นานมาแล้วเคยสงสัยว่าวิถีชีวิตอย่างขงจื่อ ต่างกับพุทธตรงไหน
เท่าที่ดูก็เหมือนจะลงรอยกัน ไม่มีอะไรที่ฟังดูขัด
แต่มันต้องต่างกันสิ...
จนวันก่อนได้ไปฟังเรื่องการประพฤติพรหมจรรย์
ก็รู้สึกเลยว่า มันเป็นสับเซต
พรหมจรรย์วางแนวปฏิบัติอยู่บนรากแห่งความจริง
มีเรื่องความควร-ไม่ควร, มีความสอดคล้องกับธรรมชาติ
ฟังไปฟังมามันก็คือๆ กันกับขงจื่อ
แต่...
สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือ เป้าหมายในการประพฤติพรหมจรรย์ ที่ย้ำให้ชัดเจนและกว้างขวางขึ้น
การประพฤติพรหมจรรย์ คือการกระทำที่ถูกต้อง
ถูกต้องต่อตนเอง ถูกต้องต่อสิ่งที่ต้องไปข้องเกี่ยว
เพราะสังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ เป็นของหนัก เป็นภาระ
เพราะต้องคอยดูแล จัดการ ให้มันคงสภาพดังเดิม
หากไม่คอยดูแล ปฏิบัติให้ดี มันจะก่อให้เกิดปัญหา เกิดเป็นความเดือดร้อน ซึ่งทำให้ทุกข์ยิ่งกว่าเดิม
เมื่อดูแลได้ดี ไม่มีปัญหา ชีวีก็มีสุข ไม่ทุกข์ร้อน (ขงจื่อ มาถึงตรงนี้)
แต่สิ่งทั้งหลายย่อมเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา
ความที่ต้องคอยดูแลให้ดีอยู่เสมอ เรื่อยๆ ไม่มีวันหยุด....มันเหนื่อย
มันก็มีความสุข มันก็ปกติดี แต่มันน่าเหนื่อย และน่าหน่าย คล้ายกับต้องแบกถืออะไรไว้ตลอดเวลา
ไอ้ความเหนื่อยและหน่ายนี่แล จึงเห็นมันเป็นทุกข์
ความสุขอันต้องคอยระวังรักษา นั้นเป็นทุกข์
เมื่อใดเห็นชัดว่ามันเป็นทุกข์ ย่อมสละออก (พุทธมาถึงตรงนี้)