วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2565

17 พ.ค.2022

17 พ.ค.65

วันนี้ใช้เวลาแบบไม่มีช่องว่างจะโอลัลลา เอาจริงใจก็เฉยๆ แต่ก่อนนอนกลับไปเห็นเกมเติมน้ำ เลยโหลดมาเล่น สังเกตดูใจ เหมือนกับอยากไร้สาระวันละนิดก็ยังดี

ตั้งแต่วิเวก ก็ฝึกน้อมอรูปมาเป็นอารมณ์เสมอๆ แล้วก็พบว่าอยู่ดีไม่ว่าดีก็จะชอบไปอยากข้องแวะในรูป 

แต่สำรวจดูเวทนาเอาจริงแล้วเฉยนะ หรือนี่คือความต่างระหว่างรูปราคะและกามราคะ? (สันนิษฐานเองล้วนๆ)

เวลาต่อมาจึงทราบว่าไม่ใช่ สงสัยเองตอบเองเสร็จสรรพ

ได้เป็นข้อสังเกตว่า ความเพลินในกามนี้ มีเวทนาเป็นอุเบกขาก็ได้

15 พ.ค.2022

15 พ.ค.65 วิสาขบูชา ขอนอบน้อบแด่พระรัตนตรัย

ระหว่างนั่งสมาธิพิจารณาอรูป อากาศความไม่สิ้นสุด อะไรๆ ก็ไม่มี ความเป็นช่องว่างระหว่างโมเลกุล โดยสรุปคือทำในใจโดยอรูป

ผลที่ได้ ข้อดี เมื่อกระจายความเป็นรูปออก กามก็ไม่มีที่ตั้ง 

และแม้การพิจารณาอรูปจะไม่สมบูรณ์ แต่ก็ช่วยให้เกิดฉากหลัง ไม่ไปโฟกัสกับกาม มีตัวเทียบว่า กามนี่เป็นเป็นสิ่งเล็กน้อยเท่านั้น ค่อยๆ ถอดถอนความรู้สึกครอบงำ

ข้อสังเกต ระหว่างพิจารณา ความว่าง เมื่อเอาสัญญาคนสลับเข้ามา และทำให้ว่างไปทีละคน สลายไปทีละคน ถึงจุดหนึ่งกลายเป็นจินตภาพว่าคล้ายกับอยู่ในเกมส์แล้วยิงคนทิ้ง ยุติความเป็นคน หล่นกองแต่เสื้อผ้า ผลคือใจรู้สึกเฉยๆ ไม่ต่างจากผลักตุ๊กตาให้ล้ม ถึงจุดนี้สติเตือนว่าระวัง เพราะดูจะใกล้กับอุจเฉททิฏฐิมาก 

เมื่อสติเตือนดังนี้แล้ว ได้ตามพิจารณาต่อ จึงเห็นว่านี้ก็ความคิดที่ปรากฏขึ้น อาศัยเหตุคือสติเข้าประกบทัน อาศัยเหตุคือฉากหลังปรากฏขึ้น ความคิดที่สืบต่อจากความว่างนี้จึงไม่เตลิด

ได้บทเรียนว่า
การฝึกพิจารณาโดยที่ฐานสมาธิไม่ได้แข็งแรงดี พึงยึดวัตถุประสงค์ให้แม่นมั่น ว่าเพื่อกระจายรูปไม่ให้เป็นที่ตั้งแห่งกามเท่านั้น อาจจะโดนลากเลยเถิดถ้าสติตามไม่ทันได้

7 พ.ค.2022

กลับจากวิเวก 7 วัน 1-7 พ.ค.65 พิจิตร

กลับมารู้สึกว่าการออกจากกาม ใช้มุมอนัตตา / สุญญตา จะสะดวกสบายแก่จิตกว่าใช้มุมอนิจจัง

