัตถะ

ปัญญาปารมี



เจ้าชายสิทธัตถะ : หยุดการนองเลือดเสียที ไม่มีใครเอาชนะจากสงครามได้ มีแต่ผู้คนต้องล้มตาย เรามาสู้กันทำไมเนี่ย เพื่อแผ่นดินที่ไม่มีวันเป็นของเราอย่างนั้นหรือ

เจ้าเมืองโกศัล : เรายอมตายได้เจ้าชาย แต่เสียศักดิ์ศรีเราไม่ยอม

เจ้าชายสิทธัตถะ : งั้นท่านต้องไขปัญหานี้แล้วเจ้าเมืองโกศัล ศักดิ์ศรีของท่านจะไม่แปดเปื้อน และถ้าหากเราหยุดการนองเลือดนี้ได้ อนาคตวันข้างหน้ามนุษย์อย่างพวกเราจะได้ไม่ถูกมองว่าเป็นมารร้าย

เจ้าเมืองโกศัล : ข้อเดียว ข้ามีแค่คำตอบเดียวที่จะปกป้องศักดิ์ศรีของทั้งสองอาณาจักร ข้ามีข้อเสนอ นักรบที่เก่งที่สุดของเราจะต้องมาประลองกัน ใครยิงเข้าเป้าคนนั้นเป็นผู้ชนะ

เจ้าชายสิทธัตถะ : ท่านเป็นคนเสนอนะเจ้าเมืองโกศัล ถ้าเช่นนั้นข้าจะเป็นคนเลือกเป้า

เจ้าเมืองโกศัล : แล้วเจ้าจะใช้อะไรเป็นเป้า

เจ้าชายสิทธัตถะ : ศีรษะท่าน กับศีรษะข้า....

มงกุฏคือสัญลักษณ์ของราชา มงกุฏข้าบนศีรษะท่าน และมงกุฏท่านบนศีรษะข้า ทำไมเราไม่ใช้มันเป็นเป้าเล่า มือธนูที่เก่งที่สุดของเราจะเป็นคนยิงเป้า ใครยิงถูกเป้าคนนั้นจะเป็นผู้ชนะ

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2558

8 เม.ย.58

8 เม.ย.58

อย่าไปดูถูกลูกแมวน่ารัก แปลงร่างเป็นเสือกับเลือดโชกมาหลายครั้งแล้ว ยังไม่เข็ดอีก

วันใดที่เลิกตัดพ้อคนในบ้านได้ วันนั้นจะพบอิสระ

การให้ทานเรื่อยไป ลดการเพ่งโทษผู้อื่นได้อย่างมีนัยสำคัญ


วันศุกร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2558

27 ก.พ.-3 มี.ค.58

27 ก.พ.-3 มี.ค.58

สัปดาห์นี้มีงานข้อมูลให้ต้องทำเยอะมากจนบางวันนอนไม่หลับ การอยู่กับข้อมูลนานๆ ทำให้พอเลิกงานแล้วจิตยังไม่เลิก ยังเคี้ยวกินอารมณ์ต่อ เบรกไม่ค่อยจะอยู่ เดี๋ยวผุด เดี๋ยวผุด กลับบ้านสวดมนต์ล้าง ช่วยได้แต่ก็สู้ความง่วงไม่ไหว พออารมณ์ไม่สะอาดค้างอยู่แล้วหลับไป ตื่นมาเหมือนไม่ได้นอน ร่างกายก็กระวนกระวาย ช่วงกลางสัปดาห์มีโอกสไปฟังหลวงพ่อปราโมทย์มาเทศน์การได้เข้าใกล้ครูบาอาจารย์รู้สึกเหมือนได้ล้างถังขยะแช่มชื่นเบิกบานได้ช่วงนึง

มีงานตัวนึงที่ทำอยู่ตอนนี้ต้องใช้กำลังใจสูง และต้องใช้ทักษะผู้นำประมาณนึง ลำบากใจที่จะเริ่มงานนี้มาระยะเวลานึงแล้วเพราะรู้ปกตินิสัยสองปัจจัยนี้มีต่ำ ตามจริตไม่ค่อยชอบทำงานบ้าพลังข้ามวัน แต่งานนี้กว่าจะเป็นรูปร่างก็น่าจะยืดเยื้อเอาเรื่อง แล้วรู้ว่าขยะจะเยอะแน่ ยังไม่ค่อยแน่ใจในระบบกำจัดขยะตัวเองว่าจะเทขยะใจได้ทันสักกี่วัน ลังเลอยู่นาน สุดท้ายก็เป็นทุกข์กับความลังเล ทุกข์เพราะคิด สุดท้ายเลยทำ (รู้สึกโดนกิเลสเฆี่ยนตียังไงไม่รู้ T_T)

ทุกวันก่อนไปทำงาน ก็ไปยืนกราบพระ ดูพระพุทธรูปขอกำลังใจจากท่าน น้อมระลึกว่าท่านเป็นนายกของโลก วรกายประทับตรง มั่นคง หนักแน่น ริมฝีปากยิ้ม แลดูเป็นเมตตาอันกว้างใหญ่ ได้กำลังใจเป็นพุทธานุสติ


วันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2558

21 มี.ค.58 ทำพี่ติ้งเลือดออก

ขอโอกาสครูและพี่น้องค่ะ
เมื่อวานมีเหตุบางอย่างเกิดขึ้น กล่าวคือ เมื่อวานตอนจับคู่ซ้อมดาบกับพี่ท่านหนึ่ง หนูไปทำพี่เขาบาดเจ็บถึงขั้นเลือดออก ตอนเกิดเหตุก็เห็นเหตุการณ์ชัดเจนดีทุกอย่าง แต่เหมือนเห็นก็สักแต่เห็น ไม่มีความคิด มือไม่หยุด ไม่เบรก พลิกข้อมือตวัด แล้วก็ "โป๊ะ!!" ดาบเรากับหัวพี่เขากระทบกัน เห็นว่าหัวคิ้วเขาห้อเลือด ใจคิดบวมแน่ แล้วก็บอกน้องใกล้ๆ กันนั้นให้เอาน้ำแข็งมา สักพักเลือดออกใหญ่เลย ก็หอบหิ้วกันไปหาหมอให้เย็บแผล
สภาวะตอนเกิดเรื่องนั้นเฉย ไม่ได้ลนลาน แต่มาทวนย้อนหลังดู จะบอกว่าใจเฉยอุเบกขากลับไม่แน่ใจนัก อาจจะเป็นเฉยงงสภาวะ พอกลับมาทบทวนยิ่งนึกยิ่งรบกวนจิตใจค่ะ เช่นว่า
"เฮ้ย คือมันเห็นเต็มๆ ตาเลยนะว่าท่าการ์ดที่เขาตั้งน่ะรับไม่ได้แน่" (แต่ตอนนั้นมันไม่สมองแปลอะไรเลย)
"เฮ้ย แล้วถ้ามันไม่ใช่ดาบไม้แล้วผลมันไม่ใช่แค่คิ้วแตกละวะ"
"เฮ้ย แล้วแบบนี้มันเจตนารึป่าว" (คือแบบมันเห็นเหตุการณ์อ่ะ แต่แทรกแซงอะไรไม่ได้เลย หยุดมือ ยั้งแรง แล้วมันแปลว่าอะไรหนูใจลอยหรือ? หนูไม่มีสติหรือ?)
"แล้วจะป้องกันเหตุการณ์อย่างนี้ได้ยังไง"
ฮือ มันเกิดอะไรขึ้นคะครู T_T

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2558

15-20 มี.ค. 58

15 มี.ค.58
เกิดคำเตือนให้ไปศาลาลุงชิน แบบอยู่ๆ ก็นึกได้ว่าวันนี้น่าจะมีเทศน์น้า จิตหนึ่งงอแง รับปากหลวมๆ กับตัวเองว่าถ้าไม่เหนื่อยเกินไปก็จะไปละกัน จนแล้วจนรอดร่างกายก็จัดสรรตัวมันเอง ตื่ีนเร็วไม่งอแง ไม่งัวเงีย ไปถึงศาลาลุงชินจนได้ ทำให้ได้รู้ว่าอะไรพามา "หลวงปู่มั่น" ท่านให้โอกาสแล้ว

16-19 มี.ค.58
เพิ่งกลับจากแม่ฮ่องสอน นั่งรถระยะทางยาว เลี้ยวไปมา สังเกตกายได้ดีในช่วงแรก การเอี้ยวตัว เกร็งตัว การหายไปของลมหายใจ (หายไปในความคิด) การเกร็งตัวเพราะความคิด สักพักเบื่อดูก็ง่วงหลับ มีช่วงสนทนากับป้ามาลี ขณะฟังแกเล่าประสบการณ์ไปนั่งสมาธิที่วัดว่าถูกบังคับอย่างนู้นอย่างนี้แกทำไม่ได้ ก็เห็นใจเกิดขัดแย้งขึ้นแว่บนึง แล้วก็ละ เปลี่ยนเป็นเห็นใจว่ามันก็อย่างนั้นเอง เหตุอย่างนั้นธรรมดาที่ผลจะเป็นอย่างนั้น พอใจเป็นกลางก็เลยพูดออกเป็นกลางๆ สังเกตุใจตัวและน้ำเสียงของผู้ฟังค่อยเปลี่ยนเป็นโทนราบรื่นขึ้น จนหมดธุระจะพูด

สังเกตตัวจากการนั่งรถกับผู้อื่น คนรอบข้างจะชี้นั่นชี้นี่ แล้วก็คอยบอกว่านี่คือไอ้นั่น นั่นคือไอ้นี่ ใจกลับไม่ได้มีความกระตือรือร้นที่จะรู้ตามถามต่อแต่อย่างใด หรือบางทีคนรอบข้างส่งมุกมาเราก็เฉยซะงั้นเหมือนกึ่งรู้กึ่งไม่รู้ว่ามันเป็นมุก หรือบางทีก็ตอบกลับแบบอือออเท่านั้น ไม่แน่ใจว่าอย่างนี้คือติดเฉื่อยหรือเปล่า