วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2567

ว่าด้วยหลักสูตร

หลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกบาลีควรเป็นไปในทิศทางใด ควรปรับปรุงจริงหรือไม่?
...
ขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า พระธัมมเจ้า พระสังฆเจ้า คณาจารย์ผู้สืบทอดพระพุทธพจน์มาจนถึงยุคสมัยปัจจุบัน และครูบาลีทุกแผนกในสยามประเทศ ทั้งบาลีใหญ่ บาลีสนามหลวง และบาลีสากล โดยไม่แบ่งแยก เนื่องจากการศึกษาบาลีในแง่มุมดังกล่าวมานี้ล้วนแต่เกื้อกูลแก่การเรียนพระพุทธพจน์ทั้งสิ้น ฯ ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกบาลีแบบปัจจุบันในสยามประเทศ เพื่อความเข้าใจอันดีของบุคคลทั่วไป ฯ
.
 ก่อนจะแสดงทัสสนะว่าหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกบาลีควรเป็นไปในทิศทางใด ควรปรับปรุงจริงหรือไม่ สิ่งที่จำเป็นต้องเข้าใจคือหลักสูตรนี้สอนอะไร สิ่งใดคือจุดเด่นและสิ่งใดไม่ใช่จุดเด่นในหลักสูตรนี้ ข้อความเรื่องหลักสูตรฯ ดังต่อไปนี้ มาจากประสบการณ์ของคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับหลักสูตรนี้มากว่าครึ่งชีวิต เป็นนักเรียนบาลีศึกษาในหลักสูตรนี้นาน ๑๐ ปี เมื่อเรียนจบแล้วก็เป็นครูสอนบาลี วิทยากรอบรมบาลี และกรรมการสอบบาลีศึกษา นอกจากนี้ ยังได้ผ่านการเรียนบาลีในแง่มุมอื่น คือ หลักสูตรอักษรศาสตรบัณฑิต (ภาษาบาลีและสันสกฤต) อักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต (ภาษาบาลี-สันสกฤต และพุทธศาสนศึกษา) และทำงานด้วยภาษาพระปริยัติธรรมอื่นที่มิใช่ภาษาบาลีอีกด้วย
.
 โดยสรุป หลักสูตรบาลีสนามหลวงคือหลักสูตรที่สร้างพื้นฐานอันดีในการศึกษาพระพุทธพจน์อย่างเป็นขั้นเป็นตอน 
.
- เริ่มต้นตั้งแต่สอนบาลีไวยากรณ์ฉบับ simplified ที่ปรับให้มีระบบคล้ายกับตะวันตก ไม่ใช่ไวยากรณ์ตามจารีตบาลีใหญ่ และไม่ใช่ไวยากรณ์ที่อิงภาษาศาสตร์แบบบาลีสากล แต่เป็นทางลัดที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้เรียนรู้และฝึกแปลได้โดยใช้เวลาไม่นานนัก (เมื่อเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ได้แล้ว จะไปเรียนบาลีในมุมอื่นๆ เพิ่มเติมก็จะเป็นประโยชน์ยิ่งขึ้น) 
.
- สอนเรื่องความสัมพันธ์ (syntax) เพื่อใช้ในการแปล
.
- สอน “วิธีการเข้าถึงพระไตรปิฎก” อันประกอบไปด้วยพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม แม้ว่าจะมิได้เรียนเนื้อหาในพระไตรปิฎกทั้งหมด แต่ก็เป็นการเรียนอรรถกถา (อธิบายความในตัวบทพระไตรปิฎก) และคัมภีร์อธิบายชั้นรองลงมา (ฎีกา อนุฎีกา ปกรณ์วิเสส) ที่จำเป็นต้องทราบเนื้อหาจากพระไตรปิฎกบาลีในฐานะที่เป็นตัวบท 
