วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2559

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559

สมดุลที่ปรับ

โดย อ.เจี๊ยบ

ปัญหาของการปฏิบัติโลก ของคนที่มีธรรมเป็นปกติ คือมันคล้ายๆ จะตายด้าน (ฮา) หรือเหมือนแอนดรอยในร่างคน
ประการแรก มันเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมดา ใครจะเกิดใครจะตาย มันก็เออ ตายแล้วเรอะ เกิดแล้วเรอะ แล้วก็เฉยๆ ถ้าไม่ได้อยูในภาวะที่เอื้อให้ปรุงแต่งต่อ มันก็ลืมไปว่าคนเราฟังข่าวแล้วต้องมีอารมณ์ซะหน่อย หรือวันสำคัญปีใหม่ วันเกิด คือถ้าไม่เตือนจะหาว่าใจดำ ขนาดเตือนมา วันนี้วันเกิด ถ้าจิตนิ่งๆ อยู่ มันไม่แปลความให้ ก็จะแบบ เหรอ..เออดี...
บางทีผ่านไปสองวัน เพิ่งเก็ท คนนั้นเค้าว่าวันเกิด คือเมิงต้องอวยพร ตื่นเต้นยินดีนะ คือความรู้สึกช้าไปเยอะ
ประการที่สอง สังขารมันไม่ทำงานเยอะ ถ้ากำลังดีๆ สมาธิเยอะ มันจะไม่คิด ไม่ปรุงนะ ถ้าสมาธิไม่เยอะ ก็คล้ายๆ คนปกติ ถ้าสติเยอะจะดูสตรองมาก แต่ถ้าสติอ่อน จะดูเอ๋อๆ เบลอๆ ถ้าสมาธิเยอะ สติเยอะ มันจะเหมือนหุ่นยนต์ มันคิดอะไรไม่ออก อย่าซับซ้อนด้วย เพราะมันจะไม่เข้าใจ
แบบถามหิวมั้ย ถ้าหิวต้องบอกตรง ชอบไม่ชอบจะให้ทำอะไร แบบบอกอ้อม หรือเกรงใจพูดให้ตีความมันจะไม่เข้าใจนะ
บางทีกายมันทำงานตามสั่ง แบบต้องสั่งทีละคำสั่ง สั่งเยอะมันเออเร่อ หรือสมมติมันจะไปกินข้าว มันไปถึง กินๆๆ อ้าว ลืมรอคนอื่น
ลืมมารยาทสังคม บางทีลืมถามสารทุกข์สุกดิบ คิดเอาแต่งาน เพราะมันโปรแกรมไว้อย่างนั้น แล้วมันอยู่กับปัจจุบันน่ะ อยู่เฉพาะหน้าไง ใครมาข้างหลังมันไม่ได้สนใจ
ยิ่งช่วงจิตเค้าวิเวกนี่ เหมือนเค้าอยู่อีกโลกนึงเลย บางทีเค้าหลบเวทนายิ่งเอ๋อไปใหญ่ เหมือนคนขาดสติ แต่จริงๆ สติทั้งหมดไปรวมอยู่ที่จิตแล้วทิ้งกาย
มันจะเป็นอย่างนี้จนกว่าตบะจะเพิ่ม แล้วสามารถปรับความสมดุลได้ การทำงานของร่างกายก็จะเสถียรขึ้น แต่มันก็ไม่ได้ตลอดนะ มันทำงานแบบหุ่นยนต์จริงๆ
แต่ถ้าอยู่ในโลกนานๆ ก็จะกลับมาเป็นชาวโลกเหมือนเดิมนะ แต่ก็จะมีผลกับระบบธรรมอยู่ดีล่ะ
ปฏิบัติดี เป็นคนดี แต่จำนวนเพื่อนมนุษย์อาจน้อยลงทุกวัน และเพื่อนอาจเห็นว่าเราเป็นคนแย่ นิสัยไม่ดี หรือเห็นแก่ตัวมากๆ ได้เลย

