เมื่อสำคัญว่าเรามี
ก็อยากให้เราที่สำคัญว่ามีนี้สำคัญ
เราจริงๆ ไม่มี
แต่ความสำคัญว่าเรามีมันมี (คืออาการมานะ)
วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
ุบุคคลบัญญัติ
สมยวิมุตฺโต = ผู้ได้สมาบัติ 8 และหลุดพ้นด้วย
อสมยวิมุตฺโต = ผู้ไม่ได้สมาบัติ 8 และได้หลุดพ้น
กุปฺปธมฺโม, ปริหานธมฺโม = ผู้มีธรรม (คือสมาบัติ 8) ที่เสื่อมได้
อกุปฺปธมฺโม, อปริหานธมฺโม = ผู้มีธรรม (คือสมาบัติ 8) อันไม่เสื่อม
เจตนาภพฺโพ, อนุรักฺขนาภพฺโพ
ภพฺพ = เหมาะสม สมควร
คือ ผู้ที่ได้สมาบัติ 8 แต่ไม่คล่องแคล่ว
ถ้าตามใส่ใจก็จะไม่เสื่อม ถ้าตามรักษาก็จะไม่เสื่อม
ปุถุชฺชโน
ปุถุ = หนา, เยอะ
ผู้ยังละสังโยชน์ 3 ไม่ได้ และไม่ปฏิบัติเพื่อไม่ละสภาวะเหล่านั้น
ผู้ที่ยังละสังโยชน์ 3 ไม่ได้
แต่กำลังปฏิบัติเพื่อที่จะละสังโยชน์ 3 ก็ไม่ได้เรียกปุถุชน
ฉะนั้น ปุถุชน ไม่ได้หมายถึง ผู้ที่ยังละสังโยชน์ 3 ไม่ได้เท่านั้น
ถ้าจะใช้คำนั้นจะใช้คำว่า อนริโย
(อนริโย ก็จะแบ่งเป็น ผู้ที่เป็นปุถุชน และไม่เป็นปุถุชน)
โคตฺรภู
ผู้ถึงโคตร ผู้ข้ามโคตร ครอบงำโคตรปุถุชนได้ ก้าวล่วงญาณของปุถุชน
โคตร = เหล่ากอ พืื้นฐาน นามสกุล เชื้อสาย
หมายถึง บุคคลก่อนจะเป็นพระอริยะ
ภยูปรโต
ผู้ที่งดเว้นจากบาปเพราะความกลัว = ปุถุชนผู้มีศีล และพระเสขะ 7 จำพวก
อุปรโต = งดเว้น
ภย = กลัว
อภยูปรโต
ผู้ที่งดเว้นจากการทำชั่วโดยไม่ต้องใช้ความกลัว
คือพระอรหันต์
ภพฺพาคมโน
ภพฺพ = เหมาะสม สมควร เป็นไปได้
คมโน = ไปสู่การตรัสรู้
ผู้ควร ผู้สามารถที่จะตรัสรู้ได้
อภพฺพาคมโน
ผู้ที่เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้ธรรม
มีเครื่องกั้น 7 อย่าง ได้แก่
สมสีสี
สม = เสมอ
สีส = สิ่งที่เป็นประธาน เป็นหลัก ศีรษะ
มีสิ่งที่เป็นประธานจบพร้อมกัน สิ้นพร้อมกัน
เป็นชื่อของพระอรหันต์ สิ้นอาสวะพร้อมสิ้นชีวิต
สิ่งที่เป็นหัวได้แก่ อวิชชา และชีวิตสีส (ชีวิตเป็นหัว)
พร้อมกัน หมายถึง ในวาระเดียวกันต่อเนื่องกัน
มรรค (ทำลายอวิชชา) - ปัจจเวก - จุติ (ทำลายชีวิตินทรีย์) - จบ
ฐิตกปฺปี
ผู้ทำกัปป์ให้ดำรงอยู่
ผู้ที่ยังอยู่กัปป์จะไม่ถูกทำลาย
บุคคลนี้เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล และเป็นเวลาที่กัปถูกไฟไหม้ กัปไม่พึงถูกไฟไหม้ตราบ เท่าที่บุคคลนี้ยังไม่ทำให้แจ้งโสดาปัตติผล บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแม้ทั้งหมด (แม้ผู้ที่ปฏิบัติเพื่อเป็นสกทาคามี, อนาคามี, อรหันต์ ก็เช่นกัน)