.
๐ ชั้น ป.ธ.๔ / บ.ศ.๔ เริ่มเรียนคัมภีร์มังคลัตถทีปนี (พระสิริมังคลาจารย์ ชาวล้านนา รจนา) ภาค ๑ เป็นวิชาแปลมคธเป็นไทย นี้คือก้าวแรกที่เป็นการประมวลความรู้ไวยากรณ์ วากยสัมพันธ์ และการแปลเข้าด้วยกันเพื่อจะศึกษาพระไตรปิฎก เนื่องจากคัมภีร์นี้รวมทั้งข้อความจากพระไตรปิฎก รวมทั้งอรรถกถาที่แก้ข้อความนั้นๆ และคัมภีร์อธิบายชั้นรองลงมา อย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งอ้างอิงที่มา (อาคตสถาน) 
นี้คือขั้นตอนที่ฝึกฝนให้นักเรียนในหลักสูตรนี้สามารถศึกษาพระไตรปิฎกเถรวาท โดยเฉพาะพระสุตตันตปิฎก ในเชิงลึกที่ประกอบด้วยการค้นคว้าคัมภีร์อธิบายในเรื่องนั้นๆ ได้ “ด้วยภาษาบาลีที่บันทึกพระไตรปิฎกเถรวาท” แตกต่างจากการอ่านพระไตรปิฎกฉบับแปลภาษาไทยที่ต้องอาศัยผู้รู้บาลีแปลมาให้อ่าน และผู้อ่านอาจติดขัดในการค้นคว้าด้วยข้อจำกัดทางภาษา 
.
๐ ชั้น ป.ธ.๖ / บ.ศ.๖ เริ่มเรียนคัมภีร์สมันตปาสาทิกา อรรถกถาอธิบายพระวินัยปิฎก (พระพุทธโฆสะ ชาวอินเดีย รจนา) ทำให้นักเรียนได้ศึกษาพระวินัยปิฎกในประเด็นต่างๆ พร้อมทั้งคัมภีร์อธิบายในเรื่องนั้นๆ เพื่อนำไปศึกษาค้นคว้าต่อยอดทางพระวินัย
.
๐ ชั้น ป.ธ.๙ / บ.ศ.๙ เริ่มเรียนคัมภีร์อภิธัมมัตถวิภาวินีฎีกา (พระสุมังคลเถระ ชาวลังกา รจนา) หนังสืออธิบายพระอภิธัมมัตถสังคหะ สามารถนำไปศึกษาค้นคว้าต่อยอดเรื่องพระอภิธรรม
.
- สอนการแต่งฉันท์ (ป.ธ.๘ / บ.ศ.๘) และการสอนการแต่งภาษาบาลีให้สละสลวย (ป.ธ.๙ / บ.ศ.๙)
.
 จุดเด่นของหลักสูตรนี้คือการเน้นเรื่องภาษาและการแปล (เช่น แปลมคธเป็นไทย แล้วนำกลับมาแปลไทยเป็นมคธ) ทำให้นักเรียนผู้ผ่านหลักสูตรนี้มีพื้นฐานทางภาษาแข็งแกร่งเป็นกุญแจนำไปสู่การค้นคว้าพระไตรปิฎกได้ และเป็นหลักสูตรที่ผลิตนักแปลให้คนไทยอื่นๆ สามารถศึกษาพระไตรปิฎกได้ในภาษาไทย 
.
 นอกจากหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเห็นหลักสูตรพระปริยัติธรรมภาษาทิเบตในวัดที่ตนเองอยู่ และเห็นจุดเด่นที่แตกต่างอย่างชัดเจน 
- นักเรียนพระปริยัติธรรมในวัดทิเบต (นิกายณิงม่า) เรียนพระปริยัติธรรมด้วยภาษาทิเบต เรียนพุทธปรัชญาต่างๆ ตรรกะ และหัวข้อธรรมะที่แตกต่างจากนักเรียนบาลีในไทย สามารถโต้วาทะธรรม (debate) ได้ พวกท่านไม่ได้เรียนพระพุทธพจน์ปิฎกทิเบตทั้งหมด ๑๐๐ กว่าเล่ม แต่เรียนเนื้อหาสำคัญตามหัวข้อที่กำหนดไว้ การที่ท่านเรียนเนื้อหาได้เช่นนี้ เพราะพวกท่านไม่ต้องใช้เวลามาเรียนภาษาดังที่นักเรียนพระปริยัติธรรมในไทยต้องทำ นี้คือหลักสูตรที่มีจุดเด่นด้านเนื้อหา แต่ไม่ใช่หลักสูตรผลิตนักแปลคัมภีร์
- นักเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีในไทย ต้องลงทุนเวลาสร้างพื้นฐาน เรียนภาษาและฝึกฝนทักษะการแปล นี้คือหลักสูตรที่มีจุดเด่นด้านภาษาและการแปล ผลิตนักแปลคัมภีร์ไปพร้อมกับการเรียนเนื้อหา ส่วนด้านเนื้อหานั้น เมื่อจบ ป.ธ.๙ / บ.ศ.๙ สามารถค้นคว้าได้ตามที่ตนเองสนใจ
.
จากที่กล่าวมานี้ การจะสร้างหลักสูตรที่มีจุดเด่นทั้งด้านการแปลและด้านเนื้อหาพร้อมกันจึงเป็นไปได้ยาก นักเรียนไม่สามารถเรียนทุกสิ่งทุกอย่าง “ในเชิงลึก” พร้อมกันได้ในขณะเดียวกัน หากท่านต้องการให้หลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกบาลีเน้นด้านเนื้อหาทั้งหมดในพระไตรปิฎก ก็ควรคำนึงถึงว่าจะเพิ่มเติมสิ่งนี้เข้ามาโดยที่สามารถรักษาจุดเด่นด้านภาษาและการแปลไว้ได้อย่างไร แต่การสร้างทักษะด้านการแปลเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ไม่ใช่ว่าเรียนแล้วจะทำได้ในทันทีทันใด 
.
อนึ่ง เนื่องจากภาษาไทยเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา คำแปลเดิมเข้าใจยากสำหรับคนยุคต่อไป จึงจำเป็นต้องผลิตนักแปลเพื่อสื่อสารส่งต่อพระพุทธพจน์ถึงคนรุ่นต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนเนื้อหาในพระไตรปิฎกเป็นเรื่องดี แต่เราจำเป็นต้องผลิตนักแปลให้คนอ่านคำแปลเนื้อหาในพระไตรปิฎกรู้เรื่องด้วย และจำเป็นต้องมีหลักสูตรการศึกษาเช่นนี้ไว้รองรับผู้ที่ต้องการจะศึกษาเนื้อหาในพระไตรปิฎกเป็นภาษาบาลีได้โดยใช้เวลาไม่นานและอยู่กึ่งกลาง ไม่ใช่การศึกษาแบบจารีตทั้งหมด และไม่ใช่สากลทั้งหมด แต่สามารถจะเชื่อมโยงกับการศึกษาแบบจารีต และศาสตร์อื่นที่เป็นสากล เช่น ภาษาศาสตร์ที่มีผลต่อการตีความคำศัพท์บาลี ประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ภูมิศาสตร์ที่มีผลต่อการเผยแผ่พระศาสนาและพระวินัย ฯลฯ
.
ข้าพเจ้ามิได้คาดหวังว่าหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกบาลีจะต้องมีทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อเราเข้าใจวัตถุประสงค์เฉพาะของหลักสูตรนี้ ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะนำความต้องการส่วนตนไปเรียกร้อง เมื่อข้าพเจ้าต้องการศึกษาสิ่งที่ไม่มีในหลักสูตรนี้ ข้าพเจ้าก็ไปศึกษาตามหลักสูตรนั้นๆ ต่างหาก พวกเรามีเสรีภาพทางการศึกษา ไม่มีใครสามารถห้ามพวกเรามิให้เรียนวิชาใดๆ ได้มิใช่หรือ? 
