วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ปัญญาบริบูรณ์

ไม่ได้อยากรู้อะไรต่อแล้ว
เหมือนเดิมนั่นแหละ

สมาธิพอสมควร

เมื่อมีสมาธิพอสมควร
จะเห็นกิเลสแต่ไม่ถูกครอบงำ

เห็นรัก เห็นโกรธ เห็นง่วง
แต่ไม่โดนครอบงำ

ยังถูกครอบงำเพราะกำลังจิตน้อย
ยังเห็นผิดเพราะปัญญายังน้อย
จึงต้องฝึกทั้งสมาธิ ทั้งปัญญา

จักขุง อุทะปาทิ

จักขุง ชื่อว่าดวงตา เพราะเห็น
ญาณัง ชื่อว่า ญาณ เพราะรู้ตามเป็นจริงไม่ผิดเพี้ยน
ปัญญา ชื่อว่า ปัญญา เพราะรู้โดยรอบ รู้ทั่วถึง
วิชชา ชื่อว่า วิชชา เพราะแทงตลอด
อาโลโก ชื่อว่า อาโลโก เพราะสว่างไสว

วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ขันธ์ VS กิเลส

ขันธ์
ความธรรมดาที่ได้สะสมมาเป็นอย่างนั้น
เป็นไปตามความเคยชิน

กิเลส
มาเป็นครั้งๆ แล้วก็มาจับยึดขันธ์ว่าเป็นตัวเราของเรา
จะทำอะไร ก็ใช้ขันธ์ไปทำ
ทำเสร็จก็จากไป
คนรับเคราะห์คือ ขันธ์

ขันธ์ เวลามันติด
มันก็คิดเอนเอียงไปทางนั้น
อย่างเคยอยู่ที่นี่แล้วสบายใจ ก็จะมาที่นี่
ขันธ์มันคุ้นเคย
เหมือนพระอรหันต์ โดยทั่วไปก็มักกลับไปถิ่นที่ท่านเคยอยู่

พวกเรื่องอากาศ เรื่องอาหาร
เรื่องพื้นฐานการกินอยู่ ที่นอน กิริยาท่าทาง
ทำไปนานๆ จนติด ไม่ได้มีกิเลสก็ทำ
ไม่ได้ทำเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง
จะเป็นขันธ์

หรือติดบุหรี่
ตอนแรกๆ จะอยากโก้ อยากเท่ อันนี้เป็นกิเลส
แต่ทำไปนานๆ ก็ไม่ได้อยากจะเท่อะไร แต่ติดแล้ว
มันจะอยู่ไม่ได้ มันต้องมีธาตุตัวนี้ใส่เข้าไป

หรือกินกาแฟ
กินใหม่ๆ ก็อร่อย
ไปๆ มาๆ จริงๆ จะไม่กินก็ได้ แต่ก็เหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง

หรือบางคนพูดแต่เรื่องเมตตาอยู่เสมอ
บ่อยๆ ก็จะติด
ใจก็จะเอียงไปทางนี้ ความคิดความนึกก็จะเอียงไปทางนี้
ความคิดความนึกอันนี้ไม่ได้เป็นความต้องการ แต่เป็นขันธ์ไปแล้ว

หรือต้องดูข่าวตอนเช้า

ตัวติดจริงๆ
ที่ติดจรงๆ เป็นขันธ์ คือ เป็นผล เป็นอุปาทานขันธ์

แต่ตัวที่อยาก ตัวที่ต้องการเพื่อสนองความอยากนี่ เป็นตัวกิเลส
ซึ่งเกิดไม่นาน แป๊บเดียวก็ดับ

เมื่อกิเลสยังมีอยู่
และเมื่อขันธ์เป็นอย่างนี้
กิเลสก็ไปยึดครองขันธ์ว่า "นี่เป็นเราติด" "เป็นการติดของเรา"
ทั้งที่จริงไม่ต้องมีตัวเรามันก็ติดแบบนั้นเหมือนกัน

เอาหมามาเลี้ยงตอนแรกเพราะชอบ
ต่อมาแม้ไม่มีความรู้สึกอย่างนี้ ก็ยังเลี้ยงอยู่
ไปกอด ไปจูงมันเล่น
เป็นนิสัยอันใหม่ เป็นขันธ์ไป กิเลสมันไปตั้งนานแล้ว

ทีนี้นิสัยบางอันมันเสียเวลา
แม้จะไม่เป็นกิเลส
แต่เป็นเหตุให้เกิดกิเลส

ดังนั้น ขันธ์ จะมีทั้งที่แบบเป็นเหตุให้เกิดกิเลส และทั้งที่เป็นวิบากเฉยๆ
จึงต้องมาดูว่าการติดแบบไหนที่มันเป็นเหตุให้เสียเวลาเยอะ
บางอย่างเป็นโทษ
หรือเป็นเหตุให้กิเลสก็ต้องลดละ หรือให้มันไปติดอีกอย่าง เช่น ไปติดฟังธรรม
"ถึงแม้จะไม่ใช่กิเลส ก็ต้องลดเช่นกัน"

