วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2562

ถอดความภวังค์ ฌาน สมาธิ

ท่องพุทโธ ท่องไปท่องมาเคลิ้ม
เคลิ้มนี้เป็นภวังค์ เหมือนตอนง่วงนอน
พอง่วงนอน มันตกภวังค์ มันจะไม่สนใจ มันจะไม่ส่งออก

ในช่วงขณิกสมาธิเล็กๆ มันยังไม่เข้มข้น มันก็เป็นภวังค์แล้วนะ (ถ้าดูเป็นจะเห็น นี่เริ่มเป็นภวังค์แล้ว)
ภวังค์ ก็เป็นความรู้สึกตัว ที่จิตมันจะไม่ส่งออกไปข้างนอก มันเข้าไปที่สภาพเดิมของมัน

ในขณิกสมาธิ นี่เรียก ภวังคุบาท 
เช่น ท่องพุทโธๆๆ ไม่ส่งออก อันนี้เป็นภวังค์ 
หยุดท่องภวังค์ขาดทันที

แต่ถ้าเริ่มไม่ขาด จิตเริ่มละเอียดขึ้น 
ก็จะเริ่มเห็นอ่อที่เกิดดับไปไม่ใช่ตัวตนอย่างนี้ 
จะเป็นภวังค์ตัวที่สอง ชื่อภวังคจลนะ (อยู่ในอุปจารสมาธิ) 
ภวังค์นี้เขาใช้เจริญวิปัสสนาญาณ

พอเข้าอัปปนาแล้วเจริญวิปัสสนาญาณไม่ได้ 
ในอัปปนาสมาธิจะเป็นภวังคุปัจเฉท มันตัดขาดหมด เรียกว่า แนบสนิทเป็นหนึ่ง 
พอเป็นหนึ่งก็แน่วแน่ ไอ้ตัวกระบวนการทำงานภายใน ที่จะไปคิดนั่นนี่ก็หยุด 
แต่ว่ามันก็ยังมี “เจตนา” อยู่ เป็นตัวภพ คือยังไม่ใช่มรรคผลนิพพานนั่นแหละ 
ฌานนี่แปลว่าเพ่ง เจตนาที่จะเพ่งยังมีอยู่ จึงเป็นภพ

อัปปนาสมาธิ จึงเข้าฌาน ถ้ายังไม่อัปปนา ยังไม่เป็นฌาน ฌานแปลว่าเพ่ง
ถ้าเพ่งลมหายใจ เพ่งกสิณ พวกนี้เรียกรูปฌาน
ถ้าเพ่งอากาศ ช่องว่า เรียกอรูป

ทีนี้พอเพ่งแล้วแน่วแน่เป็นหนึ่ง เรียก เอกัคคตา
วิตก วิจารณ์ ปีติ สุข เอกัคคตา ตัวเอกัคคตานี้คือตัวสมาธิ
ฌานจึงทำให้เกิดสมาธิ ในสัมมาสมาธิก็คือฌานสี่ เพราะอาศัยการเพ่งจนเกิดเอกัคคตา


ทีนี้เวลาเจริญวิปัสสนา จะถอยออกจากฌานมาที่อุปจารสมาธิ 
เขาไม่ได้ทิ้งสมาธิ เขาเก็บความตั้งมั่นไว้ แต่ถอนออกจากการเพ่ง 
เพราะจิตที่มันได้ความตั้งมั่นจากการเพ่งนี่มันได้มาแล้ว 
แต่ทีนี้ถ้ามันแน่วแน่เกินไป มันจะไม่มีการทำงานภายใน 
เขาก็ถอยออกจากการเพ่ง แต่ความตั้งมั่นยังอยู่ 

พอมาอยู่ในอุปจารสมาธิ ความจำปรากฏขึ้นมันก็เห็น 
“อ้าว ความจำไม่มีตัวตนนี่” เพราะตัวตั้งมั่นมันเป็นผู้ดู

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2562

เพื่ออะไร ทำอย่างไร

มาศึกษาเพื่ออะไร
ก็ต้องรู้ด้วยว่าข้อปฏิบัติหรือปฏิปทานี่เป็นอย่างไร

จะศึกษาเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน
จะศึกษาเพื่อความปล่อยวาง
จะศึกษาเพื่อความสำรอกราคะ
จะศึกษาเพื่อให้ถึงความไม่เกิด ไม่แก่ ฯลฯ ไม่ต้องทุกข์ อุปายาส
จะศึกษาเพื่อให้ถึงความไม่ต้องพบกับสิ่งที่ไม่ต้องการอีกต่อไป
จะศึกษาเพื่ออะไรก็แล้วแต่