คือสังขารปรุงแต่งมันก็วุ่นไปอย่าง พอมันไม่ค่อยปรุงแต่งก็ต้องลำบากไปอีกทางนึงนะ สังเกตไหม หลวงพ่อใหญ่เหมือนยุให้เรามีกิเลส ให้แต่งตัว ทำกิจกรรมอย่างๆ โลกๆ นอกจากจูงใจชาวโลก ท่านก็ปรับอินทรีย์ให้ชาววัดด้วย

เพราะถ้าอยู่วัดนานๆ มันอยู่นิ่งๆ ในสภาพแวดล้อ
มของฌาน มันจะหงอยเลย กลายเป็นพระอิฐพระปูน แล้วมันจะโง่ได้ จะยึดไม่ค่อยยืดหยุ่น ปัญญามันจะไม่แตกฉาน

ประโยชน์ส่วนตน เกิดรู้ไปแล้วก็จริง ถ้าเป็นพระอิฐพระปูน ยุคนี้ถือว่าทำประโยชน์ได้น้อยนะ

ตอนแรกภาวนาให้ออกจากโลก เป็นมนุษยอวกาศแล้ว ก็ต้องกลับมาฝึกให้อยู่กับโลกได้ใหม่
เทวดากรี๊ด ให้จับได้สร้อยทองด้วย แต่ไม่สำคัญเท่าหลวงพ่อขำ ท่านบอกต้องได้สามรส รสมันส์ก็ต้องมี ก็จริงของท่าน

แล้วท่านก็สอนว่า แก่กล้าเมื่อไหร่ ก็ล้อเล่นกับโลกได้ แต่ไม่ติดโลก ไม่เปื้อนฝุ่น


แต่เรายังขี้เกียจละอ่อนอยู่มาก
ถ้าโลกเยอะ เครื่องน้อคเลย

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2559

ลำนำจักรยาน

มียวดยาน ไม่ปั่น มันคันขา
เหมือนมีบ้าน ประดับประดา ไม่อาศัย
ว่าแล้ว ก็เลยออก ถีบปั่นไป
ยังไม่รู้ ไปยังไง คงมีทาง

ออกจากซอย ค่อยๆ ส่อง มองซ้ายขวา
คอหมุนๆ แทบหลุดมา เป็นกังหัน
ทั้งเสาไฟ อิฐไม้ท่อ ว๊ายหลบทัน
ฉับพลัน เจอคน เกือบโครมคราม

ขี่ได้ที่ อาหาร กำลังย่อย
ก่อนเข้าซอย ค่อยเลาะ ตามคูหา
อุเหม่ นั่นอะไร กลางมรรคา
อะไรหว่า คล้าย.... เกลื่อนกระจาย

ถ้าท่านไป ขอให้ สุคติ
อย่าดำริ มัวเมา ในโมหา
ถ้าท่านอยู่ ขอให้หาย คลายกายา
เร่งฟื้น คืนขวัญมา เร็ววันเทอญ

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2558

สีลานุสติ

ผลของการละเมิด

  1. สิ่งที่ครูบาอาจารย์เตือน
  2. สิ่งที่ใจน้อมไปแล้ว
คือ ใจมืดอย่างมาก ลมหายใจติดขัด ธาตุขันธ์กระวนกระวาย

วันอาทิตย์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2558

三从四德 สามสิ่งที่ควรคล้อยตาม สี่ความดีงามที่ควรกระทำ

三从
未嫁从父 ก่อนแต่งคล้อยตามบิดา
既嫁从夫 หลังแต่งคล้อยตามสามี
夫死从子 สามีตายคล้อยตามบุตร

四德
妇德
妇言
妇容
妇尊

老婆命令要服从 ภรรยาออกคำสั่งควรปฏิบัติตาม
老婆出门要跟从 ภรรยาออกจากบ้านควรติดตาม
老婆讲错要盲从 ภรรยาพูดผิดควรคล้อยตาม

老婆化妆要等得 เมียจะแต่งหน้าต้องรอได้ (คือความดีงาม)
老婆花钱要舍得 เมียจะซื้อของต้องจ่ายได้ (คือความดีงาม)
老婆生气要忍得 เมียโมโหต้องอดทนได้ (คือความดีงาม)
老婆生日要记得 วันเกิดเมียต้องจำได้ (คือความดีงาม)

วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2558

บริขาร 7 ของอริยสัมมาสมาธิ

ภิกษุทั้งหลาย ในบรรดาองค์เจ็ดแห่งอริยสัมมาสมาธินั้น
สัมมาทิฏฐิเป็นธรรมนำหน้า นำหน้าอย่างไร?

