วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การบ้าน 19/5/57

19/5/57

ตื่นเช้ามานั่งสมาธิ 10 นาที รู้กายกระเพื่อมขึ้นลง เบาสบาย เดินจงกรม 10 นาที ฟุ้งซ่านหน่อยๆ

ช่วงนี้สังเกตุตัวเองว่าเวลาอยู่ในอยู่ในที่ๆ คนพลุกพล่าน เช่น เวลานั่งรอ หรือเวลาเดินไปไหนคนเดียวร่างกายจะง่วงๆ หลงๆ เพลียๆ โมหะเยอะๆ ชอบกล

ด้วยความฉลาดไม่พอมีเรื่องให้เสียสัจจะกับคุณปลาหมึก พร้อมรับวิบากที่ตามมา

กลับถึงบ้านหลับไป 1 ชั่วโมง ลุกขึ้นมาสวดอิติปิโสได้ 64 จบ

วันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การบ้าน 18/5/57

18/5/57

ตื่นเช้าเดินจงกรม 15 นาที ระหว่างเดินไม่มีสติเท่าที่ควร

นั่งฟังซีดีคนส่งการบ้าน มีคนนึงส่งว่า เขาเห็นว่ากาลเวลาเกิดจากตัณหา แล้วถามหลวงพ่อว่าที่เห็นน่ะถูกมั้ย หลวงพ่อก็รับรอง ใจก็ภูมิใจขึ้นมาวูบนึงว่า เอออันนี้เราก็เคยเห็น

ช่วงเช้าไปฟังเทศน์แต่ปรากฏว่านั่งสมาธิยาว ไม่มีอะไรเข้าหัวเลย 5555

ก่อนนอนสวดอิติปิโส 108

วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การบ้าน 17/5/57

17/5/57

ตื่นมาเอาผ้าไปซัก จากนั้นก็มานั่งสวดอิติปิโสชดเชยเมื่อคืนได้ 54 จบ ระหว่างสวดพบว่าเมื่อกายนิ่งจะมีกำลังขึ้นมาเป็นจุดๆ ทำให้มีแรงสวดต่อไปอีกนิดนึง..อีกนิดนึง เรื่อยๆ

ระหว่างวันพยายามอยู่กับกายเท่าที่ระลึกได้
ก่อนนอนสวดโองการ 1 จบ อิติปิโส 108 ช่วงแรกความคิดแทรกเป็นพักๆ ช่วงกลางๆ ง่วง ช่วงท้ายๆ นิ่งดี ไปไม่ไปไหนอยู่แต่กับบทสวด

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การบ้าน 16/5/57

ตื่นเช้ามาสวดมนต์สั้นๆ และนั่งสมาธิครู่หนึ่ง
ระหว่างนั่งเพลงในหัวแรงมากเข้าใจว่าเป็นผลจากการดูหนังเมื่อวาน แต่แปลกใจว่าเพลงที่ดังในหัวกลับไม่ใช่เพลงที่ได้ยินในช่วงนี้แต่เป็นเพลงที่ไม่ได้ฟังมานานแล้วคุณจิตนี่ก็ช่างขุดคุ้ย ระหว่างนั่งก็เลยเอาบริกรรมทับไป "พุทโธ" เอาไม่อยู่ "ฉันทะฯ" เอาไม่อยู่ เปลี่ยนไปจนเจอ "เมตตาฯ" พอฟัดพอเหวี่ยง

หลังเลิกงานนั่งสมาธิ สวดโองการ 1 จบ
ก่อนนอนสวดอิติปิโส ตาจะปิดเอาทุกจบที่สวด ใจระลึกถึงพระรูปนึงที่เห็นทีวัดตอนทำวัตรท่านนั่งนิ่งมากก็ได้กำลังมานั่งนิ่งได้อีกพักนึง ได้ 54 จบ

วันพุธที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การบ้าน 15 พ.ค.57

15/5/57

ตื่นเช้ามาเดินจงกรม 20 นาที ระหว่างเดินเห็นความไม่ชอบใจเก่าแก่ผุดขึ้น ใจก็เห็นว่ามันเป็นแค่ความอยากธรรมดาแล้วก็ดับไปไม่มีอะไร พอต่อมาดันสงสัยว่า "อ่าว ความไม่ชอบใจทำไมเป็นความอยากล่ะ มันเป็นโทสะไม่ใช่เหรอ"