.
เมื่อเห็นว่ามีสิ่งอื่นที่นักเรียนควรทราบเพิ่มเติมจากหลักสูตร ครูผู้สอนก็สามารถสอนเพิ่มเติมได้ทันทีแม้ว่าจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงหลักสูตรก็ตาม เมื่อข้าพเจ้าสอนนักเรียนในแผนกบาลี บางครั้งข้าพเจ้าก็บอกนักเรียนว่าการสร้างคำนี้ ตำราในหลักสูตรเรามองว่าอย่างนี้ แต่หากวิเคราะห์ด้วยบาลีแบบสากล จะมีมุมมองอีกอย่างหนึ่ง คนสอนเพียงแต่นำเสนอให้ทราบไว้ว่าผลลัพธ์เดียวกันนี้ ทฤษฎีต่างกันทำให้มีมุมมองและวิธีการหาคำตอบต่างกัน แต่นักเรียนจะเชื่อตามทฤษฎีใดนั้นเป็นการตัดสินใจของนักเรียนเอง
.
การวัดคะเนว่าหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกบาลีมีเนื้อหาพระไตรปิฎกกี่เปอร์เซ็นต์เป็นเรื่องที่ทำยาก มิใช่เพียงแต่ดูหัวข้อแล้วเทียบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ยังต้องดูเนื้อหาทุกเล่ม “แต่ละเรื่อง แต่ละคำ” ซึ่งอยู่ตามที่ต่างๆ ในพระไตรปิฎกด้วย และจะวัดค่ากันเป็นอักษรใด อักษรไทย อักษรโรมัน อักษรเทวนาครี หรืออักษรอื่น? จะวัดค่ากันเป็นหน้าตามหน้าฉบับใด เมื่อพระไตรปิฎกบาลีมีฉบับพิมพ์เผยแผ่หลากหลายที่มิใช่แต่พระไตรปิฎกบาลีในไทยอย่างเดียว
.
การศึกษาพระไตรปิฎกเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง แต่หนทางธรรมไม่อาจวัดค่าได้ด้วยตัวเลข จริงอยู่ว่าเราต้องรักษาเนื้อหาพระพุทธพจน์ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันให้ครบถ้วนเท่าที่ได้รับมาและส่งต่อสู่คนรุ่นต่อไป แต่มิได้หมายความว่าทุกผู้คนบนหนทางธรรมจะต้องเรียนทุกศาสตร์ทุกสิ่งในพระศาสนานี้ แต่ละคนสามารถเรียนและปฏิบัติตามความถนัด ความสนใจ และจริตของตน แม้มิได้เจนจบทุกคำสอนในบรรดา ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ แม้จะศึกษาเพียงคำสอนเดียว แต่หากปฏิบัติให้ความโลภ โกรธ หลง ลดน้อยลงจนกระทั่งสิ้นสุดได้ ผู้นั้นก็ชื่อว่าสืบทอดคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยแท้จริง มิพักต้องสงสัยและวัดค่าด้วยตัวเลขใดๆ
.
.
ถึงผู้ที่เสนอให้ปรับปรุงหลักสูตร ขอขอบพระคุณสำหรับความคิดเห็นและน้ำใจปรารถนาดี แต่จะเป็นการดีกว่านี้หากการข้อเสนอในการปรับปรุงหลักสูตรจะมาจากบุคลากรและนักเรียนผู้ใช้ชีวิตอยู่กับหลักสูตรนี้เอง หากท่านผู้เสนอให้ปรับปรุงหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกบาลีได้เข้ามาศึกษาหลักสูตรนี้ มองเห็นแจ่มแจ้งประจักษ์ถึงจุดเด่น จุดที่ควรแก้ไข วิธีที่ควรปรับปรุง