คือ เขารู้มิฉาอาชีวะ ว่าเป็นมิจฉาอาชีวะ
รู้สัมมาอาชีวะ ว่าเป็นสัมมาอาชีวะ
ความรู้ของเขานั้น เป็นสัมมาทิฏฐิ

ภิกษุทั้งหลาย "มิจฉาอาชีวะ" เป็นอย่างไรเล่า?

การพูดโกหก, การพูดหลอกลวง, การพูดหว่านล้อม, การพูดทำให้เจ็บใจจนต้องยอมตกลง, การล่อลาภด้วยลาภ ภิกษุทั้งหลาย นี้คือ มิจฉาอาชีวะ

ภิกษุทั้งหลาย "สัมมาอาชีวะ" เป็นอย่างไรเล่า?

ภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวแม้สัมมาอาชีวะว่ามีอยู่ ๒ ชนิด คือ
๑. สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นไปด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก และ
๒. สัมมาอาชีวะอันเป็นอริยะ ไม่เป็นไปด้วยอาสวะ เป็นองค์ประกอบแห่งหนทางเพื่อนิพพานก็มีอยู่

ภิกษุทั้งหลาย สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นไปด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก นั้นเป็นอย่างไรเล่า? 

ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในกรณีนี้ละมิจฉาอาชีวะแล้ว สำเร็จการเป็นอยู่ด้วยสัมมาอาชีวะ ภิกษุทั้งหลาย นี้คือ สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นไปด้วยอาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ มีผลเนื่องอยู่กับของหนัก

ภิกษุทั้งหลาย สัมมาอาชีวะอันเป็นอริยะ ไม่เป็นไปด้วยอาสวะ เป็นองค์ประกอบแห่งหนทางเพื่อนิพพาน นั้นเป็นอย่างไรเล่า?

ภิกษุทั้งหลาย ธรรมคือ การงด การเว้น การเว้นขาด และเจตนาเป็นเครื่องเว้นจากมิจฉาอาชีวะ ของผู้มีอริยจิต ของผู้มีอานาสวะจิต ของผู้เป็นอริยมัคคสมังคี ผู้เจริญอยู่ซึ่งอริยมรรคใดแล ภิกษะทั้งหลาย นี้คือสัมมาอาชีวะอันเป็นอริยะ ไม่เป็นไปด้วยอาสวะ นำขึ้นสู่ระดับเหนือโลก เป็นองคืประกอบแห่งหนทางเพื่อนิพพาน

เขานั้น เพียรพยายามละเสียซึ่งมิจฉาอาชีวะ เพื่อทำสัมมาอาชีวะให้ถุงพร้อม ความพยายามของเขานั้น เป็นสัมมาวายามะ

เขามีสติละเสียซึ่งมิจฉาอาชีวะ มีสติทำสัมมาอาชีวะให้ถึงพร้อม แล้วแลอยู่ สติของเขานั้นเป็นสัมมาสติ

ด้วยอาการอย่างนี้ เป็นอันว่า ธรรม ๓ อย่างนั้น ย่อมติดตามแวดล้อม ซึ่งสัมมาอาชีวะ

สามอย่างนั้นได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ






วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

กินเลือด กินเนื้อ

ตั้งแต่อยู่วัด มีบางช่วงที่รู้สึกถึงว่าความคงอยู่ของสังขารนี้ วางทับอยู่บนกองของเหตุปัจจัยมากมาย มากจริงหนอ ลำบากจริงหนอ