วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2565

ว่าด้วยสติและการดับทุกข์ (NbN)

 

ทุกข์ขาดลงเมื่อเกิดสติ                                                   ใช่

สติทำให้ทุกข์ขาดลง                                                       ใช่

สติเป็นเหตุเดียวที่ทำให้ทุกข์ขาดลง                               ไม่ใช่

ไม่มีสติทำให้ทุกข์ไม่ขาดลง                                            ไม่ใช่

ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ทุกข์ก็จะดับ                                            ใช่

เมื่อสติเกิด...สิ่งที่เกิดขึ้นคือจะไม่เชื่อว่า “ทุกข์ไม่ดับ”       ใช่

เมื่อเชื่อว่าทุกข์ไม่ดับ จะเหมือนไม่มีทางออก                     ใช่

เมื่อคิดว่าไม่มีทางออก จะรู้สึกทุกข์มาก                             ใช่

เมื่อไม่คิดว่าทุกข์ไม่มีทางออก จะรู้สึกเฉยๆ ไม่อินมาก       ใช่

ทุกข์ยังคงเกิดดับ แม้ความเห็นจะถูกหรือไม่                        ใช่

สิ่งที่ต่างไปคือ ความเข้าไปอิน หรือไม่อิน                            ใช่ แค่นั้นเอง

ถ้าไม่รู้ สิ่งที่ไม่ดับคือ ความเห็นผิด ... เมื่อความเห็นผิดว่า “ทุกข์ไม่ดับ” ยังคงอยู่ สังขารนี้จะทำให้ทุกขเวทนายิ่งขึ้น สัญญาจำมากขึ้น

การวางใจในงานอาสา

  1.  อยู่กับรู้รู้
  2. จักหน้าที่
  3. มีกัลยาณมิตร (ผู้ชักชวนให้ละอกุศล)
  4. ตัดใจ (แก้ปัญหาเรื่องอกุศล ละอกุศล 5 วิธี)

a.       เห็นประโยชน์ของกุศล

b.       เห็นโทษของอกุศล

c.       เคลื่อนสายตาไปจากอกุศล ย้ายโฟกัส ไม่เพ่งโทษ ไม่สนใจในทิฏฐิที่แตกต่างกันออกไป สนใจคนเอาจริงก่อน

d.       พิจารณาปัจจัยที่เกิดขึ้น (ปฏิจจสมุปบาท)

e.       ข่มอารมณ์ ถ้าทำมา 4 ข้อแล้วไม่ได้ผล

 

  • กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ พวกเธอควรมีเราเป็นกัลยาณมิตร มีพระพุทธ พระธรรมเป็นกัลยาณมิตร
  • ผู้ใดเป็นกัลยาณมิตร เคารพความทุกข์ของคนอื่น ผู้นั้นเป็นสัตบุรุษ ทุกคนเจอความไม่เที่ยง แปรปรวน เหมือนกัน ไม่พึงไปรังเกียจความทุกข์ หรือไปเพิ่มทุกข์ให้แก่เขา
  • จะไม่เพิ่มทุกข์ให้แก่ผู้มีทุกข์ จะไม่สร้างความสุขอันสดใส ไม่ก่อความนเศร้าหมองให้กับใจ จะไม่ทำร้ายแม้ใครจะร้ายกับเรา

วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2565

note lecture (1)

 มหาวิปากจิต = จิตที่เป็นผลจากมหากุศลจิต 8 ดวง

วิปากจิต = จิตที่เป็นผลจากทั้งกุศลและอกุศล 36 ดวง / หรือ 52 ดวง

 

จิตที่ไม่มีโทษ ให้ผลเป็นความสุข ความหมายนี้ใช้ได้ทั้ง มหากุศลจิต และกุศลจิต สองคำนี้ไม่ต่างในความหมาย

มหากุศลจิต = หมายเอาแค่ 8 ดวง

กุศลจิต = หมายเอากุศลทั้งหมด

 

มหากิริยาจิต จิตที่เหมือนกับมหากุศลจิต (เหมือนเฉพาะในแง่ “ไม่มีโทษ”, แต่ “ไม่เหมือน” ในแง่ที่กิริยามันไม่ได้พาไปให้ผลเหมือนกุศล) เกิดในสันดานของจิตพระอรหันต์

กิริยาจิต หมายถึง จิตที่เกิดขึ้นโดยลำพัง (คือไม่เกี่ยวว่าต้องทำกุศล-อกุศลมาก่อน, แต่กิริยา ไม่ต้องอาศัยกุศล-อกุศลเป็นพ่อแม่เหมือนวิปากจิต) จิตที่ไม่เป็นบุญไม่เป็นบาป

กิริยาไม่ได้อาศัยกรรมเหล่านั้นเกิด แต่อาศัยกระบวนการตามจิตนิยาม

 

อเหตุกจิต = หมายเอาจิต 18 ดวง คือ จิตที่ไม่มีเหตุ 6 เป็นองค์ประกอบ

เหตุ 6 หมายเอา เจตสิก 6 เป็นองค์ประกอบ

 