ขันธ์มันทำงานเองของมันได้
กิเลสมันก็จะมายึดครองว่า "เราเป็นผู้..." นั่นนี่อะไรต่างๆ
อันที่่จริงมันเป็นการเป็นไปของกองทุกข์ล้วนๆ เลย

แม้กระทั่ง การไปยึดขันธ์ว่าเป็นเรา ที่ว่าเป็นกิเลสเนี่ย
ก็เป็นความเคยชินที่เกิดขึ้น
เนื่องจากไม่มีตัวตัดความเคยชินมา (สตินั่นเอง)
เขาถึงให้ฝึกสติบ่อยๆ ให้คอยตัดความเคยชิน
เอาจริงๆ แม้กิเลสก็เป็นความเคยชิน

คิดไปบางทีก็คิดไม่ออก มีความซํบซ้อนอยู่เหมือนกัน

สรุปเป็นว่า
อันไหนเสียเวลา เกิดกิเลสเยอะ อย่าไปทำ
เราก็มาฝึกสติ สมาธิ ปัญญา

บ่อยเข้าก็แยกออกอันไหนเป็นกิเลส อันไหนเป็นขันธ์
ก็ปล่อยวางขันธ์ ให้ขันธ์มันทำงานเอง
เหมือนปวดเข้าห้องน้ำ ไม่ต้องมีกิเลสก็เข้าได้

โดยส่วนใหญ่แล้วขันธ์ทำงานเองด้วยซ้ำ
หายใจเข้าออก ขันธ์ก็ทำงานเอง
ย่อยอาหารที่กินเข้าไป ขันธ์ก็ทำงานเอง
สนใจเรียนธรรมะ ขันธ์มันก็ทำงานเองของมันได้

แต่กิเลสดันมารวบรัด
ตัณหาโผล่มาเอาหน้าว่า "เราทำ"
เช่น เราขยันเรียน (จริงๆ ขยันเรียนโดยไม่ต้องมีเราก็ได้นะ)
จริงๆ ตัวขยันเรียนจริงๆ น่ะเป็นขันธ์

ส่วนตัวที่มารวบ มาถือขันธ์ว่าเป็นเรา เป็นของเรา อันนี้คือ...กิเลส

ข้อสังเกต
โดยส่วนใหญ่ เป็นขันธ์ที่ทำงาน
ส่วนกิเลส โผล่มาจับขันธ์ว่าเป็นเรา เป็นของเรา

ลองถ่ายวีดีโอตัวเอง
กิริยาแสดงออกมาเอง มันจะเยอะกว่าที่ เรานึกว่าจะทำ
ไอ้เรานึกเนี่ย เป็นการไปถือครองว่า "เราทำ" จริงๆ ขันธ์มันทำเอง
ดังนั้นที่จะให้เอาออกเนี่ยคือ ไอ้ยึดว่าเราทำ วางลง ให้ขันธ์มันทำ
อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 เป็นตัวทุกข์

ตัวสติมันก็จะไปรับรู้
เออ มันคิดอย่างนี้ มันก็ไปทำอย่างนี้ๆ
โดยไม่ต้องมีเราไปทำเลยสักกะคนนึง
ดูไปก็จะเห็นว่า อ่อ ตอนกิเลสเป็นตอนนึง ตอนขันธ์เป็นอีกตอนนึง

กิเลสคือตรงที่ยึดขันธ์ว่าเป็นตัวเรานี่แหละ
เห็นผิดว่าขันธ์เป็นตัวเรานี้คือ สักกายทิฏฐิ
พอยึดว่าเป็นตัวเราแล้วก็อยากให้เราอยู่รอดปลอดภัย อันนี้ก็คือตัณหา
แล้วก็ไปทำให้เราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เป็น อุปาทาน

ระวังให้ดี
ความเคยชิน ไม่เท่ากับ กิเลส
พระอรหันต์อาจจะพูดเสียงดังโดยที่ไม่ได้โกรธ
ฉะนั้น อย่าไปว่าใคร...ดีที่สุด
ว่าเจอพระอริยะ ก็ตัว who ตัว it

-473-

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ความจริงบางอย่างพิจารณาแล้วกิเลสไม่ลด

แม้ฉลาด แม้รู้มาก แม้มองความจริงตามจริง
แม้มองเป็นเหตุเป็นผล เป็นเงื่อนไข
แต่มองกว้างๆ มองความเปลี่ยนแปลงของโลก ของจักรวาล ของสังคม ของยุคสมัย
ได้ความรู้มาก แต่กิเลสไม่ลด
ยังเป็นโลกิยสัมมาทิฏฐิ