ความหมายคือ ถ้ายังมีคนปฏิบัติเพื่อบรรลุอยู่ เมื่อศาสนายังอยู่กัปป์จะไม่มีวันพินาศไป
อริโย = พระอริยะ 8 จำพวก
อนริโย = ที่ไม่ใช่พระอริยะ แบ่งเป็น เป็นปุถุชน และไม่เป็นปุถุชน
เสกฺโข = พวกเข้าโรงเรียน (มรรค 4 ผล 3)
อเสกฺโข = พวกเรียนจบแล้ว
เนวเสกฺขนาเสกฺโข = ทั้งไม่ได้เข้ารร.และก็ไม่ได้จบหลักสูตร
เตวิชฺโช
จุตูปปาตญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ อาสวักขยญาณ
ชื่อพระโสดาบัน
สตฺตกฺขตฺตุปรโม = ผู้มี 7 ชาติเป็นอย่างยิ่ง
ท่องเที่ยวสลับกันระหว่างเทวโลกและมนุษยโลก
ไม่ได้เกิดบนเทวโลก หรือมนุษย์โลกอย่างเดียว
โกลํโกโล = จากตระกูลสู่ตระกูล
ท่องเที่ยวไป 2-3 ตระกูล อันนี้ไปที่เดียวได้ไม่ต้องสลับ
เทพก็เทพตลอด มนุษย์ก็มนุษย์ตลอด
เอกพีช = 1 พืช
เกิดในมนุษยโลกอีก 1 ชาติ
อันนี้เกิดในมนุษย์เท่านั้นบรรลุเลย
สกทาคามี = มาสู่โลกนี้ หมายถึง กามภูมินี้ อีกครั้งหนึ่ง
สกึ = 1
ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นมนุษยืเท่านั้น
อนาคามี = ไม่มาสู่โลกนี้ คือ ไม่มาสู่กามภูมินี้อีก
น + อาคามี
อนฺตราปรินิพฺพายี
ไปเกิดในสุทธาวาส ชั้นใดชั้นนึง - อวิหา, อตัปปา, สุทัสสา, สุทัสสี, อกนิษฐ
(ในบาลีก็ยังใช้คำว่าสัคคะ - สวรรค์ คือไม่ได้แยกเทพกับพรหมออกมาชัดเจน)
อนฺตรา = ในระหว่าง, ในลำดับต่อมา
เกิดปุ๊บบรรลุเลย หรืออายุไม่ถึงครึ่งก็บรรลุ (ช่วงต้นถึงท่อนกลาง)
(อายุแต่ละชั้นก็ไม่เท่ากัน)
อุปหจฺจปรินิพฺพายี
ไปเกิดในสุทธาวาส ชั้นใดชั้นนึง
บรรลุตอนใกล้ตาย (ช่วงท่อนกลางถึงบั้นปลายชีวิต)
อสงฺขารปรินิพฺพายี
อสงฺขาร = ไม่ต้องขวนขวาย ไม่ต้องพยายาม
สสงฺขารปรินิพฺพายี
สสงฺขาร = ต้องใช้ความพยายามมาก
อุทฺธํโสโตอกนิฏฺฐคามี
เกิดครบทั้ง 5 ชั้น (4 ประเภทขั้นต้นจะเกิดชั้นใดชั้นหนึ่ง)
อุทฺธํ = เบื้องบน
โสโต = กระแส
อสมยวิมุตฺโต = ผู้ไม่ได้สมาบัติ 8 และได้หลุดพ้น
กุปฺปธมฺโม, ปริหานธมฺโม = ผู้มีธรรม (คือสมาบัติ 8) ที่เสื่อมได้
อกุปฺปธมฺโม, อปริหานธมฺโม = ผู้มีธรรม (คือสมาบัติ 8) อันไม่เสื่อม
เจตนาภพฺโพ, อนุรักฺขนาภพฺโพ
ภพฺพ = เหมาะสม สมควร
คือ ผู้ที่ได้สมาบัติ 8 แต่ไม่คล่องแคล่ว
ถ้าตามใส่ใจก็จะไม่เสื่อม ถ้าตามรักษาก็จะไม่เสื่อม
ปุถุชฺชโน
ปุถุ = หนา, เยอะ
ผู้ยังละสังโยชน์ 3 ไม่ได้ และไม่ปฏิบัติเพื่อไม่ละสภาวะเหล่านั้น
ผู้ที่ยังละสังโยชน์ 3 ไม่ได้
แต่กำลังปฏิบัติเพื่อที่จะละสังโยชน์ 3 ก็ไม่ได้เรียกปุถุชน
