วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2563

อุจเฉททิฏฐิกับความหายป่วย

เพลินกับความคิดที่ว่ามันจะไม่มีอีกแล้ว
ไม่ต้องเจออีกแล้ว

เช่น ป่วยแล้วหายป่วย
สวดมนต์แล้วทุกข์หายก็ยินดีว่าเออฟาดเคราะห์หมดไปละ
เพลินภาวะที่ไม่มีอันนั้นๆ นึกว่ามันจะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป
นึกว่ามันจะไม่มีอีกแล้ว (อุจเฉททิฏฐิ)

ความอยากจะได้ผลไม่ใช่ความเพียร

ความอยากจะได้ผลนี้
ไม่ใช่ความเพียร (แม้จะดูเหมือน)

รู้มรรคเป็นมรรค

อารมณ์ฝ่ายสังขาร

ทำอะไรเกิดผลขึ้นมี เช่น ความสงบ ความรู้ความเห็น
ต้องกำหนดเป็นทุกขสัจ และกำหนดมรรคเป็นเหตุ (ต้องทำเพิ่มขึ้นไป)
ไม่งั้นอวิชชาแทรก

รู้มรรคเป็นมรรคด้วย
ทำแล้วได้ผลขึ้นมาก็ต้องกำหนดว่าเป็นเหตุด้วย

ถ้าไม่กำหนดอวิชชาก็จะเข้าไปอยู่ในมรรค

ความรู้ต้องครบทั้ง 4 ประเด็น
ต้องรู้สมุทัยเป็นสมุทัย รู้นิโรธเป็นนิโรธ
รู้มรรคเป็นมรรคด้วย ไม่ใช่แค่รู้ทุกข์เป็นทุกข์

จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น

บางท่านอารมณ์เหมือนไม่มีกิเลส
แต่ตราบเท่าที่ไม่แจ้งนิพพาน
กิเลสไม่เกิดทั้งชาติมันก็ยังไม่เที่ยง

ในสติปัฏฐานท่านจึงกันเอาไว้ว่า
จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น
บางคนศีลดี วัตรดี กิเลสไม่ค่อยเกิด
ก็เข้าใจไปว่าจิตบริสุทธิ์ แม้ทำได้ทั้งชาติ
พอตายลง ชาติหน้ากิเลสก็เกิดใหม่

สิ่งที่จะทำให้จิตบริสุทธิ์มีเพียงมรรคแปด
และต้องเป็นมรรคแปดแบบมารวมกันด้วยไม่ใช่มรรคแปดแบบโลกิยะ
ตรงนี้ต้องแม่น

ถ้าแบบโลกิยะ เช่น พวกสติปัฏฐาน
มันจะละได้เฉพาะแบบตทังคะ และ วิกขัมภนะ

พอไม่กำหนด มรรคที่สร้างขึ้นมา
จะหลงว่า "เราบริสุทธิ์ขึ้น" อันนี้ไม่ใช่นะ

สิ่งที่สร้างขึ้นกำหนดเป็นเหตุ
หน้าที่ต่อเหตุคือต้องทำให้เจริญขึ้น
ส่วนผลกำหนดเป็นทุกขสัจ เรื่อยไปจนถึงนิพพาน

ไม่รู้อะไรก็ได้ในอริยสัจ ก็เป็นอวิชชา
จะไปนิพพาน แต่ไม่กำหนดนิพพานก็เป็นอวิชชา

ฉันก็ปฏิบัติไปเรื่อยๆ
อันนี้ก็เป็นอวิชชาเพราะไม่กำหนดนิพพานว่าเป็นเป้าหมาย

บางคนพูดดี นิพพานอยากไม่อยากก็ถึง
อันนี้ก็โง่ที่ไม่กำหนดเป้าหมาย
พระพุทธเจ้าสอนแล้วสอนอีก
ให้จิตเอียงไปนิพพาน สอนจะจะขนาดนี้ยังจะไปเฉยๆ อยู่ได้

ภาวนามันก็จะสบายไปเรื่อย
สบายไปเรื่อยมันก็คือทุกขสัจนั่นแหละที่มันเปลี่ยนหน้าไปเรื่อย ละเอียดขึ้น