ระหว่างวันพยามยามระลึกกาย
ช่วงว่างในห้องทำงานสวดโองการ 1 จบ
ระหว่างเดินทางกลับบ้านท่องบทสวดมนต์อิติปิโส ยันทุน พาหุง สลับๆ กันไปเรื่อย
รู้สึกจิตมีกำลังแต่รู้สึกว่ากิเลสก็มีกำลังมากขึ้นเช่นกัน

กลับบ้านดันอยากดูหนังเลยดูไป ผลคือจากที่เหมือนมีกำลังอยู่ดีๆ ก็ยังมีกำลังอยู่แต่สลับเป็นฝ่ายกิเลส ตอนสวดมนต์ก่อนนอนเลยไม่นิ่งและดับบ่อยกว่าจะครบ

การบ้าน 14 พ.ค.57

14/5/57

ระหว่างวันรู้สึกถึงกำลังที่ได้มาจากวัดเป็นพักๆ สติมีบ้างไม่มีบ้าง พยายามระลึกให้กลับมาอยู่กับกาย เริ่มรู้สึกถึงว่าถ้าไม่มาอยู่กับกายการรับรู้จะออกไปในแนวคับแคบและคัดเลือกสิ่งที่เข้ามากระทบ ไม่รู้รอบ ถึงขั้นซื่อบื้อไปเลยในบางเรื่อง

ก่อนนอนสวดอิติปิโส 108 ตั้งใจว่าจะนั่งไม่เปลี่ยนท่าก็นั่งได้แต่ไม่นิ่ง มีการต่อรองกับตัวเองอีกบอก เอ้า ขาก็นั่งไปสิแขนขยับเรื่องของแขน ระหว่างนั่งมีความง่วงโผล่มาก็ชิงจังหวะกันความง่วงก็ดับไป ตอนสวดไม่รู้สึกรีบเร่งแต่ตาก็เหลือบดูลูกประคำอยู่นั่น 555

วันอังคารที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การบ้าน 9-13 พ.ค.57

 9-13 พ.ค.57

(วันที่ 9-10)
ตั้งแต่ช่วงที่ส่งการบ้านสั้นกุด ช่วงนี้ใจเหมือนหมาตาบอดผู้หิวโหย มันถามตัวเองอยู่ตลอดว่าทำอะไรอยู่และทำเพื่ออะไร อยู่กับโลกก็ไม่สุข ภาวนาก็สุขครั้งคราว บทจะแห้งแล้งก็แห้งตายได้เลยเหมือนกัน คิดอย่างคนขาดสติว่าไปวัดคงจะพอช่วยอะไรได้บ้างดีกว่าอยู่บ้านหลายๆ วันอาการจะหนักเอา

ไปรอบนี้ไม่อยากยุ่งกะใคร ไม่หงุดหงิดกับอากาศร้อน ไม่หงุดหงิดกับชุด อะไรก็ได้ ทำให้ถูกจะได้ไม่ต้องพูด ไม่ต้องมองหาใคร ไม่ต้องรอใคร สงบดีมากเลยค่ะ...

ซะที่ไหนกันล่ะ ภายในพูดไม่หยุดเลย บริกรรมก็ไม่มีอารมณ์ มันเบื่อ ผลคือ 2 วันไม่ใส่เหตุภายนอกยังพูดไม่หยุดเลย -_-"

ขึ้นกราบหลวงพ่อใหญ่ รอบนี้ไม่ได้ถามไม่รู้จะถามอะไร ใจมันฝ่อ เหี่ยว โทรม ถือว่าขึ้นไปนั่งสมาธิกับท่านแล้วกัน ท่านเทศน์จับได้คร่าวๆ ว่าทุกข์เกิดจากความคิด บัณฑิตพึงเห็นความดับของเทียนให้บ่อย ท่านว่าโปรดคนเป็นล้านจะพ้นได้สักคนสองคนยังยากเลยแต่ท่านก็ทำ ฟังถึงตรงนี้น้ำตาก็ไหล กำลังกลับมาหน่อย