ฉะนั้น ปุถุชน ไม่ได้หมายถึง ผู้ที่ยังละสังโยชน์ 3 ไม่ได้เท่านั้น
ถ้าจะใช้คำนั้นจะใช้คำว่า อนริโย
(อนริโย ก็จะแบ่งเป็น ผู้ที่เป็นปุถุชน และไม่เป็นปุถุชน)
โคตฺรภู
ผู้ถึงโคตร ผู้ข้ามโคตร ครอบงำโคตรปุถุชนได้ ก้าวล่วงญาณของปุถุชน
โคตร = เหล่ากอ พืื้นฐาน นามสกุล เชื้อสาย
หมายถึง บุคคลก่อนจะเป็นพระอริยะ
ภยูปรโต
ผู้ที่งดเว้นจากบาปเพราะความกลัว = ปุถุชนผู้มีศีล และพระเสขะ 7 จำพวก
อุปรโต = งดเว้น
ภย = กลัว
อภยูปรโต
ผู้ที่งดเว้นจากการทำชั่วโดยไม่ต้องใช้ความกลัว
คือพระอรหันต์
ภพฺพาคมโน
ภพฺพ = เหมาะสม สมควร เป็นไปได้
คมโน = ไปสู่การตรัสรู้
ผู้ควร ผู้สามารถที่จะตรัสรู้ได้
อภพฺพาคมโน
ผู้ที่เป็นไปไม่ได้ที่จะรู้ธรรม
มีเครื่องกั้น 7 อย่าง ได้แก่
- กรรม - อนันตริยกรรม 5
- กิเลส - นิยตมิจฉาทิฏฐิ (นัตถิก~, อกิริย~, อเหตุก~) ความเห็นผิดที่ดิ่งมั่นคงไม่ยอมเปลี่ยน ไม่ยอมเชื่อใครแล้ว ฉะนั้น จะเห็นผิดก็อย่ามั่นเกินไป เอาให้อ่อนน้อมไว้ ให้แบบยังพอแก้ไขได้
พวกดิ่งมักจะเป็นอาจารย์ พวกเจ้าลัทธิ พูดบ่อย พูดจนตัวเองเชื่อไปด้วย - วิบาก - เกิดในภพภูมิไม่ดี หรือเป็นคนแต่บ้าใบ้บอดหนวก
- ไม่มีศรัทธา
- ไม่มีฉันทะ ไม่มีความรัก ความพอใจในคุณความดี ไม่รักดีใฝ่ดี
- ไม่มีปัญญา โดยเฉพาะ สชาติปัญญา ฟังไม่ออกโกหกมันไม่ดียังไง แยกแยะไม่ได้
- โง่เขลา ไม่มีอุปนิสัยมาในทางศีล สมาธิ ปัญญาเลย องค์มรรคไม่มีเลย
นิยโต
ผู้เที่ยงในทางไม่บรรลุ - นิยตมิจฉาทิฏฐิ
ผู้เที่ยงในทางจะบรรลุ - อริยบุคคล 8 จำพวก
ที่เหลืออเป็นผู้ไม่เที่ยง อนิยโต
ปฏิปนฺนโก = ผู้กำลังปฏิบัติ
หมายถึง ผู้ที่อยู่ในมรรค ผู้ที่มรรคเกิดรวม
ผเลฏฺฐิโต = ผู้ตั้งอยู่ในผล
สมสีสี
สม = เสมอ
สีส = สิ่งที่เป็นประธาน เป็นหลัก ศีรษะ
มีสิ่งที่เป็นประธานจบพร้อมกัน สิ้นพร้อมกัน
เป็นชื่อของพระอรหันต์ สิ้นอาสวะพร้อมสิ้นชีวิต
สิ่งที่เป็นหัวได้แก่ อวิชชา และชีวิตสีส (ชีวิตเป็นหัว)
พร้อมกัน หมายถึง ในวาระเดียวกันต่อเนื่องกัน
มรรค (ทำลายอวิชชา) - ปัจจเวก - จุติ (ทำลายชีวิตินทรีย์) - จบ
ฐิตกปฺปี
ผู้ทำกัปป์ให้ดำรงอยู่
ผู้ที่ยังอยู่กัปป์จะไม่ถูกทำลาย
บุคคลนี้เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล และเป็นเวลาที่กัปถูกไฟไหม้ กัปไม่พึงถูกไฟไหม้ตราบ เท่าที่บุคคลนี้ยังไม่ทำให้แจ้งโสดาปัตติผล บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคแม้ทั้งหมด (แม้ผู้ที่ปฏิบัติเพื่อเป็นสกทาคามี, อนาคามี, อรหันต์ ก็เช่นกัน)