และสามารถเสนอหลักสูตรที่ผลิตบุคลากรได้ทั้งด้านเนื้อหาและภาษาพร้อมกันในเวลาอันจำกัด เพิ่มเติมสิ่งสำคัญอื่นๆ โดยที่ยังคงจุดเด่นของการศึกษาหลักสูตรนี้ไว้ได้ ก็จะเป็นคุณูปการนัก แต่หากยังหาทางแก้ไขปัญหาด้วยวิธีนี้ไม่ได้ ก็มีวิธีอื่น คือนำเสนอหลักสูตรการศึกษาแบบอื่นที่เพิ่มเติมสิ่งสำคัญนอกจากหลักสูตรนี้ เพื่อผลิตบุคลากรตามวัตถุประสงค์เฉพาะ เป็นทางเลือกให้นักเรียนบาลีสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ตามความสมัครใจของตนเอง
.
ขออนุโมทนาในกุสลเจตนาของทุกท่านที่พากเพียรศึกษาคำสอนในพระพุทธศาสนาในแผนกต่างๆ และทุกท่านที่ปฏิบัติธรรมในสายการปฏิบัติต่างๆ พวกเราล้วนแต่ดำเนินตามคำสอนของพระพุทธองค์ “ตามจริตและหนทางที่เหมาะสมกับเรา” มิใช่จะมีทางใดดีกว่าทางใด และไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบกัน ในฐานะเพื่อนมนุษย์ เราเคารพเสรีภาพทางศาสนาของกันและกัน และในฐานะศาสนิกร่วมพระศาสนา เราเคารพคำสอนเรื่องความเมตตากรุณา มุ่งเน้นการเรียนการปฏิบัติของตนเอง และเคารพการเลือกหนทางธรรมของบุคคลอื่น
.
ด้วยบุญกุศลอันเกิดจากการชี้แจงนี้ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จถึงที่สุดในด้านปริยัติและปฏิบัติตามหนทางที่ตนได้เลือกแล้วเถิด ฯ
.
ป.ล. วิทยานิพนธ์ ป.เอก ของข้าพเจ้า เรื่อง “พระสูตร 9 เรื่องใน BKA' 'GYUR และพระปริตรบาลี : การศึกษาเปรียบเทียบ (9 SUTRAS IN BKA' 'GYUR AND PALI PARITTAS: A COMPARATIVE STUDY)” ที่เป็นการศึกษาเปรียบเทียบพระสูตร 9 เรื่องในพระพุทธพจนปิฎกทิเบต กับพระปริตรบาลีที่คาดว่าเป็นต้นฉบับ สำเร็จได้เพราะความรู้ที่ได้เรียนมาจากทั้งหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกบาลี, หลักสูตรภาษาบาลี-สันสกฤต และพุทธศาสน์ศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ และศูนย์พุทธศาสน์ศึกษารังจุง เยเช ม.กาฐมาณฑุ ฯลฯ ข้าพเจ้ามิได้เรียกร้องให้หลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกบาลีต้องสอนทุกสิ่งแทนทุกหลักสูตรที่กล่าวมา ข้าพเจ้าเรียนหลักสูตรอื่นเพิ่มเติมจากพระปริยัติธรรมแผนกบาลีตามฉันทะของตนเอง และยังได้ใช้ความรู้จากหลักสูตรพระปริยัติธรรมแผนกบาลีเป็นพื้นฐานตั้งต้นสำหรับการศึกษาหลักสูตรอื่นๆ ด้วย
...
ดร.สุกัญญา สุขธรรมิกา เจริญวีรกุล บ.ศ.๙, สำนักเรียนวัดสามพระยา
ครูสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี สำนักเรียนวัดสามพระยา
๒ เมษายน พ.ศ.๒๕๖๗ ณ กาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล

วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2567

17-20 มี.ค. 2567 / 2024 - The empire strikes back

ข้อสังเกตจากการเกิดผัสสะการรับรู้ที่ไม่โสภาขึ้น

การรับรู้แบ่งเป็นหลายช่วง

1st contact คือ ก็เฉยๆ เป็นการรับรู้เรื่องราวปกติ ไม่มีเสียดาย ไม่มีไม่น่าเลย สะท้อนความน่ากลัวของสังสารวัฏ ไม่ได้อยากรู้อะไรมากขึ้นกว่านี้ จิตเฉย

2nd impression กายนครมีความเคลื่อนไหว ราวกับแต่ละเซลล์มีความคิดเล็กๆ น้อยๆ ของตนเอง ไม่สนใจ แต่พบว่าสังขารก็ปรุงแต่งไปตามธรรมชาติ ด้วยความที่เป็นเรื่องที่ไม่เจอ จึงเกิดการวิจัย-วิจาร เกิดการทบทวนเรื่องราว มองหาความไม่ uniformity ของข้อเท็จจริง มองหาโอกาสเข้าใจคลาดเคลื่อน หรือสิ่งที่อาจจะเป็น exaggeration ทบทวนสิ่งที่ต้องจัดการหรือไม่ต้องจัดการเมื่อรับทราบเรื่องราวดังกล่าว จะมีความลังเล ความชั่งน้ำหนัก ว่าอะไรควร / ไม่ควร

3rd impression เมื่อชัดว่าต้องสื่อสารต่อ ก็สื่อสารต่อไป เลือกคน เลือกระดับการสื่อสาร

4th impression รับรู้ข้อมูลเพิ่มเติมที่เป็นหลักฐานที่น่าสังเวชใจ

5th impact รับทราบข้อมูลจากอีกฝั่งที่ claim ว่า มันไม่ได้อะไรอย่างนั้น ซึ่งขัดแย้งกับ purposely prepare solid evidence สิ่งที่รับรู้ขณะรับฟังคือ ความขนลุกและน่ากลัว สัมผัสได้ถึงความพยายาม discredit กันไปมา 2 ฝ่าย กายนครปั่นป่วนจากภายนอกเข้าสู่ภายใน ราวเป็นกระแสน้ำวนเล็กๆ ที่มุ่งเข้าสู่จิตตนครในใจกลาง และนำมาสู่การตอบสนองเพื่อป้องกันนครทั้งหมดคือ Desensitization

6th Response เลิกสนใจ เมื่อเกิดความกลัวทั้งคู่และจิตตัดสินใจที่จะเลิกยุ่งกับวงจรกรรมทั้ง 2 คน มันทำการ Disintegrate ข้อมูล และ Desensitize ตนเองอัตโนมัติ คือ วางการรับรู้ข้อมูลทั้งหมด ไม่สนใจว่าสิ่งที่ได้รับมา และสิ่งที่มีโอกาสจะได้รับต่อไปจะเป็น fact / fiction ถือเป็นเพียงแค่ Data ที่ทำให้เกิดความรู้สึกเท่านั้น กระจายทุกอย่างลงเป็นผัสสะ แค่ผัสสะและเวทนา มีการตัดสินใจที่ไม่รับรู้ข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกต่อไป มีการตัดสินใจที่จะไม่เกี่ยวข้องกับตัวละครที่เกี่ยวข้องอีกต่อไปในทุกฝ่าย มีความคิด back and forth ว่าควรจะติดตามข้อเท็จจริงบางประเด็นเพิ่มเติมที่ sounds unlikely และน่าจะ find out ได้ไม่ยาก แต่จิตก็ desensitize และเห็นว่าไม่จำเป็นอีกต่อไป

