วันอังคารที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

สิ่งที่ดีที่สุด (ความคิดผิดที่เกี่ยวกับกาม)

สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคนนั้น ก็คือสิ่งที่เขาพอใจ
นี้เรียกว่ากามของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ความพอใจนั้นอยู่ในความคิด
ความคิดนั่นเองเป็นกาม

น่าพอใจสำหรับเราสำหรับเขา เป็นวิตก
นี้คือกามวิตก

พอเอาความคิดออกไป
จะเหลือตัวเราที่เป็นกองขันธ์ห้า
กับบ้านที่เป็นธาตุสี่
ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไร

วิตก ตัวยกจิตไปเกี่ยวพัน

วันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

มรรค 3 4 5 6 8

มรรคที่ต้องมีเสมอคือ มรรค 3

  1. สัมมาทิฏฐิ
  2. สัมมาวายามะ
  3. สัมมาสติ
ในฝ่ายโลกิย มรรคจะเป็น 3 4 บ้าง 5 บ้าง 6 บ้าง (สูงสุด 6)

มรรค 4 คือ เมื่อมี 3 ตัวบ้างพอสมควรแล้ว จิตก็จะเริ่มสะอาดเป็นสมาธิ

มรรค 5 เช่น บางครั้งมีสมาธิแล้ว สามารถหยิบเรื่องนั้นนี้ มาพิจารณาได้ถูกต้อง ก็เป็น "สัมมาสังกัปปะ"

มรรคโดยปกติจึงมี 5 

ในคราวใดที่มรรค 5 มีแล้วพิจารณาในการหยุด ยับยั้ง หรือไม่ทำ

ในฝ่ายองค์ศีลนี้จะเกิดคราวละองค์ 
บางครั้งเกิด "สัมมาวาจา"
บางครั้งเกิด "สัมมากัมมันตะ" 
บางครั้งเกิด "สัมมาอาชีวะ" 
อันนี้คือ มรรค 6

จะเกิดมรรค 8 ครั้งเดียวเท่านั้น

คนอื่นไม่รู้ว่ามันมีตอน 8 ด้วย
สมาธิระดับไหนจึงจะเอา 8 มารวมได้
สมาธิที่จะทำให้จิตแข็งแรงพอที่จะให้มรรคทั้ง 8 มารวมกันได้คือ 
"ต้องเพ่งจิตไปที่นิพพาน"
จิตที่มุ่งตรงไปนิพพานเท่านั้นจึงจะทำให้มรรคทั้งหมดมารวมกัน 
มีจุดเป้าหมายอันเดียว

ดังนั้น การจะครบ 8 ได้ "ต้องเป้าหมายชัด" และ "ต้องอยากไปนิพพานเท่านั้น"
ถ้าตรงนี้ไม่ชัด จะดีขนาดไหนก็ไม่ครบ 
สมาธิดีขนาดไหน ศีลดีขนาดไหนก็ไม่ครบ ไม่มีวันเต็ม ไม่อยู่ในฐานะที่เป็นไปได้

ปุจฉา : การพัฒนาเอกัคคตาจิตจะสังเกตการพัฒนาไปเรื่อยๆ ได้อย่างไร?
วิสัชนา : สังเกตที่ จิตมันเต็มที่ไปนิพพานแล้วหรือยัง

ถ้าโน้มน้อมไปทางนิพพาน
ถ้าจิตกำลังดี (หรือไม่ดีก็เสริมเอา)
มันก็จะมีโอกาสที่องค์ 8 จะครบ แต่ถ้าไม่เอนไปนิพพานทำไงก็ไม่ครบ

วิปัสสนา จึงเป็นไปเพื่อ หมุนจิตไปนิพพานให้ได้ ถ้าไปทางนี้ไม่ได้มรรคจะไม่มีวันครบ
วิปัสสนา จึงให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ที่ให้เกิดเป็น "ยถาภูตญานทัสสนะ" เห็นธรรมตามความเป็นจริง

วัดที่ "นิพพิทา" เมื่อเบื่อหน่าย ใจก็จะเอียงไปนิพพาน เบื่อแล้วถึงจะไปนิพพาน (อยากเองไม่ไปนะ)

พอเอียงไปได้แล้ว มรรคอื่นๆ ก็เติมเข้าไปๆๆ มันก็ครบ 8 ได้ในที่สุด

จะวิปัสสนามาก/น้อย ไม่ใช่ประเด็น
ประเด็นคือ "เบืื่อรึยัง"
ถ้า "เบื่อแล้วจะไปนิพพานแล้ว" ถือเป็นจุดตั้งต้นของเอกัคตา

เอกัคตาที่จะเป็นที่รวมขององค์มรรคได้จริงต้องมุ่งไปที่นิพพานจุดเดียว
เอกัคตาเป็นสมาธิธรรมดา อยู่ที่มันจะมีอารมณ์อะไร
ถ้ามุ่งไปลมหายใจ มุ่งไปอื่นๆ ไม่เต็มสักที
มันต้องมุ่งไปนิพพาน 
(สมาธิที่มีนิพพานเป็นอารมณ์คือ สมาธิที่เกิดกับมรรคจิต)