ความหมายคือ ถ้ายังมีคนปฏิบัติเพื่อบรรลุอยู่ เมื่อศาสนายังอยู่กัปป์จะไม่มีวันพินาศไป
อริโย = พระอริยะ 8 จำพวก
อนริโย = ที่ไม่ใช่พระอริยะ แบ่งเป็น เป็นปุถุชน และไม่เป็นปุถุชน
เสกฺโข = พวกเข้าโรงเรียน (มรรค 4 ผล 3)
อเสกฺโข = พวกเรียนจบแล้ว
เนวเสกฺขนาเสกฺโข = ทั้งไม่ได้เข้ารร.และก็ไม่ได้จบหลักสูตร
เตวิชฺโช
จุตูปปาตญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ อาสวักขยญาณ
ชื่อพระโสดาบัน
สตฺตกฺขตฺตุปรโม = ผู้มี 7 ชาติเป็นอย่างยิ่ง
ท่องเที่ยวสลับกันระหว่างเทวโลกและมนุษยโลก
ไม่ได้เกิดบนเทวโลก หรือมนุษย์โลกอย่างเดียว
โกลํโกโล = จากตระกูลสู่ตระกูล
ท่องเที่ยวไป 2-3 ตระกูล อันนี้ไปที่เดียวได้ไม่ต้องสลับ
เทพก็เทพตลอด มนุษย์ก็มนุษย์ตลอด
เอกพีช = 1 พืช
เกิดในมนุษยโลกอีก 1 ชาติ
อันนี้เกิดในมนุษย์เท่านั้นบรรลุเลย
สกทาคามี = มาสู่โลกนี้ หมายถึง กามภูมินี้ อีกครั้งหนึ่ง
สกึ = 1
ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นมนุษยืเท่านั้น
อนาคามี = ไม่มาสู่โลกนี้ คือ ไม่มาสู่กามภูมินี้อีก
น + อาคามี
อนฺตราปรินิพฺพายี
ไปเกิดในสุทธาวาส ชั้นใดชั้นนึง - อวิหา, อตัปปา, สุทัสสา, สุทัสสี, อกนิษฐ
(ในบาลีก็ยังใช้คำว่าสัคคะ - สวรรค์ คือไม่ได้แยกเทพกับพรหมออกมาชัดเจน)
อนฺตรา = ในระหว่าง, ในลำดับต่อมา
เกิดปุ๊บบรรลุเลย หรืออายุไม่ถึงครึ่งก็บรรลุ (ช่วงต้นถึงท่อนกลาง)
(อายุแต่ละชั้นก็ไม่เท่ากัน)
อุปหจฺจปรินิพฺพายี
ไปเกิดในสุทธาวาส ชั้นใดชั้นนึง
บรรลุตอนใกล้ตาย (ช่วงท่อนกลางถึงบั้นปลายชีวิต)
อสงฺขารปรินิพฺพายี
อสงฺขาร = ไม่ต้องขวนขวาย ไม่ต้องพยายาม
สสงฺขารปรินิพฺพายี
สสงฺขาร = ต้องใช้ความพยายามมาก
อุทฺธํโสโตอกนิฏฺฐคามี
เกิดครบทั้ง 5 ชั้น (4 ประเภทขั้นต้นจะเกิดชั้นใดชั้นหนึ่ง)
อุทฺธํ = เบื้องบน
โสโต = กระแส
สัมมัตตนิยาม
นิยามที่ถูกต้อง
หมายถึง อริยมรรคมีองค์ 8
นิยาม = กฏเกณฑ์ ข้อกำหนด
สัมมัตต = ที่ถูกต้อง
ถ้ามี 8 มารวมกัน ถูกแน่นอน
ถ้าไม่รวม จะถูกขนาดไหน ก็ยังไม่ถูก
หมายถึง อริยมรรคมีองค์ 8
นิยาม = กฏเกณฑ์ ข้อกำหนด
สัมมัตต = ที่ถูกต้อง
ถ้ามี 8 มารวมกัน ถูกแน่นอน
ถ้าไม่รวม จะถูกขนาดไหน ก็ยังไม่ถูก
ภัย 4
- ทุคติภัย
- วัฏฏภัย - กลัวภัยในวัฏฏ อะไรที่ทำให้นมนานในวัฏฏะไม่กล้าทำ
- กิเลสภัย - กลัวกิเลสเกิด ระมัดระวัง
- อุปวาทภัย - กลัวการติเตียน ทั้งติเตียนตน ติเตียนผู้อื่น
ปุถุชน (ผู้มีศีล) กลัวทุกภัย
ไม่มีศีลก็ไม่กลัว
เป็นภยูปรโต
