ความตั้งใจคิดเป็นความชะงักงันอย่างหนึ่ง
วันพุธที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2560
วันอาทิตย์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2560
เพราะไม่รู้ในความไม่มีจึงปรุงแต่ง
ทุกการปฏิบัติธรรมก็เพื่อไปดับสังขต (ความปรุงแต่ง)
ปรุงแต่งแปลว่าไม่จริง แต่มันทำงานอย่างนั้นได้อย่างไร
ทำไมปรุงเรื่องไม่จริงขึ้นมา
อวิชชามันต้องทำให้เชื่อให้ได้ก่อนว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์มีตัวตน
มันไม่รู้ข้อนี้ว่า รูปมันไม่ใช่รูป
การประชุมของความปรุง ไมไ่ด้ปรุงข้อเดียว
ใช่เสียงหรือ
ใช่คำพูดหรือ
มันเป็นของว่างเปล่า
ปรุงแต่งว่ามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีจริงๆ
เวทนามีจริงๆ
ความจำมีจริงๆ
ความรับรู้มีจริงๆ
จึงขายขันธ์ 5 ได้ว่ามีจริงๆ
การปฏิบัติมันคือการดับเหตุแห่งทุกข์อยู่ในตัว
อานาปานสติ กำลังดับเหตุ และเดินมรรคอยู่ในตัว
พอไม่รู้ ว่าอายตนะ 6 ไม่ได้มีอยู่จริงๆ
เลยไปเชื่อว่าขันธ์ 5 ที่รับรู้ผ่านอายตนะ 6 นั้นมีจริงๆ ไปด้วย
เลยไม่รู้อีกว่า ความไปยึดในความไม่มีจริงๆ ของขันธ์ 5 นั้น เป็นทุกข์
ไม่รู้ในอริยสัจว่ามันล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยแล้วมันก็แปรปรวน เวทนาก็ดี สัญญาก็ดี สังขารก็ดี
มันกำลังยึดกับตัวทุกข์ เพราะมันอยากให้เที่ยง อย่างให้ถาวร
กำลังหาความสุข
แต่ไม่รู้ว่าความสุขแท้จริงคืออะไร
ความสุขแท้จริงคือการไม่ปรุงแต่ง
กายไม่ได้ไปเอง
มันถูกความปรุงแต่งภายในผลักดัน
ที่ปรุงแต่งอยากได้บุญก็เพราะปรุงว่ามีตัวตนในร่างกาย
มีเราได้เวทนา
มีเรามีความจำ
มีเรามีความคิด
มีเราที่อยู่ในวิญญาน
มีเราเห็น
มีเราได้รับรส
มีเราได้กลิ่น
สังขาร = กิริยาที่ปรุงแต่งรูปให้สำเร็จว่าเป็นรูป
รูปก็เป็นสังขตธรรม อาศัยความเกิดแล้วก็อาศัยความเสื่อม
เพียงแต่ไปตั้งชื่อเรียกว่า อันนี้รูป อันนี้ัเวทนา
ขันธ์ 5 ว่างเปล่า เพราะไม่ได้มีตัวตนอยู่ข้างใน แล้วก็น้อมจิตไปสู่ความไม่ปรุงแต่ง
ปรุงแต่งแปลว่าไม่จริง แต่มันทำงานอย่างนั้นได้อย่างไร
ทำไมปรุงเรื่องไม่จริงขึ้นมา
อวิชชามันต้องทำให้เชื่อให้ได้ก่อนว่า รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์มีตัวตน
มันไม่รู้ข้อนี้ว่า รูปมันไม่ใช่รูป
การประชุมของความปรุง ไมไ่ด้ปรุงข้อเดียว
ใช่เสียงหรือ
ใช่คำพูดหรือ
มันเป็นของว่างเปล่า
ปรุงแต่งว่ามีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีจริงๆ
เวทนามีจริงๆ
ความจำมีจริงๆ
ความรับรู้มีจริงๆ
จึงขายขันธ์ 5 ได้ว่ามีจริงๆ
การปฏิบัติมันคือการดับเหตุแห่งทุกข์อยู่ในตัว
อานาปานสติ กำลังดับเหตุ และเดินมรรคอยู่ในตัว
พอไม่รู้ ว่าอายตนะ 6 ไม่ได้มีอยู่จริงๆ
เลยไปเชื่อว่าขันธ์ 5 ที่รับรู้ผ่านอายตนะ 6 นั้นมีจริงๆ ไปด้วย
เลยไม่รู้อีกว่า ความไปยึดในความไม่มีจริงๆ ของขันธ์ 5 นั้น เป็นทุกข์
ไม่รู้ในอริยสัจว่ามันล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยแล้วมันก็แปรปรวน เวทนาก็ดี สัญญาก็ดี สังขารก็ดี