วิธีจึงต้องเดินไปเรื่อย
และต้องกำหนดมรรคเป็นมรรคด้วย
ไม่งั้นมันก็ไม่เดิน มันก็คาอยู่ที่เดิม


为而不争

圣人之道 为而不争

---

不负责任的那个快乐是很短暂的

---


息怒

王爷息怒
我等带世子来县衙
也是为了他的声誉着想

如今所有人都怀疑世子是凶手
倘若李大人不作为
将世子放了
恐怕难堵悠悠众口
反倒会引得流言四起
无中生有

不如请世子占据县衙
我等尽快查明真相
还世子一个清白
也不至于让世子落人口舌
影响了前程

วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2563

นอนเนื่อง

อย่างไรคือนอนเนื่อง

กามราคานุสัยนอนเนื่องในสุขเวทนา ด้วยอาการดังต่อไปนี้

  • มีความเพลิดเพลินยินดี
  • ชื่นชม ยึดติด
  • แสวงหา
ปฏิฆานุสัยนอนเนื่องในทุกขเวทนา ด้วยอาการดังต่อไปนี้
  • เศร้าโศก
  • ลำบาก ร่ำไร
  • ทุบอกชกตัว
  • ถึงความหลงไหลลุ่มหลงว่าเราเป็นทุกข์ เราเป็นผู้ทุกข์ เราไม่น่าจะทุกข์
อวิชชานุสัยนอนเนื่องในอทุกขมสุขเวทนา ด้วยอาการดังต่อไปนี้
  • ไม่รู้ชัดความเกิด
  • ไม่รู้ชัดความดับ
  • ไม่รู้ชัดอัสสาทะ - อาทีนวะ
  • ไม่รู้ชัดนิสสรณะ

วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2563

12 ม.ค.63 กราบพระเกสา

กรรมจัดสรร จากที่ไปไม่ทันเข้าไม่ได้
เป็นได้นั่งข้างๆ ท่านอย่างนาน
เมื่อกราบก็ปีติกระทบไปตามธรรม
ทุกครั้งที่ก้มกราบ หรือแม้แต่นะโมในใจน้ำตาก็จะรื้นขึ้นมา

สวดมนต์ตามคณะเจ้าภาพ
พยายามฟังสำเนียงแขก
ฟังออกเพียงกรณียเมตตสูตร
ราวกะท่านเทศน์ให้ฟัง
โดยเฉพาะตอนจบท่านบอกนะว่า
ทำอย่างนี้นะ แล้วการไปอยู่ในครรภ์จะไม่ต้องมีอีกต่อไป

ถวายสติลมหายใจไป 100 ลมหายใจเป็นพุทธบูชา
เพื่ออยากจะดูว่า ด้วยศรัทธาแล้วประกอบเข้ากับความตั้งใจที่จะถวายต่อท่าน
มีผลเป็นอย่างไร

สิ่งที่สังเกตได้คือ
ความประณีตในงานที่ทำ
ลมหายใจไม่ได้สมบูรณ์แบบไม่มีที่ติ
มีขาดมีหายเป็นปกติ แต่ก็ด้วยความรู้ในแต่ละลมเข้าออกว่ามันขาดหายไปอย่างไร
ความคิดที่แทรก ก็แว่บมาแล้วจากไป ไม่แทรกยาวกว่าลมหายใจ

ผลหลัง 100 คือ
ความสงัดระงับนิ่งต่อหน้าท่าาน
แม้หลวงปู่อร่ามจะอยู่เบื้องหลังก็แน่วแน่ต่อการปฏิบัติบูชาท่าน

สรุปผลของศรัทธาที่ประกอบนี้
จะมีสติปัญญาประกอบอยู่เป็นเบื้องหลัง
มีความประณีต และแน่วแน่คอยประคอง
มีความตั้งมั่นเดี่ยวที่จะทำถวายแม้จะแว่บ แต่ไม่วอกแว่ก
และเห็นทางแห่งความแนบสนิทที่เป็นไปได้