พระเสขะ กลัวข้อ 2-4 เป็นภยูปรโต
กลัวอยู่นาน
พูดมาก อยู่นาน
โม้เยอะ อยู่นาน
กินอร่อย อยู่นาน
พระอรหันต์ งดเว้นบาปแต่ไม่ใช่เพราะกลัวอะไร
เป็นอภยูปรโต
ปรามาส
ปรามาส เป็นชื่อของทิฏฐิ
สีลัพพตปรามาส
ไปจับยึดศีลและวัตรมาปฏิบัติเพื่อตน เพื่อของตน
ทำแบบนี้แล้วตนจะดีขึ้น
ทำแบบนี้แล้วตนจะได้นั่นนี่
พวกจับผิด
ก็คือไปจับเอาว่า
"เรามีศีล"
"ศีลของเรา"
"ถ้าเราทำอย่างนี้เราจะบริสุทธิ์ขึ้น"
วัตถุประสงค์ของศีลและวัตร เพื่อฝึกสติสัมปชัญญะ
ให้มีพื้นฐานที่ดีเพื่อไปทำสมาธิ และปัญญาต่อไป
สีลัพพตปรามาส
ไปจับยึดศีลและวัตรมาปฏิบัติเพื่อตน เพื่อของตน
ทำแบบนี้แล้วตนจะดีขึ้น
ทำแบบนี้แล้วตนจะได้นั่นนี่
พวกจับผิด
ก็คือไปจับเอาว่า
"เรามีศีล"
"ศีลของเรา"
"ถ้าเราทำอย่างนี้เราจะบริสุทธิ์ขึ้น"
วัตถุประสงค์ของศีลและวัตร เพื่อฝึกสติสัมปชัญญะ
ให้มีพื้นฐานที่ดีเพื่อไปทำสมาธิ และปัญญาต่อไป
วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
วิธีสร้างสุขแบบโง่ๆ
สร้างทุกข์ขึ้นมาก่อน
แล้วก็ไปหาทางดับทุกข์
รู้สึกสุขแล้ว....
อยากเย็น
หาไฟมาเผาตัวเองก่อน
ดับไฟ อาบน้ำ มีความสุข
เพื่อที่จะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเรื่อง
ก็หาเรื่องมาก่อน
แก้ปัญหา
รู้สึกหมดเรื่อง
วนอยู่อย่างนี้
จะทำไปทำอะไรเนี่ย
ไม่เห็นว่าตอนไม่มีกิเลส ไม่มีความอยากอะไรมันก็อยู่ได้
นั่นเป็นอาการอย่างนึงของนิพพาน
ไม่มีตัณหา
ลองมาสังเกตอาการอย่างนี้ดู
เกิดบ่อยนะ
แล้วก็ไปหาทางดับทุกข์
รู้สึกสุขแล้ว....
อยากเย็น
หาไฟมาเผาตัวเองก่อน
ดับไฟ อาบน้ำ มีความสุข
เพื่อที่จะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีเรื่อง
ก็หาเรื่องมาก่อน
แก้ปัญหา
รู้สึกหมดเรื่อง
วนอยู่อย่างนี้
จะทำไปทำอะไรเนี่ย
ไม่เห็นว่าตอนไม่มีกิเลส ไม่มีความอยากอะไรมันก็อยู่ได้
นั่นเป็นอาการอย่างนึงของนิพพาน
ไม่มีตัณหา
ลองมาสังเกตอาการอย่างนี้ดู
เกิดบ่อยนะ
อนุโลม โคตรภู มรรค
เอียงไปทางดับ
ไม่เอียงมาในทางเกิด
ในความรู้สึกไม่ได้มีเรามาโผล่ในความคิดความรู้สึก
เอียงไปนิพพาน
ไม่เอียงไปสังขาร
ตอนเอียงเรียก อนุโลม
ตอนล้ม ล้มค่อยๆ ล้ม เรียกค่อยล้ม
ล้มพอดี เรียก มรรค
ไม่เอียงมาในทางเกิด
ในความรู้สึกไม่ได้มีเรามาโผล่ในความคิดความรู้สึก
เอียงไปนิพพาน
ไม่เอียงไปสังขาร
ตอนเอียงเรียก อนุโลม
ตอนล้ม ล้มค่อยๆ ล้ม เรียกค่อยล้ม
ล้มพอดี เรียก มรรค
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)