มันกำลังยึดกับตัวทุกข์ เพราะมันอยากให้เที่ยง อย่างให้ถาวร
กำลังหาความสุข
แต่ไม่รู้ว่าความสุขแท้จริงคืออะไร
ความสุขแท้จริงคือการไม่ปรุงแต่ง
กายไม่ได้ไปเอง
มันถูกความปรุงแต่งภายในผลักดัน
ที่ปรุงแต่งอยากได้บุญก็เพราะปรุงว่ามีตัวตนในร่างกาย
มีเราได้เวทนา
มีเรามีความจำ
มีเรามีความคิด
มีเราที่อยู่ในวิญญาน
มีเราเห็น
มีเราได้รับรส
มีเราได้กลิ่น
สังขาร = กิริยาที่ปรุงแต่งรูปให้สำเร็จว่าเป็นรูป
รูปก็เป็นสังขตธรรม อาศัยความเกิดแล้วก็อาศัยความเสื่อม
เพียงแต่ไปตั้งชื่อเรียกว่า อันนี้รูป อันนี้ัเวทนา
ขันธ์ 5 ว่างเปล่า เพราะไม่ได้มีตัวตนอยู่ข้างใน แล้วก็น้อมจิตไปสู่ความไม่ปรุงแต่ง
21 พ.ค.60 เมตตาสมาธิ
การดึงเมตตามาทำสมาธิต้องอาศัยต้นทุนคือประสบการณ์ ดึงสภาวะความสุขจากการให้มาเป็นอารมณ์ ดังนั้นถ้าให้ได้บ่อย และมีความสุขในที่จะให้ มีความเคยชินที่จะให้ จะระลึกอารมณ์แบบนี้ได้ง่าย ความสงบเกิดได้ไว ขณะที่ถ้าเงื่อนไขมาก ให้ยาก ต้องแบบโน้น ต้องท่านี้ จะนึกอารมณ์แบบนี้ก็ยากตาม เป็นเหตุเป็นผลที่สมควรแก่กัน
---
---
Ek Pinkcow คำถามคือเราเห็นหรือสัมผัสความสุขในการให้นั้นแล้วหรือยัง?
อาการที่เรียกว่าสุขนั้นคือแบบใด? ทุกคนเหมือนกันหรือไม่?
เราจะสามารถจดจำอารมณ์นั้นจนนำมาเป็นสมาธิไหวรึเปล่า?
.
ถ้ายังไม่เห็นหรือรู้สึก
จะดึงมาเป็นอารมณ์ทำสมาธิได้หรือไม่? หรือมีทางอื่นไหม?
นั่นคือคำถามต่อเนื่อง
Nathakorn Buff คำตอบง่ายๆครับ..
ถ้าถาม..นั่นคือยังไม่เห็น.. อารมณ์เกิดด้วยอิทัปปจยตา
กล่าวคือเกิดตามสภาวะธรรมชาติ
กระทบสฬายตนะเกิดเป็นอารมณ์ขึ้นมาก่อนที่จะทันเกิดความคิดเสียอีก..
ถ้ามีคำถามที่จะเกิดได้จากการรับรู้สัมผัสเหล่านั้น.. ควรเป็นคำถามว่าสภาวะอารมณ์นี้คืออะไร?
มากกว่าที่จะเป็นคำถามที่ย้อนจากปลายมาต้นแบบ
"นี่คือความสุขหรือไม่?" เพราะนั้นหมายความว่าเราปรุงแต่งถึงคำว่าสุข
ตามจินตนาการ ไม่ใช่จากการเห็นอารมณ์สุขจากการวิปัสนา
Ning Cholatit หนูว่าคำถามพี่เอกนำไปสู่การแยกระหว่าง
สิ่งที่มีประโยชน์ กะสิ่งที่สมควรแก่ตนนะคะ
แน่นอนว่าต้องเห็นความสัมพันธ์ระหว่างการให้และความสุขที่เกิดก่อน ถ้ายังไม่เห็น
ก็ไม่มีอะไรเป็นสัญญาในการจะดึงขึ้นใช้ หรือเห็นแต่ไม่แม่น ไม่บ่อย นึกยาก วับๆ
แวมๆ ไม่แน่ใจ ก็เอาสิ่งนี้มาเป็นอารมณ์ไม่ได้
แต่ทั้งนี้เหตุใกล้สมาธิก็คือความสุข ต่อให้การให้สำหรับคนๆ
นั้นไม่สามารถทำให้ระลึกอารมณ์นี้ได้ชัด
ก็ไปหาผัสสะอื่นที่ทำให้มีความสุขแบบไม่กระตุ้นกิเลส เป็นทางเข้าแทนก็ได้
Nathakorn Buff แรกๆจะเข้าด้วยแบบนั้นไปก่อนก็อาจจะได้ครับ
แต่ที่รู้สึกว่าสำคัญจนต้องพูดถึงคือ.. เรามีคัมภีร์ คำสอนขั้นสูง
หาอ่านได้ง่ายทั่วไป
โดยไม่มีใครใส่ใจที่จะอธิบายถึงหลักเหตุหรือสภาวะพื้นฐานที่ต้อง "เห็น"
จากกำลังของวิปัสนาเสียก่อน ถึงจะสามารถเข้าใจหลักหรือคำอธิบายของระดับถัดๆไปได้..
