เนวสัญญาฯ
มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
มีเวทนาก็ไม่ใช่ ไม่มีเวทนาก็ไม่ใช่
มีจิตก็ไม่ใช่ ไม่มีจิตก็ไม่ใช่
เหมือนครึ่งรับรู้ครึ่งไม่รับรู้
พูดอีกอย่างก็ครึ่งหลับครึ่งตื่น
แต่ไม่ขาดสติ กำหนดตามลำดับมา !!!
ถ้าจะเป็นแบบสมาบัติจริง คือไม่ขาดสติ มีสมาธิเป็นกำลังหนุนมาตั้งแต่ต้น
ไม่ใช่โพล้ๆ เพล้ๆ เดี๋ยวหลับๆ เดี๋ยวตื่นๆ แบบผู้ฝึกใหม่
แต่ถ้ากำลังของจิตหนุนไม่ดี
แล้วมาทำวิธีนี้
ดีไม่ดีสัญญาเสื่อม
คือพอสัญญาไม่ค่อยทำงาน นั่งไม่คิด
พอออกจากนั่งสมาธิมาจะคิดอะไรคิดไม่ค่อยออก
ถ้ากำลังเยอะๆ จะเป็นการทำลายสัญญาเหมือนกันต้องระวัง
กำหนดอะไรไม่ออก มาทำงานก็คิดอะไรไม่ออก ช้ากว่าเขาเพื่อน
แต่ถ้าปฏิบัติถูก
จะตัดสัญญาไม่จำเป็นทิ้ง
เรารู้จักมัน แล้วก็ไม่ยึดถือ
แต่สัญญาที่ดีก็เอามาใช้งาน
ไม่ใช่ดับให้หมด
หลักการ
ถ้าสติดี อันไหนชัด อย่าลืมกำหนด อันนี้เกิดขึ้น อันนี้ตั้งอยู่อันนี้ดับไป
ส่วนอันไหนเบลอ ให้ออกมา แล้วรวบเลย เมื่อกี้เป็นอดีต ดับไปได้ ... จบ
ฌานละเอียดกำหนดอดีต ไม่ต้องกำหนดเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
เบลอๆ อยู่ไปพยายามกำหนดจะยิ่งเลอะเทอะ
ไม่ใช่กำหนดรู้ปัจจุบันยันเต ตอนเบลอๆ จะรู้อะไรล่ะ
จะบ้าเอาได้
วันอาทิตย์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2561
วันเสาร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2561
ปัญญามันจะมองเห็นว่าเหลือแต่ทุกข์
ถ้ามีปัญญามันจะมองเห็นว่าเหลือแต่ทุกข์ไปหมด
สมาธินี่เป็นไปเพื่อยถาภูตญาณ (ไม่ใช่เอาไปทำอย่างอื่น)
สมมติไปสร้างอะไรละเอียดๆ ขึ้นมา ก็ต้องรู้จักมันด้วยว่ามันก็เกิดด้วยเหตุปัจจัย
ไม่ใช่ว่าว่างงงงง~~~ ค้าง ไม่มีอะไรเลย
จิตไปรับรู้ความว่างเข้า
ไม่ใช่ว่ามีแต่ "ว่าง ไม่เห็นมีอะไร"
อันนี้มัน ก็ว่างจริงๆ ว่างจากปัญญาไปด้วย
หรือเหลือ "สุข~~~"
ที่พระโสดาบันยังพอทนๆ อยู่ได้เพราะยังเหลือสุขนี่แหละ
มันถึงยังเหลืออยู่
ส่วนพระอรหันต์ โลกนี่อะไรๆ ก็ทุกข์หมด
ท่านจะหยิบอะไรขึ้นมาอีกมั้ย
สมาธินี่เป็นไปเพื่อยถาภูตญาณ (ไม่ใช่เอาไปทำอย่างอื่น)
สมมติไปสร้างอะไรละเอียดๆ ขึ้นมา ก็ต้องรู้จักมันด้วยว่ามันก็เกิดด้วยเหตุปัจจัย
ไม่ใช่ว่าว่างงงงง~~~ ค้าง ไม่มีอะไรเลย
จิตไปรับรู้ความว่างเข้า
ไม่ใช่ว่ามีแต่ "ว่าง ไม่เห็นมีอะไร"
อันนี้มัน ก็ว่างจริงๆ ว่างจากปัญญาไปด้วย
หรือเหลือ "สุข~~~"
ที่พระโสดาบันยังพอทนๆ อยู่ได้เพราะยังเหลือสุขนี่แหละ
มันถึงยังเหลืออยู่
ส่วนพระอรหันต์ โลกนี่อะไรๆ ก็ทุกข์หมด
ท่านจะหยิบอะไรขึ้นมาอีกมั้ย
วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
อนุสัยมันอยู่ที่ไหน
อะไรที่เป็นสังขารนั้น ไม่มีที่อยู่หรอก
ถ้ามีที่อยู่มันก็ไม่เป็นสังขารสิ
มันมีเหตุมันก็เกิด
ถ้ามีที่อยู่มันก็ไม่เป็นสังขารสิ
มันมีเหตุมันก็เกิด
กิเลส สังโยชน์ อนุสัย
อันเดียวกัน
แล้วแต่จะมองมุมไหน
ถ้ามองมุมว่าผูกเอาไว้ ก็เรียกว่าสังโยชน์
เช่น สังโยชน์เบื้องต่ำก็ผูกสัตว์ไว้ในกามภูมิ 11
ถ้ามองว่านอนเนื่อง ก็เรียกว่าอนุสัย
แล้วแต่จะมองมุมไหน
ถ้ามองมุมว่าผูกเอาไว้ ก็เรียกว่าสังโยชน์
เช่น สังโยชน์เบื้องต่ำก็ผูกสัตว์ไว้ในกามภูมิ 11
ถ้ามองว่านอนเนื่อง ก็เรียกว่าอนุสัย
การเห็นว่าอริยมรรคเป็นทางออกเห็นยังไง
สังโยชน์มากหรือน้อย
อยู่ที่รู้เครื่องออกหรือเปล่า
เครื่องออกคืออริยมรรค
ก็ต้องเริ่มจากมีสัมมาทิฏฐิ
เห็นความจริง - สัมมาทิฏฐิ
เห็นโทษและต้องการออกจากมัน - สัมมาสังกัปปะ
เช่น เมื่อวิจิกิจฉากลุ้มรุม รู้ทางออกมั้ย รู้อุบายเครื่องออกมั้ย
ถ้าไม่สังโยชน์ก็เท่าเดิม ถ้ารู้สังโยชน์ก็เริ่มเบาบาง
เห็นว่าวิจิกิจฉานี้มันไม่เที่ยงเนอะ มีเหตุก็เกิด -- เห็นความจริง
โดนครอบแล้วเป็นทุกข์เนอะ มีโทษเนอะ -- เห็นโทษ
ถ้าไม่ออกจากมันจะเป็นทุกข์ต่อไปเรื่อยๆ -- ต้องการออก
เป็นต้น
อยู่ที่รู้เครื่องออกหรือเปล่า
เครื่องออกคืออริยมรรค
ก็ต้องเริ่มจากมีสัมมาทิฏฐิ
เห็นความจริง - สัมมาทิฏฐิ
เห็นโทษและต้องการออกจากมัน - สัมมาสังกัปปะ
เช่น เมื่อวิจิกิจฉากลุ้มรุม รู้ทางออกมั้ย รู้อุบายเครื่องออกมั้ย
ถ้าไม่สังโยชน์ก็เท่าเดิม ถ้ารู้สังโยชน์ก็เริ่มเบาบาง
เห็นว่าวิจิกิจฉานี้มันไม่เที่ยงเนอะ มีเหตุก็เกิด -- เห็นความจริง
โดนครอบแล้วเป็นทุกข์เนอะ มีโทษเนอะ -- เห็นโทษ
ถ้าไม่ออกจากมันจะเป็นทุกข์ต่อไปเรื่อยๆ -- ต้องการออก
เป็นต้น
เด็กแบเบาะก็มีอนุสัย
ท่านกล่าว
เด็กอ่อนแบเบาะ ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีสังโยชน์ อนุสัย
สังโยชน์/อนุสัย
นี่เป็นคำที่ใช้แสดงศักยภาพ พร้อมที่จะมีเมื่อมีเหตุ
แม้ตอนนี้ไม่มี แต่มันยังมีเมื่อมันมีเหตุ
อันนี้เรียกว่ายังมีสังโยชน์
ดูมหามาลุกยสูตร
คำว่านอนเนื่องที่นิยมแปลกัน ความหมายคือ ยังละไม่ได้
เด็กอ่อนแบเบาะ ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีสังโยชน์ อนุสัย
สังโยชน์/อนุสัย
นี่เป็นคำที่ใช้แสดงศักยภาพ พร้อมที่จะมีเมื่อมีเหตุ
แม้ตอนนี้ไม่มี แต่มันยังมีเมื่อมันมีเหตุ
อันนี้เรียกว่ายังมีสังโยชน์
ดูมหามาลุกยสูตร
คำว่านอนเนื่องที่นิยมแปลกัน ความหมายคือ ยังละไม่ได้
วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
มันแล้วไปแล้ว?