กามาวจรวิปากจิต

กามาวจร หมายเอา 54

เอาเฉพาะที่เป็นวิปาก 23 [อเหตุกวิปากจิต 15 + มหาวิปากจิต 8]

 

โลกิยอกุศลจิต

ตัดโลกุตตระออกเหลือโลกิยะ

 

วันเสาร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2565

ลักขณาทิจตุกกะ

  1. ลักษณะ = สภาวะ สิ่งที่เป็นตัวแท้ของสิ่งนั้น
  2. รส = มีความหมาย 2 อย่าง ได้แก่ 
    • กิจรส : สิ่งนี้มันไปทำอะไร ไปทำให้เกิดอะไร มันมีหน้าที่อะไร
    • สมปตฺติรส : คุณสมบัติ
  3. ปัจจุปัฏฐาน = มีความหมาย 2 อย่าง ได้แก่ 
    • อุปฏฺฐานการ (เครื่องปรากฏ) : มีลักษณะอย่างไรปรากฏจึงรู้ว่าเป็นสิ่งนี้ อาการที่ปรากฏทางใจ
    • ผล : สิ่งที่เกิดขึ้นจากการอาศัยสิ่งนี้
  4. ปทัฏฐาน = เหตุใกล้ เหตุอันสำคัญยิ่ง เมื่อไม่มีสิ่งนั้น สิ่งนี้จะไม่เกิด ธรรมอื่นที่เป็นเหตุให้เกิด
    (ปท+ฐาน ก็แปลว่าเหตุทั้งคู่ ท่านเอามาซ้อนกันก็อารมณ์ประมาณ เฮ้ดเหตุ)

วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

ทิฏฐิ 18 อาการ

 มิจฉาทิฏฐิ  มีในสมัยนั้น เป็นไฉน

ทิฏฐิ  ความเห็นไปข้างทิฏฐิ  ป่าชัฏคือทิฏฐิ  กันดารคือทิฏฐิ ความเห็นเป็นข้าศึกต่อสัมมาทิฏฐิ ความผันแปรแห่งทิฏฐิ สัญโญชน์คือทิฏฐิ  ความยึดถือ ความยึดมั่น ความตั้งมั่น  ความถือผิด  ทางชั่ว  ทางผิด  ภาวะที่ผิด  ลัทธิ เป็นบ่อเกิดแห่งความพินาศ การถือโดยวิปลาสในสมัยนั้น  อันใด  ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ  มีในสมัยนั้น

อาการของทิฏฐิ

ทิฏฐิคตํ - อาการตกร่อง ไปตามร่องของมัน ตกร่องไปตามเห็นผิด

ทิฏฐิคหณํ - ความรกคือทิฏฐิ รกคือมันแก้ยาก จะทำอะไรสักอย่างย้ากยากลำบากลำบน ปัญหาเยอะไปหมด ทำอย่างนั้นไม่ได้ ทำอย่างนี้ก็ไม่ได้ นั่นแหละอาการรก อาการทิฏฐิ

ทิฏฐิกนฺตารํ - กันดารคือทิฏฐิ กันดารคือมีภัยอันตรายอยู่ข้างหน้า เวลาทิฏฐิกลุ้มรุมจิต อันตรายรออยู่ข้างหน้าเพียบเลย

ทิฏฐิวิสูกํ - เสี้ยนหนามคือทิฏฐิ รู้สึกว่าสัมมาทิฏฐิเป็นเสี้ยนหนาม คือรู้สึกว่าไอ้ฝ่ายถูกเนี่ยมันผิด 

ทิฏฐิวิปฺปนฺนตํ - วิบัติคือทิฏฐิ เสียหาย ผิดพลาด เพี้ยนไป ของดีๆ หายหมดเวลาทิฏฐิเกิด

ทิฏฐิสญฺโญชนํ - เครื่องประกอบคือทิฏฐิ ประกอบไว้กับทุกข์ในอบาย ประกอบไว้กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง หาแต่เรื่องคิดให้เหมือนกับทิฏฐิ ทำให้เหมือนกับทิฏฐิ

ทิฏฐิสลฺลํ - ลูกศรคือทิฏฐิ ถ้าเจาะเข้าไปข้างในแล้วถอนยาก ไปคุยด้วยแม้จะให้เหตุผลขนาดไหนก็ยังดื้ออยู่

ทิฏฐิสมฺภโว - สมภพคือทิฏฐิ ความคับแค้น ความบีบคั้น อาการคับแค้น คับแคบในจิต แคบหนักๆ เข้าก็รู้สึกเหมือนเราอยู่คนเดียวในจักรวาล คือว่าเราถูกที่สุดในจักรวาล