ถึงเวลาก็ทำวัตรเช้าเย็น นั่งสมาธิ เดินจงกรม เช็ดถูปัดกวาดก๊อกแก๊กไป กิจกรรมก็เข้าแต่ฤาษีดัดตน หลังทำวัตรเย็นก็เดินจงกรมสลับนั่งสมาธิ ไม่สงบ และไม่หลับ มีคุณหมาน้อยใหญ่คอยปลอบใจทำอะไรตลกๆ ให้ดูหลายท่า ใกล้ตี 3 ก็เดินไปล้างหน้าล้างตาเตรียมทำวัตรเช้าต่อ

(วันที่ 11)
เข้ากิจกรรมนั่งสมาธิช่วงบ่าย นั่งแล้วเหมือนเกิดอาการสัปหงกแต่สาบานได้ว่าไม่ได้ง่วง ก็นั่งดูมัน พบว่ามันจะเกิดตอนกระแสความคิดจรเข้ามา โยกแล้วกระตุกกลับ ความคิดตัด ความคิดใหม่พาไหลใหม่ ก็โยกใหม่แล้วกระตุกกลับ โยก-กระตุกอย่างนี้หลายรอบจนรำคาญ

ตอนแรกนึกว่ามันโยกเพราะคิดเลยช่วยมันคิดไปชุดใหญ่ "เอ้าโยกไป" ปรากฏไม่โยก เลยจับได้ว่ามันโยกเฉพาะกับความคิดจรที่ไหลไปเองเท่านั้น การคิดเป็นเรื่องเป็นราวไม่โยก

นั่งดูต่อคิดเป็นคำพูดไม่โยก ถ้ามโนเป็นภาพล่ะ อ้าวโยกแฮะ ขนาดมโนภาพครูบาอาจารย์ยังโยกเลย ลองมโนเป็นกลิ่นเป็นรสก็ไม่โยก จำไม่ได้ว่าเล่นเสียงด้วยรึป่าว แต่สรุป ภาพมโนกำลังแรงสุด เล่นกับมันสักพักอยู่ๆ มันก็ปล่อยการโยกของมันเอง กายก็ค่อยๆ ตั้งนิ่งขึ้นมาสบายอากาศร้อนก็ไม่สนใจนั่งจนครบ 1 ชั่วโมง

พอนั่งสมาธิเสร็จครูที่สอนให้ถามได้ ก็เลยยกมือถามว่าอาการที่เราเป็นคืออะไร แต่ฟังม่ายยยรู้เรื่องเลยจำไม่ได้ค่ะ 5555

สักบ่ายสี่เห็นมีกลุ่มนั่งสนทนาธรรมกับพระอาจารย์เลยทำตัวเป็นเผือกไปนั่งฟังด้วย พอดีมีคนถาม "ทำยังไงจะหยุดความคิดได้" ท่านว่าทำกายให้นิ่ง วาจานิ่ง ใจนิ่ง

กายนิ่งคือมีสัมปชัญญะ มันอยู่ตรงไหนให้มันอยู่ตรงนั้น วาจะไม่จำเป็นไม่ต้องพูด เมื่อข้างนอกนิ่ง ข้างในจะเป็นไงก็แล้วแต่เดี๋ยวมันก็นิ่งตามเอง ถ้ามันนิ่งครบสามจะนั่งสมาธิกี่ชั่วโมงมันก็นิ่ง แต่ถ้าข้างในมันคิด (ท่านก็โยกตัว) มันก็เป็นแบบนี้ไง -- เลยรู้สึกเหมือนได้คำตอบเลย

มีคนถามต่อ "แต่เดินจงกรมมันไม่ได้นิ่งนี่คะ" ท่านว่าการเดินจงกรมเป็นการชะลอความปั่นป่วนให้อยู่ในระดับที่เอาอยู่ แล้วค่อยมานั่ง การบริกรรมก็เป็นการชะลอเช่นกัน

ตอนเย็นสวดทำวัตรมีกำลังดี แต่ตอนอิติปิโส 108 ใจมันทุกข์เพราะอยากให้จบไวๆ สวดเสร็จก็เดินจงกรม นั่งสมาธิต่อ ไม่มีอะไรในกอไผ่

(วันที่ 12)
เข้ากิจกรรมนั่งสมาธิช่วงบ่ายอีก มันจำอารมณ์โยกเมื่อวานได้ มันไม่ชอบไม่อยากเจอ วันนี้มันดิ้นหนีไม่ยอมนั่ง ยุกยิกรำคาญเหงื่อออก ร้อน ออกเป็นอาการทางกายไป ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงรู้สึกทรม๊าน..ทรมาน ตอนจบช่วงครูนั่งตอบคำถาม คือท่านก็พูดเยอะนะ แต่หนูมันประเภท selective listener