เธอจำได้หรือไม่ว่าเราแสดงสังโยชน์เบื้องต่ำไว้อย่างไรข้าพระองค์ทรงจำได้ว่า
สักกายทิฏฐิ
วิจิกิจฉา
สีลลัพตปรามาส
กามฉันทะ
พยาบาท ... เป็นสังโยชน์เบื้องต่ำอันพระองค์แสดงไว้แล้ว
เธอไปจำมาจากไหนว่าเราพูดอย่างนั้น !
อ้าว~~~
คำตอบนี้ฟังดูก็เหมือนจะถูกต้อง แต่ผิด 5555
ที่ผิดเพราะตอบเป็นสภาวธรรม
การตอบเป็นสภาวธรรม ก็เช่น
นี่เรานั่งฟังธรรมอยู่อย่างนี้ ไม่มีกิเลส ไม่มีความเห็นผิด
แปลว่าเราไม่มีสังโชน์รึป่าว
"คือตอบแบบนี้มันสื่อถึง ใครไม่มีกิเลสในเวลานั้นก็ไม่มีสังโยชน์ในเวลานั้นใช่มั้ย" ผิด
เหมือนพูดเรื่อง "สักกายทิฏฐิ" - รูปเป็นเรา
คนที่ไม่เห็นว่ารูปเป็นเรา ก็แสดงว่าไม่มีสักกายทิฏฐิใช่หรือไม่ ผิด
มันผิดเพราะ ตอนนั้นกิเลสยังไม่เกิดก็ไม่เห็นสิ
ดังนั้น ถ้าพูดแต่หลักธรรมขึ้นมาลอยๆ มันจะไม่ตรง
ถ้าจะพูดสักกายทิฏฐิให้ครบ ก็ต้องพูดตามที่ท่านแสดงเอาไว้ว่า
ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้
ไม่ได้ฟังธรรมของพระอริยเจ้า
ไม่ได้รับคำแนะนำ...
อย่างนี้จึงจะถูกต้อง มันต้องเชื่อมโยงกับธรรมอันอื่นด้วย
เหมือนการเรียนเรื่อง "อนัตตา" ถ้าพูดขึ้นมาโดดๆ
ไม่เรียนให้ดีๆ ว่าธรรมะข้อนี้เชื่อมโยงกับธรรมหมวดอื่นอย่างไร
และเชื่อมแบบไหนถึงได้ธรรมข้อนี้มา
ก็ผิดไปเลย
เรื่องอนัตตา ก็ชอบพูดกันว่า มันแล้วไปแล้ว
คือ เหตุมันแล้วไปแล้ว แต่เราก็ว่า "มันแล้วไปแล้ว" อันนี้ก็ ผิด
ผิดเพราะมันไม่เชื่อมโยงไปสู่ผล
เหตุแล้วไปแล้วก็จริง แต่ผลมันยังมี
เหตุที่แล้วไปแล้ว เป็นโอกาสของผลที่จะเกิดต่างหาก มันเชื่อมโยงกันอย่างนี้
เวลาทรงจำ จึงต้องทรงจำแม่นๆ ว่าธรรมะนี้เชื่อมโยงกับอะไรอยู่
---
อันที่จริง
ตัวคำพูดมันจะฟังให้ถูกก็ได้
แต่ต้องเห็นว่าความเข้าใจเบื้องหลังอันนี้ต้องแม่นๆ
---
คำว่า "สังโยชน์เบื้องต่ำ" นี่ไม่ใช่ตอนมีกิเลส ตอนไม่มีกิเลสก็มีสังโยชน์เบื้องต่ำได้
เป็นอย่างนั้นเพราะเวลาดู จะดูที่บุคคลนั้นมีศักยภาพพอหรือยัง
เช่น สมมติตอบว่าสังโยชน์เบื้องต่ำคือความโกรธ
ถาม : ถ้าตอนนี้ไม่มีความโกรธ ถามว่าไม่มีสังโยชน์เบื้องต่ำใช่หรือไม่?
มันน่าจะตอบใช่ใช่มั้ย สังเกตว่าเวลาเอามาพูดนี่
ดูเหมือนถูกแต่มันผิดนะ
ความรู้นี้มันต้องเชื่อมโยงกันกับอันอื่น
เช่น คนที่ไม่ได้สดับ ยังไม่รู้วิธีปฏิบัติ เมื่อความโกรธเกิดขึ้น
เขาไม่สามารถจะรู้เท่าทันความโกรธ ไม่รู้อุบายสลัดออก
ความโกรธสามารถครอบงำเขาได้
อันนี้เรียกว่า มีสังโยชน์เบื้องต่ำ
คือตอนนี้มี/ไม่มีไม่เกี่ยว
แต่ว่าถ้าเกิดแล้ว
สามารถ "ครอบงำ" จิตเขาได้
เขาไม่รู้วิธีจัดการ
ไม่รู้เหตุปัจจัยของมัน
ไม่รู้วิธีให้มันดับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)