ต้องรู้ด้วยว่าข้อปฏิบัติทำอย่างไร
ไม่งั้นมันก็จะเป็นการพูดลอยลมไป

ข้อปฏิบัติให้ถึงสิ่งเหล่านี้ คืออริยมรรคมีองค์ 8
แค่มีสัมมาทิฏฐิ ก็ได้รับประโยชน์
ได้รับประโยชน์ตามส่วนที่เห็น
คิดถูกขึ้น ก็สงบขึ้น
สติมากขึ้น ก็สงบขึ้น ตามส่วน

เพราะมันเป็นทางเดิน
เมื่อเดินไปมันก็ชัดขึ้นๆ

ถ้าไม่มีมรรคนี่
เรียนๆ ไปอาจจะเหมือนปล่อยวาง
มันก็วางแค่เรื่องนี้แหละ
เรื่องอื่นมันก็ไม่วาง ถ้าไม่ได้เดินมรรค

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2562

สามัญญ พรหมัญญ

มรรคชื่อว่าสามัญญบ้าง พรหมัญญบ้าง

สามัญญ
แห่งความสงบ
สามัญญผล = โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตตผล

พรหมัญญ
แห่งความประเสริฐ
พรหมัญญผล = โสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตตผล

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2562

จะปล่อยวางได้ ก็ต้องมีความรู้ทะลุปรุโปร่ง

จะปล่อยวางได้
ก็ต้องมีความรู้ทะลุปรุโปร่ง

จะมีความรู้ทะลุปรุโปร่ง
ก็ต้องทำให้ถูก...ถูกทั้งหมด
ทั้งความเห็น ความคิด คำพูด กระทำ การใช้ชีวิต

อริยมรรคจึงทำให้เกิดวิชชา ญาณ

แยกแยะผิดถูก

อริยมรรคนี่เป็นตัวแยกผิดถูก
แยกง่ายมากๆ
ไม่ต้องดูอะไรเยอะ
ตามมรรค - ถูก
ไม่ตามมรรค - ผิด

เอาตัวสภาวะมาพูดเลย
ไม่ได้ผิดถูกแบบเปรียบเทียบอะไร
มิจฉัตตธรรม ผิดแน่ๆ
เรื่องสุข ตัวตน เรา ของเรา อันนี้ผิดแน่ๆ
จะเอากามคุณ จะเอาสุข ติดข้อง คิดพยาบาท เบียดเบียน ผิดแน่ๆ

ดูความเห็น
มันเห็นว่าเที่ยงหรือไม่เที่ยง
มันเห็นว่าแน่หรือไม่แน่
ถ้ายังเที่ยง ยังแน่ อันนี้ผิด

อกุศลธรรม = มิจฉาทิฏฐิ --- มิจฉาสมาธิ
กุศลธรรม = สัมมาทิฏฐิ --- สัมมาสมาธิ

วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2562

ผู้มีการศึกษา

การได้รับการศึกษา
แม้จะพูดเป็นลำดับว่าศีล สมาธิ ปัญญา
แต่การศึกษาเขาไม่ได้วัดที่ศีล
แต่วัดที่ มีสัมมาทิฏฐิมั้ย

การศึกษาเริ่มต้นที่ความรู้
ไม่ได้เริ่มต้นที่ศีล

ความเห็ฯที่ถูกต้องนี่จะทำให้เข้าใจว่า
สิ่งต่างๆ นี่มันเป็นตามเหตุตามปัจจัย
อยากได้อะไรก็เพียรทำเหตุให้เต็มที่เอา
คนมีการศึกษาจึงไม่บ่นอะไรตามธรรมชาติ

ปฏิปทา

ปฏิบัติอริยมรรค ต้องทำจนเป็นปฏิปทา
เป็นปฏิปทา หมายถึง
ทำจนเป็นวิถีชีวิต
ทำจนเป็นธรรมชาติ
ทำจนเป็นคนแบบนี้ เป็นนิสัยไปแล้ว เป็นข้อปฏิบัติของตนเอง

เป็นปฏิปทาแล้วมันจะแน่นอน
คือ มันจะเป็นอย่างนี้แหละ

มรรคที่เป็นหนทาง
เป็นปฏิปทา
ต้องทำอย่างสืบต่อ ต่อเนื่อง
มากน้อยไม่เป็นไร ทำไปเรื่อย

เหมือนจุดไฟ
ก็ปั่นไปเรื่อย
อันนี้เปรียบมรรคที่เป็นปฏิปทา/หนทาง
จนไฟลุก อันนี้จะเป็นมรรคที่เปรียบถึงการเผาทำลาย