วันจันทร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2566

สงฺวตฺตติ

 แปล ทั่วไปคือ ทำให้เป็นไป
 หรือจะแปลโดยโวหารว่า นำมาซึ่ง ก็ได้

เช่น 

ปีติ ปสฺสทฺธิยา สงฺวตฺตติ
ปสฺสทฺธิ โสมนสฺสาย สงวตฺตติ

การเขียนในลักษณะแบบนี้ คือ ศีลเป็นเหตุแบบไปเป็นทอดๆ ไม่ได้เป็นเหตุโดยตรง

สีลํ ... 

โสมฺนสฺสํ อาเสวนาย สงฺวตฺตติ
โสมนัส นำมาซึ่ง อาเสวนะ (การเสพสมาธิ, การเจริญบ่อยๆ ซึ่งสมาธิ, การทำให้สมาธิมีพลัง)

อาเสวน ภาวนาย สงฺวตตติ
ภาวนาตัวนี้ก็มาจาก อาเสวนา ดังนั้นการหมั่นฝึกสมาธิ (หมั่นเสพ) ก็ทำให้ สมาธินั้นเติบโต

ภาวนา พหุลีกมฺมาย สงฺวตฺตติ
อะไรที่มันไม่มาก แล้วทำให้มาก จะลง อี ปัจจัย
เหมือนทำให้เกิดครั้งแรก เป็นภาวนา 
พอทำให้เกิดขึ้นบ่อยเข้าก็กลายเป็น พหุลีกมฺมา

พหุลีกมฺมํ อลงฺการาย สงฺวตฺตติ
ทำให้มากเพื่อทำให้มันเป็นเครื่องประดับของสมาธิ
องค์ธรรมของอลังการตรงนี้ คืออินทรีย์ 5 
เพื่อให้เกิดซึ่งอินทรีย์มีสัทธินทรีย์เป็นต้น อันเป็นเครื่องประดับของสมาธิ
(แปลตามวิสุทธิมคฺมหาฎีกา) ถ้าแปลเองว่าเครื่องประดับจะไม่รู้เรื่องเลย
การจะเข้าถึงเนื้อความที่ไม่ได้แสดงไว้ในตัวอักษรนี่ต้องเข้าถึง พยาส/วยาส 
(หมายถึง คัมภีร์อธิบาย)

อลงฺกาโร ปริกฺขาราย สงฺวตฺตติ
อินทรีย์ เป็นเครื่องช่วย, เป็นตัวช่วย (บริขาร)
ถ้าเราต้องการได้สมาธิ ก็ดูเลยอะไรที่เป็นตัวช่วยมาตั้งแต่ต้น ที่เขียนร่ายมา เรียกว่าเป็นบริขาร หรือเป็นสัมภาระของสมาธิ

ปริกขาโร บริวาราย สงฺวตฺตติ
จริงๆ คำก็จะใกล้ๆ กัน อลังการ บริขาร บริวาร
บริวาร คือธรรมที่ห้อมล้อม

ปริวาโร ปาริปูริยา สงฺวตฺตติ
ถึงซึ่งความเป็น วสีภาว คือ ปาริปูริ ความบริบูรณ์แห่งสมาธิ

ปราโมช

ปราโมช องค์ธรรมคือ ปีติเจตสิกที่มีกำลังน้อย

ถ้าแปล ก็ประมาณ ปลื้ม 

เอวรูปํ

เอวรูปํ ไม่ใช่ ที่มีรูปอย่างนี้

แต่หมายถึง ที่มีสภาพอย่างนี้

ปหายกะ vs ปหาตัพพะ

ปหาตัพพะ = ผู้ถูกละ 
ปหายกะ = ผู้ละ

ในทางพุทธฝ่ายกุศลจะเป็นปหายกะ เราจะไม่พูดกลับกัน

ปหายกะ องค์ธรรมจะเท่ากับ ภาเวตัพพธรรม
เช่น

  • ศีล ละทุจริต 10
  • เนกขัมมะ ละกามฉันทะ
  • อาโลกสัญญา ละถีนมิทธะ
  • อวิกเขปะ (สมาธิ ละอุทธัจจะ
  • ธัมมววัตถาน ละวิจิกิจฉา
  • ญาณ ละอวิชชา
  • ปาโมชช ละอรติ
  • อนิจจานุปัสสนา ละนิจจสัญญา
  • ทุกขานุปัสสนา ละสุขสัญญา
  • มหาวิปัสสนา 18 ก็จะมีละกันเป็นคู่ๆ ไป

วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2566

ยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา

 มักจะได้ยินบ่อยๆ ในพระสูตร
"เมื่อจิตสงบ ยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา"

ทำไมต้องยก?

บางคนคิดว่าไม่สำคัญ แต่จริงๆ สำคัญมาก

จิตโดยสันดานโดยมากมักชอบประมาท
และสมาธิมันเป็นฝ่ายของความขี้เกียจ
(สมาธิไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่เป็นฝ่ายของความขี้เกียจ)
มันไม่ได้ขี้เกียจนะ ขยันอยู่ แต่ขยันเข้าสมาธิ 
ขยันสบายนั่นแหละว่าง่ายๆ
พอสบายมันก็เลิกทำงาน เลยเรียกเป็นฝ่ายขี้เกียจ

พอสบาย จะให้ยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา
ก็จะไม่ชอบยก ไม่ชอบพิจารณา
สักหน่อยก็จะเริ่มนึกตามใจชอบ

"ตอนนี้เราสบายแล้ว ก็ค่อยๆ ดูไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็บรรลุเองแหละ" มันว่า

กิเลสเริ่มได้ช่อง
บรรลุเองไม่มีหรอก
มีแต่พิจารณาจนยอมรับนั่นแหละจึงบรรลุ

แต่พอได้สมาธิสบายแล้วมันจะชอบพูด
แล้วมันก็เข้ากันพอดี
มันจะพาสบาย ไปเรื่อยๆ

มันก็จะไม่เข้าหลักของธรรมของพระพุทธเจ้า
เพราะธรรมของพระพุทธเจ้ารวมลงในความไม่ประมาท
แต่อันนี้ดันรวมลงในความประมาทซะแล้ว

แต่วิปัสสนานี่มันจะเกิดความสังเวช
เตือนขึ้นมาว่าให้รีบทำกิจที่ยังไม่จบนี่ให้มันจบเสีย
แต่แน่นอนตอนทำมันก็มีเหนื่อย
เลยต้องมีสมาธิไว้พัก

สมาธิเลยมีเพื่อสนับสนุนวิปัสสนานั่นเอง


qi pa shuo

勇于索取
能被拒绝

ต้องการอะไรก็ไขว่คว้า
และก็ให้รู้ด้วยว่าอาจจะถูกปฏิเสธก็ได้

บางคนติดอยู่ที่ท่อนแรก
บางคนติดอยู่ที่ท่อนหลัง

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2566

addressing what happened

it's not about assigning blame
it's about addressing what happened
so that everyone can move forward
and understand why things need tobe fixed
or how they got there in the first place