วันอาทิตย์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

ปัญญาดับ กิจที่ปัญญาทำแล้วไม่ดับ

 อุปมาเหมือน

คนจะเขียนจดหมายตอนกลางคืน
เปิดไฟ แล้วก็เขียนๆๆๆ
พอเขียนจดหมายเสร็จ ก็ปิดไฟ

เมื่อดับไฟ ตัวหนังสือในจดหมายก็ไม่ได้หายไปไหน

คนเดียวกัน รึคนละคน

ถ้าบอกว่าเราตอนเด็ก กับเราตอนโตเป็นคนละคนกัน

ถ้าอย่างนั้น 

  • เด็กที่ไปเรียนหนังสือก็คนหนึ่ง - เด็กที่รับปริญญาก็อีกคนหนึ่ง
  • คนที่ทำกรรมก็คนหนึ่ง - คนที่รับผลก็อีกคนหนึ่ง
  • คนที่หกล้มก็คนหนึ่ง - คนที่เจ็บก็อีกคนหนึ่ง
  • แม่ของเด็กก็คนหนึ่ง - แม่ของคนโตก็อีกคนหนึ่ง
มันไม่ใช่อย่างนั้น

ที่บอกว่าเป็นคนเดียวกันตั้งแต่เด็กจนโต 
เพราะอาศัยกายเดียวกันนี้แหละ

เหมือนจุดตะเกียง มันย่อมสว่างตั้งแต่หัวค่ำยันรุ่งเช้า

ตะเกียงนี่เป็นอันเดียวกัน
แต่เปลวไฟตอนต้น ตอนกลาง ตอนปลาย ไม่ใช่อันเดียวกัน

เหมือนวิญญาณก่อนเกิดขึ้นแล้วดับไป วิญญาณใหม่เกิดขึ้น
วิญญาณก่อนก็สงเคราะห์ลงกับวิญญาณหลัง
เพราะธรรมมันสืบต่อกัน เกิดขึ้นแล้วดับไปสืบต่อกัน
จึงจะบอกว่าเป็นคนเดียวกันก็ไม่ได้ เป็นคนละคนก็ไม่ได้

***

เหมือนนมสด เมื่อตั้งไว้ ก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป กลายเป็น นมส้ม - เนยใส - เปรียง

ถามว่า เป็นอันเดียวกัน หรือเป็นคนละอัน
จะบอกว่าเป็นอันเดียวกันก็ไม่ถูกแน่
แต่นมส้ม ก็อาศัยนมสด
อาศัยนมส้ม จึงเกิดเนยใส
อาศัยเนยใส จึงเกิดเปรียง

คือมันไม่ได้ตัดขาดแบบหายไปจากกันเลย แต่มันอาศัยกันเกิด
คือตามปรมัตถ์ มันเกิดดับขาดกันก็จริง แต่ต้องเข้าใจด้วยว่ามันต่อกันเป็นกระแสและอาศัยกัน 
ไม่ใช่ว่าเกิด-ดับแล้วหายเงียบ ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับใคร

เพราะมันสืบเนื่องกันแบบนี้แหละ จะบอกว่าเป็นอันเดียวกันก็ไมได้ จะบอกว่าเป็นคนละอันก็ไม่ได้

วันเสาร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566

ลักษณะของปัญญา

  1. เฉทนลกฺขณา มีลักษณะตัด 
  2. โอภาสนลกฺขณา มีลักษณะส่องสว่าง
    • ย่อมกำจัดความมืด คือ อวิชชา
    • ย่อมทำความสว่างคือ วิชชา ให้เกิดขึ้น
    • ย่อมส่องสว่าง คือ ญาณ
    • ย่อมกระทำอริยสัจสี่ให้ปรากฏ

ลักษณะของสมาธิ

ปมุขลกฺขโณ

กุศลทั้งปวง

  • มีสมาธิเป็นประมุข
  • โน้มไปทางสมาธิ
  • เอนไปทางสมาธิ
  • ล้มไปทางสมาธิ
เหมือนจันทัน (โคปานสิโย) เอนไปทางยอด (กูฎ)


ในที่นี้อธิบายเจาะจงตอบสมาธิระดับสูง คือเป็นประมุข
ไม่ได้มุ่งตอบอวิกเขป หรือ เอกัคคตา หรือ อุปสม ที่เป็นสมาธิทั่วไป

ลักษณะของสติ

  1. อปิลาปน ไม่เลอะเลือน ไม่เลื่อนลอย ไม่สับสน ไม่มั่ว ไม่ปะปน ชัดเจนว่าอะไรเป็นอะไรในเรื่อง
    • กุศล - อกุศล 
    • มีโทษ - ไม่มีโทษ
    • ทราม - ประณีต
    • ดำ - ขาว
    • ไม่เลอะเลือนในธรรมประณีตยิ่งๆ ขึ้นไป แยกแยะชัดเจน เช่น 
      • เหล่านี้คือ สติปัฏฐาน
      • เหล่านี้คือ สัมมัปปธาน
      • เหล่านี้คือ อิทธิบาท
      • เหล่านี้คือ อินทรีย์
      • เหล่านี้คือ พละ
      • เหล่านี้คือ โพชฌงค์
      • นี้คือ มรรค
      • นี้คือ สมถะ
      • นี้คือ วิปัสสนา
      • นี้คือ วิชชา
      • นี้คือ วิมุตติ 
    • เมื่อชัดเจน ย่อมเสพธรรมที่ควรเสพ ไม่เสพธรรมที่ไม่ควรเสพ
    • เหมือนเลขามารายงานเจ้านายประจำๆ ว่าตอนนี้มีทรัพย์สินอยู่เท่านี้ๆ มีนั่นเท่านี้ มีนี่เท่านี้ เจ้านายก็ไม่สับสนว่ามีอะไรไม่มีอะไร มีอะไรเท่าไร เตือนให้นึกได้ถึงสมบัติของตนๆ สติเมื่อเกิดขึ้นก็ย่อมเป็นอย่างนี้
  2. อุปคณฺหณ เข้าไปถือเอา ไปจับเอาแบบตรงตัว 
    • เมื่อเกิดขึ้น สามารถรับรู้และเป็นไปอย่างชัดเจนในกระแส ในสาย ในคติแห่งธรรม ว่า
      • มีประโยชน์ - ไม่มีประโยชน์
      • มีอุปการะ - ไม่มีอุปการะ
    • เมื่อชัดเจน ย่อมจับเอา รับเอาเฉพาะธรรมที่มีประโยชน์ ขจัดทิ้งซึ่งธรรมที่ไม่มีประโยชน์
      ย่อมจับเอาเฉพาะธรรมที่มีอุปการะ ขจัดซึ่งธรรรมที่ไม่มีอุปการะ
สติญฺจ ขฺวาหํ ภิกฺขเว สพฺพตฺถิกํ วทามิ 
ตถาคตย่อมกล่าวว่าสติมีประโยชน์ในเรื่องทั้งปวง

ลักษณะของวิริยะ

ค้ำจุนไม่ให้กุศลเสื่อมไป
เป็นกองหนุน เป็นกำลังเสริม

ลักษณะของศรัทธา

ลักษณะของศรัทธา

  1. ผ่องใส = เลื่อมใส ผ่องใส ไม่มีไฝฝ้า ไม่มีมลทิน
  2. แล่นไป = ตามเขาไป เขาไปได้เราก็ไปได้

ศรัทธาเมื่อเกิดขึ้น จะข่มนิวรณ์ไม่ให้เกิด

นิวรณ์บังสมาธิมี 5
นิวรณ์บังปัญญามี 1 อวิชชา