โลกิยสัมมาทิฏฐิ
ออกแนวกว้างๆ
ออกแนวโลกๆ

ความจริงบางอย่าง พิจารณาแล้วกิเลสลด
ความจริงบางอย่าง พิจารณาแล้วกิเลสไม่ลด

ความจริงที่พิจารณาแล้วกิเลสลดคือพิจารณาแบบอริยสัจ 4
ถ้าจะคิด คิดแบบอริยสัจ 4
ถ้าจะพูด พูดแบบอริยสัจ 4
โยนิโสฯ แบบที่กิเลสลด คือ โยนิโสแบบอริยสัจ 4
โยนิโสฯ เฉพาะอริยสัจ 4

โลกิยฯ มองกว้างๆ เพื่อให้เกิดศรัทธาในปัญญาตรัสรู้เท่านั้นเอง
เมื่อศรัทธาเกิดแล้ว ต่อไปก็จะไม่มองไปทางโลกอีกต่อไป
จนกระทั่งไม่คิดจะช่วยเหลือโลกอะไรอีกต่อไป
จะมองแค่อริยสัจสี่

หลังจากมีศรัทธา
ถ้าต้องการที่จะหมดกิเลส
ให้โยนิโสแค่อริยสัจ 4 ก็พอ

พิจารณาว่า อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์
พิจารณาว่า กิเลส เป็นเหตุให้เกิดทุกข์

จะรู้ละเอียด หรือรู้ย่อๆ
ถ้าละกิเลสได้ เสมอกันด้วยวิมุตติ

เหตุเงื่อนไขอื่นๆ ไม่ใช่อริยสัจ
แม้จะถูก แต่ยาว อยู่กันอีกนาน กิเลสไม่ลด

วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

สติปัฏฐาน 4 สามแบบ สองนัยยะ

ใช้ปัญญาจากสติปัฏฐานที่ฝึกมา
ไปในทางไหนบ้าง

3 แบบ
แบ่ง 2 นัยยะ

3 แบบ (นัยยะที่ 1)
ภายใน
ภายนอก
ภายในและภายนอก

เกิดบ้าง (นัยยะที่ 2)
ดับบ้าง
ทั้งเกิดทั้งดับบ้าง

การกล่าวนี้ไม่เป็นตามลำดับปฏิบัติ
เป็นเพียงลำดับเทศนาเท่านั้น
แปล เห็นอะไรก่อนก็เห็นอันนั้้นแหละ

ใช้วิธียังไงก็ได้ให้มันลงเอาในใจ
ฝ่ายไม่ดีอย่าให้มันลง ฝ่ายดีเอาให้มันลง
นึกเอา คิดเอา ก็ได้
ดูภายในประจักษ์เอา ก็ได้
ดูภายนอกแล้วน้อมภายใน ก็ได้

ฝ่ายดีนึกแล้วเอาไม่ลง
ก็นึกฝ่ายไม่ดีแทน เอาให้มันลงใจ

เพื่อให้รู้ว่าทั้งเราทั้งคนอื่นเสมอกัน คือไม่เที่ยง
ประเด็นคือ ไม่ยึดทั้งเราและผู้อื่น

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ฝ่ายรับ ฝ่ายกระทำ

สังขารนี้เป็นฝ่ายกระทำ เช่นเดียวกับสัญญา
เวลาจำแนกสัญญา ก็จำแนกเป็นสัญญา 6

ส่วนเวทนาเป็นฝ่ายรับ เป็นสุุข/ทุกข์/อทุกขมสุข

พอมีเวทนาแล้วก็เกิดภาคกระทำ
ในหลักปฏิจจฯ จึงไม่ต้องมีทัั้งสัญญา ไม่ต้องมีทั้งเจตนา
เพราะเป็นฝ่ายกระทำเหมือนกัน ก็เอาตัณหามาพูดเลย

ฝ่ายรับ
จะมีอุปกรณ์คือผัสสะ
ฝ่ายรับคือเวทนา

ฝ่ายกระทำ
สัญญา และเจตนา
ถ้าเป็นแบบปฏิจจฯ เพื่อให้เห็นชัด ก็จะแสดงในลักษณะว่าทำตามอำนาจของตัณหา
เวทนาจึงเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหาไปเลย
จริงๆ ก็คือมีทั้ง สัญญา เจตนา ตัณหา รวมอยู่ในนี้

(ฝ่ายรับ) เมื่อเวทนาแล้ว
ก็จะเกิดสัญญาที่พิสดารซับซ้อนขึ้นมา ปรุงนู่นนี่นั่นขึ้นมาตามสังขาร
ความคิดซับซ้อนพวกนี้ ก็จะกลายเป็นวิตกวิจารณ์ต่างๆ นานา
จุดต่อนี้จึงพูดตัณหาไปเลย เนื่องจากมีความซับซ้อนหลายประการ

เมื่อเกิดสุขทุกข์ ก็จะมีความคิดที่ซํบซ้อนตามองค์ความรู้ที่เคยได้รับมา
ซึ่งความรู้นั้น เกิดจากการกระทำในอดีตแล้วสั่งสมความรู้เอาไว้