จะเบื่อได้ ต้องเห็นโทษ
ถ้ายังเห็นประโยชน์ ยังไม่เบื่อ

กระบวนการจึงมีมากมาย ให้เห็นโทษให้ได้ ให้เบื่อให้ได้ นี่คือหลักการ
เช่น แยกรูปนาม มาดูความเป็นที่พึ่งไม่ได้ อนิจจัง ตามสะดวก


มุฏฺฐสจฺจ

มุฏฺฐสจฺจ (ความไม่มีสติ)
ความระลึกไม่ได้
ความหวนระลึกไม่ได้
ความระลึกย้อนหลังไม่ได้
ภาวะที่ระลึกไม่ได้
ภาวะที่ทรงจำไม่ได้
ความเลื่อนลอย
ความหลงลืมสติ

นึกถึงกาย เวทนา จิต ธรรม นึกไม่ค่อยได้
นึกถึงลมหายใจไม่ค่อยออก นึกไม่ค่อยอยู่
กำหนดอย่างไรก็ไม่อยู่
ก็คือสติมันหลงลืม = ไม่มีสตินั่นแหละ
สติเอาไม่อยู่
หมดสติ ภาวะสุญญากาศทางสติ 5555

ไม่ค่อยมีสติจะต้องทำอะไรช้าๆ ก่อน จะได้ผูกสติ
ไม่มีหลัก ไม่มีฐาน ไม่มีแหล่ง
ดูอะไรอยู่ รู้อะไรอยู่ พิจารณาอะไรอยู่

ระลึกย้อนหลังไม่ได้นี่คือไม่มีสติ ไม่ใช่ไม่มีความจำ
ความจำเกิดกับจิตทุกดวงอยู่แล้ว
ทำอะไรแล้วไม่ระวัง ไม่ระลึกให้ดี
วางรองเท้าตรงไหนน้อ ... มองภาพไม่ออก
ไม่พิจารณาก็นึกไม่ออก

อสมฺปชญฺญ
ความไม่รู้ ความไม่เห็น
ลิ่มคืออวิชชา
อกุศลมูลคือโมหะ
ทำอะไร อย่างไร เพื่ออะไร จิตอะไรใช้ให้ไปทำ
คู้เหยียด ก้าวเดิน แลเหลียว
ถ้าไม่รู้ เป็นกิเลส

การไม่คุ้มครองทวาร


อินทริเยสุ อคุตตทวารตา = การไม่คุ้มครองทวารในตอนที่เป็นอินทรีย์

มีประตู มีทวารพร้อมจะให้เข้าอยู่เสมอ
ใจก็พร้อมจะรับรู้เพราะตื่นแล้ว (ตอนหลับไม่มีทวารใจ มีแต่ใจเกิดดับ ไม่มีมโนทวาร)
ไม่พร้อมจะรับแขก ไม่เตรียมนายทวาร
ไม่เตรียมยาม
ปล่อยเลื่อนลอย
ปล่อยใจไปไหนไม่รู้
ไม่มีสติเฝ้า
มีตา ไม่มียามเฝ้าตา เป็นกิเลส
มีหู ไม่มียามเฝ้าหู ก็เป็นกิเลส
ของรับเข้ามาทิ้งอนุสัยไว้เพียบ
เพราะไม่มีการเฝ้าดู
ถูกอภิชฌา และโทมนัสครอบงำ

โภชเน อมตฺตญฺญุตา

ไม่ตรวจสอบว่ากินเพื่ออะไร
บรรยาย 2 ชม.น่าจะพักบ้างนะ ^^

อปฏิสันถาร อสาขัลยะ

อปฏิสันถาร
ความไม่รู้จักต้อนรับผู้อื่น
ไม่ดูแล ไม่ใช่เรื่อง
ช่างมัน จะเป็นจะตายก็เรื่องของเธอ

อสาขัลยะ
วาจาไม่นิ่มนวล
หยาบคาย
เผ็ดร้อน จะทิ่มคนนู้นคนนี้
กระทบกระทั่ง
เป็นกาก เผ็ดร้อนต่อผู้อื่น
เกี่ยวผู้อื่นไว้ ยั่วให้โกรธ
ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ
ละวาจาเช่นนั้นเสีย

ปฏิสันถาร เป็นคุณธรรม เป็นกุศล การไม่มีก็เป็นกิเลส
1.        อามิสปฏิสันถาร - ร้อนมั้ย เอาน้ำมั้ย
2.        ธรรมปฏิสันถาร - บอกข้อเท็จจริง บอกธรรม

อขันติ

อขันติ

ความทนไม่ได้
อดไม่ได้
ดิฉันรับไม่ได้นะคะมาทำอย่างนี้
ความดุร้าย
ความเกรี้ยวกราด
ไม่เบิกบาน

เป็นกิเลส

ที่อดทนก็เพื่อสู้กับไม่อดทน (สู้กับกิเลส)

สู้กับกิเลส คือ ไม่ให้กิเลสได้ช่อง

ทนไม่ได้ก็จะกลายเป็น อโสรัจจะ

ความล่วงละเมิดทางกาย ทางวาจา
ล่วงเลยมารยาทของผู้ดี มารยาทสังคม
แม้ไม่ผิดศีลก็ไม่เสงี่ยม
เกิดจากกิเลสทะลุไป

มัททวะ

มัททวะ

ความอ่อนโยน พร้อมจะยอมรับ 
รับได้ ไม่โกรธ ใจไม่เด้งกลับ
เหมื่อนแม่รักลูก