(เหมือนคนที่นอนฝัน ถ้าไม่ตื่น ความสามารถที่จะเข้าใจความเป็นจริงก็น้อย)
แล้วระหว่างทางไปก็จะผ่านขั้นตอนที่เห็นเอาเองอีกทีว่า...
ดีและเลว ทุกข์หรือสุข มันคือแต่ละหน้าของเหรียญเดียวกัน เราเอากิเลสไปจับยึดแต่ละด้านของเหรียญเพื่อพยายามให้มันออกแต่หน้าที่เราชอบหรือหนีจากหน้าที่เราเกลียด...
เพื่อที่จะพบว่ามันทำให้เกิดแรงตรงข้ามขึ้นอีกด้านของสิ่งที่เรายึดนั่นแหละ
รอคิวที่จะถึงในวิบากถัดๆไป... โดยคนที่จะทราบหรือมองเห็น loop ต้องเห็นมันเอง โดยไม่เผลอยินดียินร้ายกับมันเสียก่อน
Nathakorn Buff Ek Pinkcow Ning Cholatit ขอโทษที เมื่อวานพิมพ์ไปทำงานไป มาดูอีกทีเพิ่งเห็นว่าประโยคมันตัดสลับกัน
สงสัยมือไปโดน
Nathakorn Buff จุดที่จะพูดถึงหลักๆคือ..
ระวังในความสุข ความพอใจนั่นแหละ.. ต่อให้เกิดจากทานหรือการให้
แต่มันยังสามารถมีโลภะหรืออัตตาแฝงอยู่ (และส่วนใหญ่มีอยู่ไม่น้อยสำหรับสังคมแบบที่เราเป็น)
ตัวนั้นเป็นตัวที่อันตรายกว่าตัวเลวเสียอีก ถ้ามองถึงปลายทางแบบพุทธของตัวเอง...
ทั้งๆที่มันดีหมดจดงถ้ามองจากสายตาคนอื่นๆนี่แหละ
Ning Cholatit เออ ใช่ ก็ว่าลืมอะไรไป ขอบคุณค่ะพี่
(แม้ตัวเองจะโอกาสติดยากก็ตาม)
ครูบาอาจารย์ว่าระวังติดเป็นเจ้าแม่กวนอิมยิ้มพริ้มทั้งวันก็ไปต่อไม่ได้ ^_^
Nathakorn Buff ตัวเองถ้ารู้จักมันแล้วอาจไม่ต้องระวังมาก..
แต่ระวังกลุ่มมิตรสหายที่นิยมตั้งทีม ติดทีมไว้ให้ดีเถิด..
ปฏิบัติไปไม่ต้องรอทีม.. ไม่ต้องรอคนมา validate ไปเรื่อยๆไม่รีบ
ไม่แข่ง รู้เพราะถึงเวลา ไม่ได้รู้เพราะอยากก็พอแล้ว ถึงช้าก็ดีกว่าเร็วแล้ววนนะ
:)
22 พ.ค.60 ไม่เที่ยง
เล่นเฟสเช้า เห็นกระทู้ที่รู้สึกว่าเดี๋ยวต้องมาตอบ แต่ตอนนี้ไม่ว่างไว้ตอนเย็นละกัน พอตอนเย็นมาดู ความรู้สึกว่าต้องตอบก็หายไปแล้ว
ไม่เที่ยง
22 พ.ค.60 ความจำเป็น
อะไรที่คิดว่าจำเป็น อาจไม่จำเป็น แต่รู้สึกว่าจำเป็นเพราะใจไปเดือดร้อนเฉยๆ ก็ได้
แต่อาจจะโดนความขี้เกียจหลอกเอาก็ได้นะ
ความสงสัยคาบไปแดกแล้วล่ะ
30 พ.ค.60
ฉันทะอาจมาได้จาก
ความเลื่อมใสรักใคร่ในผู้สอน
หรือความเห็นผลจริงจากการปฏิบัตินั้นๆ
ความเลื่อมใสรักใคร่ในผู้สอน
หรือความเห็นผลจริงจากการปฏิบัตินั้นๆ
ไม่มีฉันทะไม่ต้องถามหาวิริยะ
นี่คือคำตอบของความขี้เกียจ?
นี่คือคำตอบของความขี้เกียจ?
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)