ท่านก็พูดออกมาประโยคนึงว่า "สำหรับผู้ปฏิบัติ คิดว่าผ่านเวทนาหรือยัง" จิตมาร์กประโยคนี้เอาไว้ แล้วก็อีกประโยคแนะนำให้ผู้มาแก้กรรมให้กระทำสัจจบารมี ยกตัวอย่างตอนพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ที่ว่าถ้าท่านไม่บรรลุพระโพธิญาณจะไม่ลุกขึ้นจากโคนไม้เป็นอันขาด จิตก็มาร์กเรื่องนี้เอาไว้

เดินออกมาจากเรือน 1 แสนจะร้อนไปซื้อโยเกิร์ตกินไม่หายร้อน เลยต้องไปซื้อชาเย็นมาอีกแก้ว ดูดเข้าไปแจ่มมากทั้งหวานทั้งเย็นในมีความสุขฝุดๆ มันก็นั่งพักสายตา ได้เรื่องเลย

ลืมตาไม่ขึ้น รู้สึกมีกำลังมาอัดหน้า เหมือนเดินเข้าไปในเรือดำน้ำแล้วโดนซีลจากข้างนอกแล้วเรือก็ค่อยๆ จมดิ่งไปเรื่อยๆ มันตัดการกระเทือนภายนอกออกเหมือนสร้างห้องขึ้นมาล้อม อยู่ห้องเดิมสักพักก็เหมือนมันพาเปลี่ยนห้อง เหมือนกำลังที่อัดหน้าอยู่มันเคลื่อนจากจุดนึงไปอีกจุดนึง ก็นั่งดูมันไปไหนๆ ก็ว่าง จะดูว่าจะพาไปไหน การรับรู้ยังปกติเสียงก็ได้ยินแต่รู้สึกมันไม่กระเทือนมีแต่ความรู้สึกว่าไม่เกี่ยวข้อง การคิดก็ทำได้ปกติ เป็นความรู้สึกที่ดีจังเหมือนได้พักเลยไม่ต้องออกไปเพ่นพ่านที่ไหน เป็นอย่างนั้นอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงกำลังที่อัดมาค่อยคลายไป ไม่รู้ว่ามันเป็นสภาวะอะไร แต่รู้อย่างเดียวว่าไอ้ที่เกิดนี่เป็นผลไม่ใช่เหตุ แถมไม่รู้เหตุด้วย เลยไม่รู้ว่าถ้าจะทำอีกต้องใส่เหตุยังไง -_-" พอใกล้ๆ จะลืมตาได้ยินเสียงกระทบเริ่มกระเทือน ได้ยินเสียงคนอื่นตะโกนเรียกเพื่อนดังหน่อย มันกระเพื่อมหงุดหงิดบางๆ พอลืมตาขึ้นมาได้รู้สึกเหมือนได้หลับยาว แต่ซื่อบื่อขอบกล เหมือนมีใครเอาหมวกมาใส่ให้ การมองเหมือนจะชัดขึ้น ซื่อบื้ออยู่พักนึง

เตรียมตัวสำหรับสวดมนต์ข้ามคืน มันเลยเอาเรื่องสัจจะที่มาร์กไว้มาพิจารณา เดินไปถึงพระพุทธรูปแล้วก็เขางอก "เอ๊ะ สัจจะนี่เขาตั้งกันยังไงฟระ" สรุปว่าก็มึนๆ ตั้งไปว่าจะสวดคืนนี้จะสวดอิติปิโสแบบไม่เปลี่ยนท่าเลยเอ้า ปรากฏคืนนี้ไม่ได้สวดอิติปิโส 108 ก๊ากก แต่กระนั้นผลของมันก็มีอยู่คือสวดข้ามคืนได้แบบค่อนข้างนิ่ง ไม่ง่วงและไม่หมดแรง เรียกว่าไม่ตายกลางสนามรบ แต่เสร็จศึกก็สิ้นสภาพไปแป๊บนึง

13 พ.ค.57
ได้ใส่บาตรหลวงพ่อใหญ่ ได้เห็นท่านในระยะประชิดมาก ^_^ ฮิ้ววว (จะฮิ้วววทำไม) มีฟามสุขค่ะ