ทิฏฐิปลิโพโธ - ความกังวลคือทิฏฐิ ทำนี่รึยัง ทำนั่นหรือยัง

ทิฏฐิพนฺธนํ - เครื่องผูกคือทิฏฐิ ผูก คือแก้ได้ยาก

ทิฏฐิปปาโต - เหวคือทิฏฐิ คือตกแล้วขึ้นยาก

ทิฏฐานุสโย - อนุสัยคือทิฏฐิ อนุสัยหมายถึงกิเลสที่มีกำลังแรง กำลังแรงคือ กุศลธรรมดา (ศีล สมาธิ) เอาไม่อยู่ ต้องมรรคผล

ทิฏฐิสันตาโป - ความเดือดร้อนคือทิฏฐิ

ทิฏฐิปริฬาโห - ความเร่าร้อนคือทิฏฐิ เริ่มจากจิตและเผาผลาญจิต 

ทิฏฐินี่มันโหด ถ้ามีทิฏฐิบางประการเกิดขึ้นกับจิต เป็นทุจริตเลย อย่างเช่นมิจฉาทิฏฐิ ๑๐ ยังไม่ต้องทำอะไรเลย แค่คิดตามนั้นปุ๊บเป็นมโนทุจริตทันที และถ้ากรรมให้ผลเมื่อไร มีผลให้ตกอบายได้เลย นี้คือเร่าร้อนมาก

ไม่เหมือนกรรมอื่น กรรมอื่นนี่ต้องดูเจตนา ดูเจตนาแล้ว บางทีต้องดูองค์ด้วยว่าครบมั้ย ถึงจะเป็นทุจริต  

ทิฏฐิคณฺโฐ - เครื่องรัดคือทิฏฐิ รัดใครไว้? รัดเพื่อนไว้ คือรัดพวกเจตสิกอื่นๆ ทำให้ไปไหนไม่รอด พอมีทิฏฐิปั๊บจับมือกันลงอบาย ไปเกิดรูปเกิดนามกันในอบาย

ทิฏฐุปาทานํ - ความยึดมั่นคือทิฏฐิ

ทิฏฐาภินิเวโส - ความยึดอย่างเหนียวแน่นว่าอันนี้เท่านั้นจริง (อภินิเวส เป็นอาการหนักๆ ของทิฏฐิ) เราจริงๆ เขาจริงๆ เขาว่าเราจริงๆ !! 

ทิฏฐิปรามาโส - ถือเป็นอย่างอื่นคือทิฏฐิ หมายถึงความจริงเป็นอย่างนึง ไปถือเป็นอีกอย่างนึง ความจริงเป็นของไม่เที่ยงไปถือว่าเป็นของเที่ยง ต้นไม้ให้ร่มเงาไปถือว่าเป็นมงคล

 

ฟหกด


วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2564

อุเปกขา (สังขารุเปกขา)

 มาจาก อุป + อิกฺข

อุป ในที่นี้ไม่ได้มาจาก เข้าไป ใกล้ มั่น แต่มาจาก อุปกฺขปติตา คือ การไม่ตกไปข้างใดข้างหนึ่ง

ส่วน อิกฺข แปลว่าเห็น

อุเปกขา มี 4 เจตสิก เวทนา / ตัตตรมัชฌัชตตา / วิริยะ / ญาณ

ตัตตรมัชฌัชตตา จะเป็นเจตสิกที่มาตบสมาธิให้พอดีกับปัญญา (บางทีสมาธิมันจะเลยปัญญาไป) เช่น ในอุเปกขาสัมโพชฌงค์ หรืออุเปกขาพรหมวิหาร จะเป็นเจตสิกตัวนี้

ถ้าใน สังขารุเปกขาญาณ อุเปกขาตัวนี้คือ ญาณ คือทำหน้าที่เห็น
เห็นแบบไม่ตกไปข้างใดข้างหนึ่ง
วิจารไปตามธรรม ว่าไปตามความรู้ ตามสภาวะที่มันเป็น
ไม่ไปรังเกียจสังขารที่เป็นทุกข์ ไม่ได้ไปให้ราคากับนิพพาน

สังขารอุเปกขา ญาณ

ญาณ รู้สังขาร
ญาณ รู้อุเปกขา
รู้สองอย่างว่าเป็นสังขารทั้งคู่ (เป็นการรู้แล้วทิ้ง)
คือ สังขารเป็นอันนึง อุเปกขาเป็นอันนึง ทั้งสองอันล้วนเป็นสังขาร

มุญจิตุกัมยตาญาณ ใคร่จะพ้นนี่ไม่ได้ "ใคร่"
แต่มันทบทวนพิจารณาความจริง และดำรงมั่นตั้งอยู่ในความจริงนั้นด้วย มีใจเป็นกลางว่ามันเป็นอย่างนั้นแหละ ว่ามันเป็นทุกข์ เป็นภัย เป็นเหยื่อล่อของตัณหา (สามิสัง) เป็นสังขาร

วันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2564

รู้ซื่อๆ

รู้ซื่อๆ คือรู้ใจตัวเองซื่อๆ รู้ซื่อๆ ที่ใจแล้วมันจะรู้ข้างนอกทางตาหูจมูกลิ้นกายใจซื่อๆ ไปด้วย