11 พ.ค. 65
อยู่ดีๆ ก็นึกขึ้นมาว่า ทำงานเป็นเครื่องอยุ่ไปอย่างนั้น

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2565

งงใจ

 

ความรู้ที่ว่ามีอยู่ เมื่อเห็นอกุศล ก็รู้ว่ามันจะผ่านไป จึงไม่มีอะไรให้ไปทำ

การเข้าไปเสพอกุศลต่อขณะที่รู้ว่ามันก็จะผ่านไป

สิ่งที่น่าสังเกต คือการเข้าไป “เฝ้ามอง” ราวกับจะรอดูว่าเมื่อไรจะผ่านไป

สุดท้ายจิตตก

ตกได้ยังไงวะ

ข้อสังเกตคือพอตกแล้ว สักพักเดือดร้อน ผ่านไปสักพักถึงได้นึกได้ “ลืมไปว่า จิตตกก็จะผ่านไป”...งงกับใจ


3 APR 2022


ส่วนหนึ่งจากธรรมหลวงตา


การที่ความคิดไม่ชัดเจน ทำให้เห็นตัวเองไม่ชัด ให้กลับมาหายใจเข้าพุท-ออกโธ มันจะไม่หลงไป สัมปชัญญจะได้ไม่ขาด มันต้องเอาความรู้สึกตัวคานไว้ ไม่งั้นตัวรู้จะไปจี้ใส่จิตจนมันเงียบ แต่ไม่รู้ตัว จึงดูเหมือนเงียบสงบนิ่งเฉย แต่ไอ้ที่ตัวที่เข้าไปดูนี่ไม่ได้นิ่งเฉยเลย

 เป็นผู้รู้ที่มีการกระทำ

 คนที่จะละลมหายใจเข้าออก ละการรู้กายคานอำนาจจิตไว้ จะต้องเห็นผู้รู้ เห็นความไม่มีเสียก่อนจึงจะทำได้ (ต้องเอากายเป็นหลักไว้ก่อนเสมอ)ถ้าย้ายผู้รู้ไปดูจิตตรงๆ จะเกิดอาการจี้ใส่จิต แล้วมันจะเงียบไป เหมือนโปร่งโล่งเบาสบาย แท้จริงไม่ใช่ มันไม่เห็นผู้รู้ ตัวกระดุกกระดิกย้ายไปที่ผู้รู้ ตัวถูกรู้นิ่งสนิท


ว่าด้วยสติและการดับทุกข์ (NbN)

 

ทุกข์ขาดลงเมื่อเกิดสติ                                                   ใช่

สติทำให้ทุกข์ขาดลง                                                       ใช่

สติเป็นเหตุเดียวที่ทำให้ทุกข์ขาดลง                               ไม่ใช่

ไม่มีสติทำให้ทุกข์ไม่ขาดลง                                            ไม่ใช่

ไม่ว่าจะรู้หรือไม่รู้ทุกข์ก็จะดับ                                            ใช่

เมื่อสติเกิด...สิ่งที่เกิดขึ้นคือจะไม่เชื่อว่า “ทุกข์ไม่ดับ”       ใช่

เมื่อเชื่อว่าทุกข์ไม่ดับ จะเหมือนไม่มีทางออก                     ใช่

เมื่อคิดว่าไม่มีทางออก จะรู้สึกทุกข์มาก                             ใช่

เมื่อไม่คิดว่าทุกข์ไม่มีทางออก จะรู้สึกเฉยๆ ไม่อินมาก       ใช่

ทุกข์ยังคงเกิดดับ แม้ความเห็นจะถูกหรือไม่                        ใช่

สิ่งที่ต่างไปคือ ความเข้าไปอิน หรือไม่อิน                            ใช่ แค่นั้นเอง

ถ้าไม่รู้ สิ่งที่ไม่ดับคือ ความเห็นผิด ... เมื่อความเห็นผิดว่า “ทุกข์ไม่ดับ” ยังคงอยู่ สังขารนี้จะทำให้ทุกขเวทนายิ่งขึ้น สัญญาจำมากขึ้น

