สังขตะ หมายถึง ธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง
อสังขตะ หมายถึง ธรรมที่เป็นที่ดับของสังขตะ ธรรมที่สามารถดับสังขารได้ ไม่ใช่สังขารพังไป แต่เป็นธรรมที่ดับสังขาร
ถ้ายังเห็นตาว่าดี จะยังมีตามต่อไป
อริยมรรคคือทางเป็นที่ดับตา
สังขตะ หมายถึง ธรรมที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง
อสังขตะ หมายถึง ธรรมที่เป็นที่ดับของสังขตะ ธรรมที่สามารถดับสังขารได้ ไม่ใช่สังขารพังไป แต่เป็นธรรมที่ดับสังขาร
ถ้ายังเห็นตาว่าดี จะยังมีตามต่อไป
อริยมรรคคือทางเป็นที่ดับตา
มโน เท่ากับ ภวังค์ และอาวัชนะ (มโนทวาราวัชนะ)
ธรรม คือเว้น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสกายเสีย ที่เหลือคือธรรม
มโนและธรรม ทำให้เกิดมโนวิญญาณ
ธรรมสามประการรวมกันเป็นผัสสะ
ในปฏิจจสมุปบาทหมายเอา นามและรูป ที่เกิดจากวิญญานเป็นปัจจัย
นาม ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์
ไม่ใช่เวทนาทั่วไป ไม่ใช่สัญญาทั่วไป ไม่ใช่สังขารทั่วไป
เฉพาะนามขันธ์สาม ที่เกิดจากวิญญานเป็นปัจจัยเท่านั้น หมายเอาในที่นี้ ไม่รวมวิญญานขันธ์ด้วย เพราะกล่าวไปแล้ว
การพูดถึงองค์ธรรมปฏิจจสมุปบาท จะไม่พูดลอยๆ จะพูดเป็นปฏิจจสมุปปันธรรม เช่น นาม จะไม่พูดนามเฉยๆ จะพูดว่านามที่เกิดจากวิญญานเป็นปัจจัย
ถ้าพูดลอยๆ มันจะงง
จะพูดเป็นเงื่อนไข ถ้าเงื่อนไขมันบังคับมา มันก็จะไม่สงสัย
---
รูป ในปฏิจจสมุปบาท
ก็หมายเอาเฉพาะรูปที่มาจากวิญญาน ไม่ได้รวมถึงรูปที่มาจากอาหาร มาจากอื่นๆ
อย่างรูปที่กินแล้วอ้วนนี่อันนี้ทำมา เหมือนจะมีอำนาจควบคุม แต่ไม่ใช่รูปในปฏิจจสมุปบาท
รูปในปฏิจจสมุปบาทมันถูกล็อคมาแล้ว เราไม่มีอำนาจอะไรเลย เหมือน ชาติแล้วต้องแก่ ต้องตาย อันนี้ทำอะไรไม่ได้เลย
อันนี้ถึงจะเป็นหลักพิจารณาที่ทำให้ความมีตัวตนหายหมด (ตรงที่มันทำอะไรไม่ได้ ไม่มีตรงไหนที่คุมได้) ทุกอย่างมาจากอำนาจปัจจัย
รูปในปฏิจจสมุปบาทจึงไม่พิจารณารูปที่เหมือนจะควบคุมได้ เช่น ยื่นแขนออกไป จิตคิด ก็ดันยื่นออกไปได้เสียด้วย แต่เขาพิจารณารูปจากวิญญานวิบาก เกิดจากกรรม หนีไม่ ออก
ไม่ได้พิจารณาทุกรูป มันจะไม่ล็อคเป้า
----
ถ้าในแบบ 1 ขณะจิต
วิญญาณปัจจยา นามรูปํ
รูป หมายเอาถึง หทยรูป ที่เป็นที่เกิดของวิญญาณ
การขยายความ "สังขาร" ในปฏิจจสมุปบาท จะขยายออกมาเป็นสองชุด
1. ปุญญา อปุญญา อาเนญช
2. กาย วจี จิตสังขาร
แต่ก็อันเดียวกันคือ เจตนาที่สร้างวิบากออกมาได้
ไม่ใช่เจตนาทั้งหมด หมายเอาแค่เจตนาที่สร้างวิบากได้
คือ "ต้องการเอาขันธ์ห้าบางอย่าง"
ทำไมต้องการเอา ?
เพราะเขาไม่รู้ว่ามันเป็นทุกข์
ถ้าต้องการกระทำโดยสติสัมปชัญญะ คือรู้ว่าทำโดยจำเป็น เช่น ถ้าไม่กินจะไม่มีแรง ไม่มีแรงไม่มีสมาธิ ไม่มีสมาธิไม่มีปัญญา อันนี้ไม่ใช่สังขารในปฏิจจสมุปบาท
แต่ถ้ากินเพื่อจะได้ไม่โมโหหิว คือเพื่อจะเอาเวทนา
---
ปุญญาภิสังขาร = กุศลเจตนา ที่เป็นกามาวจร รูปาวจร
อปุญญาภิสังขาร = อกุศลเจตนาที่เป็นกามาวจร
อาเนญชาภิสังขาร = กุศลเจตนาที่เป็นอรูปาวจร
กายสังขาร
เจตนาที่ปรุงแต่งสร้างวิบากโดยใช้กายเป็นทางออก
เช่น กายทุจริต กายสุจริต
วจีสังขาร
เจตนาที่ปรุงแต่งสร้างวิบากโดยใช้วาจาเป็นทางออก
จิตสังขาร
เจตนาที่ปรุงแต่งสร้างวิบากโดยใช้จิตเป็นทางออก เช่น พวกทำสมาธิ
อเนญชาภิสังขาร
เจตนาจะสร้างความไม่หวั่นไหวขึ้น
ความหวั่นไหวคือรูป ว่ามันแตกสลายถูกทำลายได้ พวกนี้จึงเป็นพวกอรูป