วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2564

อุเปกขา (สังขารุเปกขา)

 มาจาก อุป + อิกฺข

อุป ในที่นี้ไม่ได้มาจาก เข้าไป ใกล้ มั่น แต่มาจาก อุปกฺขปติตา คือ การไม่ตกไปข้างใดข้างหนึ่ง

ส่วน อิกฺข แปลว่าเห็น

อุเปกขา มี 4 เจตสิก เวทนา / ตัตตรมัชฌัชตตา / วิริยะ / ญาณ

ตัตตรมัชฌัชตตา จะเป็นเจตสิกที่มาตบสมาธิให้พอดีกับปัญญา (บางทีสมาธิมันจะเลยปัญญาไป) เช่น ในอุเปกขาสัมโพชฌงค์ หรืออุเปกขาพรหมวิหาร จะเป็นเจตสิกตัวนี้

ถ้าใน สังขารุเปกขาญาณ อุเปกขาตัวนี้คือ ญาณ คือทำหน้าที่เห็น
เห็นแบบไม่ตกไปข้างใดข้างหนึ่ง
วิจารไปตามธรรม ว่าไปตามความรู้ ตามสภาวะที่มันเป็น
ไม่ไปรังเกียจสังขารที่เป็นทุกข์ ไม่ได้ไปให้ราคากับนิพพาน

สังขารอุเปกขา ญาณ

ญาณ รู้สังขาร
ญาณ รู้อุเปกขา
รู้สองอย่างว่าเป็นสังขารทั้งคู่ (เป็นการรู้แล้วทิ้ง)
คือ สังขารเป็นอันนึง อุเปกขาเป็นอันนึง ทั้งสองอันล้วนเป็นสังขาร

มุญจิตุกัมยตาญาณ ใคร่จะพ้นนี่ไม่ได้ "ใคร่"
แต่มันทบทวนพิจารณาความจริง และดำรงมั่นตั้งอยู่ในความจริงนั้นด้วย มีใจเป็นกลางว่ามันเป็นอย่างนั้นแหละ ว่ามันเป็นทุกข์ เป็นภัย เป็นเหยื่อล่อของตัณหา (สามิสัง) เป็นสังขาร

วันจันทร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2564

รู้ซื่อๆ

รู้ซื่อๆ คือรู้ใจตัวเองซื่อๆ รู้ซื่อๆ ที่ใจแล้วมันจะรู้ข้างนอกทางตาหูจมูกลิ้นกายใจซื่อๆ ไปด้วย

วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2564

ภังคญาณ

 เห็นความดับของอารมณ์ และความดับของจิตที่เห็นความดับของอารมณ์นั้น (เห็นสองอย่าง) สิ่งที่ปรากฏคือ ความว่าง (สุญญโต)

จะละเอียดกว่าอุทยพยญาณ

สิ่งที่ปรากฏคือความว่าง = ว่างจากความเที่ยง ว่างจากความงาม ว่างจากความสุข ว่างจากความเป็นตัวตน

อนุปัสสนา วิปัสสนา และการละ

การใช้คำในปฏิสัมภิทามรรค

ถ้าอนุปัสสนา จะหมายถึง  ไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจานุปัสสนา, ทุกขานุปัสสนา, อนัตตานุปัสสนา

ถ้าใช้คำว่าวิปัสสนา จะหมายถึง นิพพิทา..., วิราคา..., นิโรธา..., ปฏินิสสัคคานุปัสสนา (เริ่มที่ภังคญาณ จึงเรียกว่าวิปัสสนาจริง)

  1. อนิจจานุปัสสนา ละความเห็นว่าเที่ยง (นิจจสัญญา)
  2. ทุกขานุปัสสนา ละความเห็นว่าสุข (สุขสัญญา)
  3. อนัตตานุปัสสนา ละความเห็นว่าเป็นอัตตา (อัตตสัญญา)
  4. นิพพิทานุปัสสนา ละนันทิ (หมายถึง ตัณหาที่ประกอบด้วยปีติโสมนัส, เบื่อก็ละความเพลิน)
  5. วิราคานุปัสสนา ละราคะ (หมายถึง ตัณหาที่นอกจากนันทิ, เมื่อคลายกำหนัดย่อมละราคะ)
  6. นิโรธานุปัสสนา ละสมุทัย (หมายถึง ละความเกิด เกิดอะไรก็เกิดตัณหาแหละ ก็ละเอียดขึ้น หมายเอาตัณหาที่เอาสังขารเป็นอารมณ์, เมื่อตัณหาไม่เกิด ก็ชื่อว่าละความเกิด)
  7. ปฏินิสสัคคานุปัสสนา ละอาทาน (สละคืน มิใช่ถือเอาไว้ ก็คือดับตัณหาได้สนิท ไม่เกิดอีกต่อไป, เมื่อสละออก ก็ไม่ถือ)
อาทาน = ถือ ถือนี้หมายถึง เกิดอยู่เรื่อย ที่ดูเหมือนมันเที่ยงคือตัณหามันเกิดอยู่เรื่อย เกิดตอนไหนก็เกิดตอนมันถือ ตอนถืออันใหม่ก็ไม่ใช่ถืออันเดิม มันคนละถือกัน แต่ถ้าไม่มีญาณเห็นความดับ มันก็จะมั่วว่าที่ถืออยู่เป็นอันเก่า

ปชหติ = ละ หมายถึง มันเกิดลดลง, หรือเกิดก็มีกำลังลดลง ถ้าเกิดเรื่อยๆ เกิดบ่อยๆ ก็เรียกว่า ละไม่ได้

วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2564

วันอาทิตย์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ส่องอินทรีย์

บอกศรัทธาดี? ได้ยินอรหังนี่ขนลุกเลยมั้ย

บอกวิริยินทรีย์ดี? เวลาอกุศลจะเกิดนี่ปล่อยหรือห้าม
เวลาจะทำบุญผลัดไปก่อนหรือเปล่า

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2564

เมื่อมีคนมาบอกว่าเห็นอย่างนี้ (วิธีตอบของท่านเศรษฐี)

เห็นว่าโลกเที่ยง หรือโลกสูญนั้น (ที่เห็นผิดเป็นดังนั้น)
ที่เห็นเป็นดังนั้น ก็เพราะทำในใจไว้โดยไม่แยบคาย หรือได้ฟังมาเท่านั้น
ไม่ฉลาดคิดภายในตัวเอง
ได้รับเสี้ยมสอนมาจากครูอาจารย์ หรือคนรอบข้าง
(อโยนิโสฯ + ปรโตโฆสะ)

เหมือนเด็กฝันร้าย ไปหาแม่
แม่ก็จะไม่ได้ไปตามว่าเด็กฝันเรื่องอะไร
ก็แค่บอกว่า เจ้ากินเยอะ นอนเยอะ ถึงได้ฝันอย่างนั้น เท่านั้น
เพราะไอ้สิ่งที่ฝันโดยมากก็ไม่จริง ไม่จำเป็นต้องไปตาม

จับเอาเลยที่ท่านรู้สึกอย่างนนั้นนั่นเป็นทิฏฐิ
ทิฏฐินี้เกิดจากเหตุปัจจัย

สิ่งใดที่เกิดจากเหตุปัจจัย
สิ่งนั้นไม่เที่ยง 

สิ่งใดไม่เที่ยง
สิ่งนั้นเป็นทุกข์

สิ่งใดเป็นทุกข์
ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

รวบเข้าเลย