ผลติดตามที่พบคือ 

  • ใบหน้าของตัวละครถูกเบลอ และถูกกันระยะออกจากการรับรู้ในจิต 
  • memory ทั้งหมดที่ดีๆ แม้เกิดขึ้นไม่นาน ถูกกันระยะออกราวกับเป็นเรื่องเมื่อชาติที่แล้ว รับรู้แต่ไม่ระลึก ไม่ร่วมรู้สึก
  • Devalue บทสนทนาตัวละครทั้ง 2 ฝ่าย
  • Stop contact ทันทีที่จิตตัดสินใจ "เลิกยุ่ง" แม้มีบทสนทนาต่อจากการตัดสินใจนั้น คือ keep it short with no empathy whatsoever ยอมทิ้งแม้กระทั่งสิ่งที่รับปากว่าจะช่วย หยุดทันทีทั้ง 2 ฝ่าย
ไม่ว่าอย่างไร นี่ก็เป็นผัสสะที่เป็นครูที่ให้เรียนรู้ 
  • มันไม่ได้เป็นผัสสะที่รุนแรงต่อจิตในเบื้องแรก แต่คลื่นกระทบมันค่อยๆ ก่อตัวเล็กๆ มาจากฝั่งกลาย แล้วขยายวงเข้าสู่ใจกลางในที่สุด
  • สังเกตเห็นความทำงานโดยธรรมชาติของสังขารที่ปั่นต่อ ที่แยกขาดจากเวทนาที่เฉยสนิท
  • การตัดสินใจของจิตที่เลิกยุ่งและใส่เกียร์หมาแบบ ASAP
  • ความสังเวชในความไม่ปลอดภัย และความเอาเป็นที่พึ่งพาอาศัยอะไรไม่ได้ของสังขาร
  • ความสังเวชในความถดถอยของปณิธานการเป็นนักบวชที่ถูกกัดกร่อนด้วยกาลเวลา
  • ความเข้าใจในความยากของการครองเพศพรหมจรรย์ที่ไม่ได้ง่าย
  • ขอบคุณและขออุทิศบุญจากการเรียนรู้นี้ให้กับผู้ประสบภัยทั้งหลาย ที่โคจรมาเป็นที่แสดงกรรมให้เห็นต่อหน้าต่อตา ขอเธอทั้งปวงจงพ้นจากทุกข์เถิด

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2567

8 มี.ค.2567/2024

ใกล้ 40 แล้ว รู้สึกเลยว่า อายตนะบางอย่างหายไป ความใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อย ลึกๆ รู้ว่าหายไป แต่เหมือนจิตเลือกจะเห็นและเก็บแต่เรื่องใหญ่ และไม่สนใจเรื่องเล็ก แม้มันจะทำให้ตัวเองดูแย่ลงในสายตาภายนอกก็ตาม 

วันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567

16 ก.พ.2567 / 2024

จิตวันนี้/ช่วงนี้ตลก ตั้งใจสร้างมายา
หน้าตาเหมือนฟิล์มโปร่งแสง (สีชมพูด้วยเหอะ) หุ้มกั้นความเกี่ยวข้องกับภายนอกเอาไว้จากความรู้สึกผิด ด้วยความเข้าใจว่าเหตุมันชักนำมาอย่างนั้น

ที่ตลกคือถ้าเข้าใจจริงจะสร้างทำไม

สังเกตตั้งแต่คุยเรื่องตำแหน่งบุคลากร ดูมีความตั้งใจทิ้งระยะและไม่สนใจ
ลามมาถึงความถูกกติกา ซึ่งถ้าทำตามนั้นแล้ว ไม่สนใจผล จะยังไงก็ได้

มันสร้างขึ้นมาเหมือนเกราะป้องกันความรู้สึกไม่ให้ดรอป (เพื่อเวทนาอีกแล้ว)

หลังๆ รู้สึกเจตนาที่จะทำงานก็ถอยออกห่าง ราวกับเกี่ยวข้องไปแค่ตามจำเป็น ไม่ทำเกิน และพบจิตที่หันออกจากเรื่องราว เหลือสติทิ้งไว้แค่ไม่ให้เกิดเรื่องใหญ่ แต่ตัดความใส่ใจและความรอบคอบในเรื่องเล็กๆ (เห็นได้ชัดจากการเช็ค item ที่ผิดนิดผิดหน่อยบ่อยขึ้นมาก แต่ความใส่ใจในการแนะนำคนไข้ยังเท่าเดิม eye contact คำพูดที่ปรับสำหรับแต่ละคน ยังคงเป็น tailor made) 