การวางใจในงานอาสา

  1.  อยู่กับรู้รู้
  2. จักหน้าที่
  3. มีกัลยาณมิตร (ผู้ชักชวนให้ละอกุศล)
  4. ตัดใจ (แก้ปัญหาเรื่องอกุศล ละอกุศล 5 วิธี)

a.       เห็นประโยชน์ของกุศล

b.       เห็นโทษของอกุศล

c.       เคลื่อนสายตาไปจากอกุศล ย้ายโฟกัส ไม่เพ่งโทษ ไม่สนใจในทิฏฐิที่แตกต่างกันออกไป สนใจคนเอาจริงก่อน

d.       พิจารณาปัจจัยที่เกิดขึ้น (ปฏิจจสมุปบาท)

e.       ข่มอารมณ์ ถ้าทำมา 4 ข้อแล้วไม่ได้ผล

 

  • กัลยาณมิตรเป็นทั้งหมดของพรหมจรรย์ พวกเธอควรมีเราเป็นกัลยาณมิตร มีพระพุทธ พระธรรมเป็นกัลยาณมิตร
  • ผู้ใดเป็นกัลยาณมิตร เคารพความทุกข์ของคนอื่น ผู้นั้นเป็นสัตบุรุษ ทุกคนเจอความไม่เที่ยง แปรปรวน เหมือนกัน ไม่พึงไปรังเกียจความทุกข์ หรือไปเพิ่มทุกข์ให้แก่เขา
  • จะไม่เพิ่มทุกข์ให้แก่ผู้มีทุกข์ จะไม่สร้างความสุขอันสดใส ไม่ก่อความนเศร้าหมองให้กับใจ จะไม่ทำร้ายแม้ใครจะร้ายกับเรา

วันอังคารที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2565

note lecture (1)

 มหาวิปากจิต = จิตที่เป็นผลจากมหากุศลจิต 8 ดวง

วิปากจิต = จิตที่เป็นผลจากทั้งกุศลและอกุศล 36 ดวง / หรือ 52 ดวง

 

จิตที่ไม่มีโทษ ให้ผลเป็นความสุข ความหมายนี้ใช้ได้ทั้ง มหากุศลจิต และกุศลจิต สองคำนี้ไม่ต่างในความหมาย

มหากุศลจิต = หมายเอาแค่ 8 ดวง

กุศลจิต = หมายเอากุศลทั้งหมด

 

มหากิริยาจิต จิตที่เหมือนกับมหากุศลจิต (เหมือนเฉพาะในแง่ “ไม่มีโทษ”, แต่ “ไม่เหมือน” ในแง่ที่กิริยามันไม่ได้พาไปให้ผลเหมือนกุศล) เกิดในสันดานของจิตพระอรหันต์

กิริยาจิต หมายถึง จิตที่เกิดขึ้นโดยลำพัง (คือไม่เกี่ยวว่าต้องทำกุศล-อกุศลมาก่อน, แต่กิริยา ไม่ต้องอาศัยกุศล-อกุศลเป็นพ่อแม่เหมือนวิปากจิต) จิตที่ไม่เป็นบุญไม่เป็นบาป

กิริยาไม่ได้อาศัยกรรมเหล่านั้นเกิด แต่อาศัยกระบวนการตามจิตนิยาม

 

อเหตุกจิต = หมายเอาจิต 18 ดวง คือ จิตที่ไม่มีเหตุ 6 เป็นองค์ประกอบ

เหตุ 6 หมายเอา เจตสิก 6 เป็นองค์ประกอบ

 

กามาวจรวิปากจิต

กามาวจร หมายเอา 54

เอาเฉพาะที่เป็นวิปาก 23 [อเหตุกวิปากจิต 15 + มหาวิปากจิต 8]

 

โลกิยอกุศลจิต

ตัดโลกุตตระออกเหลือโลกิยะ