วันจันทร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2564

อาเนญชาภิสังขาร

 อเนญชาภิสังขาร 

เจตนาจะสร้างความไม่หวั่นไหวขึ้น 

ความหวั่นไหวคือรูป ว่ามันแตกสลายถูกทำลายได้ พวกนี้จึงเป็นพวกอรูป

ไม่ใช่ทุกกรรมจะก่อวิบาก

ไม่ใช่ทุกกรรมจะก่อวิบากได้


กรรมบางกรรมก่อวิบากไม่ได้ สร้างวิญญานไม่ได้ อันนั้นเรียก สหชาติกรรม


ส่วนกรรมที่ก่อวิบาก สร้างวิญญานได้ เรียก อภิสังขาร


ก็คือเฉพาะเจตนาที่สามารถสร้างวิบากได้


ไม่ใช่ทุกเจตนาจะสร้างภพใหม่ เช่น เจตนาจะเดินจงกรม อันนี้ไม่สร้างภพใหม่ ไม่เป็นอภิสังขาร 

หรือเจตนามาฟังธรรมเฉยๆ ไม่ได้จะฟังเอาไปสวรรค์อะไร อันนี้ก็ไม่ได้นับเข้าปฏิจจสมุปบาท

นัย 4 ของปฏิจจสมุปบาท

 การเข้าใจปฏิจจสมุปบาท ต้องเข้าใจอรรถะ 4 นัยให้ดี


ปฏิจจสมุปบาทนี่มันเป็นองค์ประกอบที่แตกต่างกัน 12 อัน เกิดดับสืบเนื่องกันโดยไม่ขาดสาย


เอกัตนัย 


ปฏิจจสมุปบาทนี่สืบเนื่องเป็นสายเดียวกันไม่ขาดสาย 


ถ้าเห็นถูก จะละความเห็นว่าขาดสูญ เพราะเหตุมี ผลย่อมมี


แต่ถ้าเห็นผิด จะเข้าใจว่ามันเป็นสัสสตทิฏฐิ เพราะเห็นว่ามันเป็นสายเดียวกันแบบไม่ตัดตอน คือไปเข้าใจว่ามันเชื่อมต่อกันจริงๆ 


อันที่จริงมันต่อกัน แต่มันก็ไม่ได้เชื่อมกันจริงๆ มันตัดเป็นคนละภาวะ แต่เชื่อมกันด้วยอำนาจปัจจัย


====


นานัตนัย 


แต่ละสภาวะในปฏิจจสมุปบาทนี่แยกขาดจากกันเลย เป็นคนละตัว อวิชชาก็ไม่ใช่สังขาร อวิชชาก็เกิดดับเลย, สังขารคือเจตนาก็เกิดดับเลย, วิญญานก็เป็นสภาวะอีกอย่างหนึ่งเกิดดับ มันแยกกัน มันไม่ใช่ตัวเดียวกัน


ถ้าเห็นถูก ก็จะละสัสสตทิฏฐิ คืออวิชชาก็ไม่เที่ยง เกิดและดับไปแล้ว, ก่อให้เกิดสังขาร ที่ไม่เที่ยงเช่นกัน ไม่มีอะไรค้างอยู่


แต่ถ้าเห็นผิด จะไปถืออุจเฉททิฏฐิ เห็นว่ามันไม่ต่อกัน มันสูญ เพราะว่ามันคนละอันกัน


จริงๆ มันเกิดแล้วดับก็จริง แต่ว่ามันมีปัจจัยไปต่อให้คนอื่น


====

อัพยาปารนัย


แต่ละสภาวะไม่มีความขวนขวาย ไม่มีผู้มีอำนาจ อวิชชาไม่ได้อยากหรือไม่อยากให้สังขารเกิด, สังขารไม่ได้มีเจตนาให้วิญญานเกิด มันเป็นแค่ เหตุ-ผล ที่เป็นอย่างนั้น


ถ้าเห็นถูก จะละอัตตทิฏฐิ คือความเห็นว่ามีผู้สร้าง มันไม่ได้มีอำนาจจริงๆ แต่มันมีปัจจัยของมัน


ถ้าเห็นผิด จะไปเห็นว่าเป็นกิริยทิฏฐิ มันไม่มีใครทำงั้นก็ไม่ต้องทำอะไร กลายเป็นไม่เป็นอันทำอะไร


====

เอวังธัมมตานัย


เป็นธรรมดาของปัจจยาการเช่นนั้นเอง อวิชชาปัจจยาสังขารา สังขารจะมีขึ้นก็เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จะขาดอวิชชาไม่ได้ เป็นธรรมดาของมันอย่างนั้น


ถ้าสังขารมา แสดงว่าอวิชชาต้องมา จะแบบเดี่ยวๆ ลอยๆ ไม่ได้


ถ้าเห็นชอบ ก็จะละ อเหตุกทิฏฐิ และอกิริยทิฏฐิ


ถ้าเห็นผิดก็จะถือว่าไม่มีเหตุไปเลย และถือนิยตะ คือถือว่ามันเป็นอย่างนั้น คือมันเป็นอย่างนั้นก็จริง แต่ถ้าทำเหตุอื่น มันก็ไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ไง

กิเลสเยอะ บาปมั้ย

 กิเลสจะเยอะขนาดไหน 

ถ้าไม่ประกอบเจตนาก็ไม่บาป 

แต่ถ้าประกอบเจตนาก็เป็นกรรม นั่นแหละบาป

ดูก่อนภารดา

 ดูก่อนภารดา


ไฟไหม้ต้องมีสาเหตุ

แต่ที่ควรทำก่อนคือดับไฟ

กำหนด

 กำหนด = ปริคฺคณฺหาติ (ปริคคัณหาติ)


ความสามารถในการบ่งชี้ บ้างบอก แยกแยะโดยชัดเจน


"กำหนดแบบสติ" 

มีอารมณ์จดจ่อกับสิ่งนั้น เช่น กำหนดกาย มีอารมณ์จดจ่ออยู่กับกาย ไม่คลาดเคลื่อนไปจากกาย


"กำหนดแบบปัญญา" 

ปัญญากำหนดกาย หมายถึง ปัญญาไปแจกแจงกายออกเป็นธาตุสี่ หรือเป็นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง


เป็นอาการคนละอย่าง แต่เวลาแปล ใช้คำว่ากำหนดเหมือนกัน

รวมสำนวนจากหนังจีน/qi pa shuo

 胸有激雷而面如平湖者,可拜上将军!


泰山崩于前而色不变,麋鹿兴于左而目不瞬


整个成熟的过程

从允许自己崩溃,

到允许别人崩溃

这些过程都是要自己发现的


知道自己是一个脆弱的人 

是个弱智

原谅自己

知道自己是个未成年人

慢慢地走上成年的道路


我觉得成年人的另一个标志就是不是那么喜欢争输赢


人生不能寄望在别人身上

不管别人是恶意还是善意

都不要寄望在别人身上


你藏不藏其实就在于你在不在乎别人


如果你根本就觉得别人帮不上什么忙

那你在别人面前展现崩溃这件事情是换不来什么的


它换来很多别人的干扰


藏了是因为我受不了我自己事后的后悔

我承受不了那个挫败感给我的冲击


我们跟一个人相处不只是在评价他

是在塑造他


一个人有多少被人喜欢的能力

他才在这个社会上有多少不被喜欢的权利