อีกอย่างที่สังเกตคือเหมือนมีเจตนาตั้งใจพาตัวเอง หรืออย่างน้อยไม่มีความพยายามจะห้ามสถานการณ์ไม่ให้เกิด เพื่อจะพาตนเองสู่จุดต่ำ ต่ำในที่นี้ไม่ได้หมายถึงผิดศีลหรืออะไร แต่เหมือนไม่ใส่ใจว่าใครจะมองตนด้วยสายตาที่ต่ำลง ไม่แก้ต่าง ไม่แก้ตัว (ลึกๆ รู้สึกขี้เกียจจะทำอย่างนั้น) ความสนใจดูจะพุ่งมามองเหตุปัจจัย ธาตุ และสภาวะมากขึ้น มองความที่มันเป็นอย่างนั้น ขี้เกียจจะเข้าไปขยับปรับแก้ ถ้ามันไม่ได้เกินงามหรือมีผลอะไรเป็นนัยสำคัญ

วันอาทิตย์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

มหานัย 20 (วีสติมหานโย)

 มหานัย 20 (วีสติมหานโย)


เป็นการพูดถึงโลกุตตรจิต มีนัยในการพูด 20 อย่างด้วยกัน

คือความหมายเดียวกันนั่นเอง (คือถ้ารู้คำพวกนี้ เราก็จะไม่ล็อกในการใช้คำ คือมันใช้คำไหนก็ได้ ที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์)


โลกุตฺตรํ ก็หมายถึงว่า ...ที่มีพระนิพพานเป็นอารมณ์


1. โลกุตตรํ ฌานํ

2. โลกุตตรํ มคฺคํ

3. โลกุตตรํ สติปฏฐานํ

4. โลกุตตรํ สมฺมปฺปธานํ

5. โลกุตตรํ อิทฺธิปาทํ

6. โลกุตตรํ อินฺทฺริยํ

7. โลกุตตรํ พลํ

8. โลกุตตรํ โพชฺฌงคํ

9. โลกุตตรํ สจฺจํ

10. โลกุตตรํ สมถํ

11. โลกุตตรํ ธมฺมํ

12. โลกุตตรํ ขนธํ

13. โลกุตตรํ อายตนํ

14. โลกุตตรํ ธาตุํ

15. โลกุตตรํ อาหารํ

16. โลกุตตรํ ผสฺสํ

17. โลกุตตรํ เวทนํ

18. โลกุตตรํ สญฺญํ

19. โลกุตตรํ เจตนํ

20. โลกุตตรํ จิตฺตํ

วันเสาร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566

28/10/66

จิตเหมือนเหนื่อยมาหลายวัน เหมือนตั้งแต่กลับจากหลวงตาคราวก่อน
เห็นความ "ตั้งรู้" "จะต้องรู้" "ไม่ยอมถอน"

ประกอบกับความเหนื่อยหน่ายที่นั่งทบทวนอยู่ทุกวันว่าทำอะไรอยู่เนี่ย
เป็นตัณหาที่วนไปวนมา แบบ pin point ไม่ได้ 

จนไปนอนแล้วบอกกับตัวเองว่าขอหลับหน่อยเถอะ 
เหมือนไม่ได้นอนมาเป็นเดือนแล้ว
ภายในมีการยื้อยุดจะเอานิพพานแบบไม่ประเจิดประเจ้อ
แต่เหนื่อย

ในฝัน
เด็กน้อยคนหนึ่งไม่ยอมข้ามฟากไปฝั่งโน้น
บอกไม่จบชาตินี้หรอก

ใจตอบ
ไม่เป็นไร

แล้วความเหนื่อยที่ติดมาเป็นเดือน
ก็ถูกสละออก
ไม่สนใจนิพพานไม่นิพพานอีกต่อไป

อิสระและสันติก็คืนมา

การเอาธรรมะมาใช้ในชีวิตจริง?

 การเอาธรรมะมาใช้ในชีวิตจริง?

มันไม่ใช่การเอามาใช้ในชีวิตจริง

แต่เป็นเหตุการณ์ในชีวิตจริงที่เจอแล้วเคยไม่เข้าใจ กลับเข้าใจขึ้นมา และไม่รังเกียจไม่ได้ผลักไสปรากฏการณ์

NbN