วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2560

เลคเชอร์บ่มวิมุตติ 13-16 ม.ค. เชื่อมความเอง

หลวงพ่อสอนเรื่องการไม่กลับมาเกิดนะ รู้มั้ยเพราะอะไรจึงไม่กลับมาเกิดอีก เพราะทั้งหมดนี้มันเป็นเรื่องไม่จริงน่ะสิ แต่มันก็เห็นเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ทั้งๆ ที่มันเป็นแค่สังขตธรรมทั้งนั้น อย่างมองไปปั๊บก็บอกเลยนี่ “รถ” มองไปปั๊บก็บอกเลย “นี่ระฆัง” มองปั๊บมันเห็นรูปเป็นรูปขึ้นมาทันทีเลย มันเป็นความเคยชินของอวิชชาที่มีมานานมาก อวิชชามันปรุงขึ้นมา นี้เป็นสมุทัยแท้ๆ เลย แถมพอปรุงปั๊บว่า “นี่เป็นอะไร” ก็ตามมาด้วย “นี่ของใคร” คือถ้ามีชื่อคนปรากฏนี่ มันปรุงมาหลายชั้นมากแล้วนะ

ถ้ายังไม่สามารถละความหลงได้ว่ารูปเป็นรูป เสียงเป็นเสียง เวทนาเป็นเวทนา ความจำเป็นความจำ มันก็จะกังวลอยู่ในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งมันเป็นความปรุงแต่งทั้งหมดเลย เกิดขึ้นจากตัณหา มี A ในความจำ B มี B ในความจำ A มันมีใครที่ไหนกัน อันนี้มันไปไกลมากแล้วโดยที่ไม่รู้ว่ากำลังปรุงอยู่

ในการละอวิชชานั้น ศีล สมาธิ และปัญญาจะต้องบริบูรณ์ อันนี้แม้แต่พระอนาคามีก็ยังเห็นว่ารูปเป็นรูป ก็ยังต้องข่มไว้ ข่มรูป ไปยึดอรูป ก็ยังเรียกว่าการปรุงแต่ง (อเนญชาภิสังขาร)

การเอาสังขตธรรมมาปรุงให้เรียกว่า “รูป” อันนี้เป็นใบไม้ เป็นดอกไม้ เป็นกุ้ง เป็นหอย ทั้งๆ ที่ถ้ากระจายออกก็เป็นธาตุ 4 เอาธาตุ 4 มากองกันแล้วก็ให้ชื่อ แต่ธาตุ 4 ก็ไม่ใช่ธาตุ 4 ถ้ายังหมายว่าธาตุ 4 เป็นธาตุ 4 อย่างน้ำถ้ากระจายออกก็เป็นไฮโดรเจน เป็นออกซิเจน แต่ถ้ายังหมายว่าเป็นไฮโดรเจน เป็นออกซิเจนก็ยังเสร็จอวิชชาอยู่นะ

การปรุงแต่งนี่มันเกิดขึ้นตลอดเวลา ไม่ใช่อะไรที่เกิดขึ้นแบบนานๆ ที มันปรุงแต่งเป็น full time อย่าง “ดอกไม้นี่สวยนะ” หรือ “กุ้งเผานี่อร่อยนะ” มันคือปรุงขึ้นมาจากว่า ดอกไม้นี่เป็นดอกไม้จริงๆ กุ้งนี้เป็นกุ้งจริงๆ แล้วก็ไปปรุงเช่น ไปดม ไปกิน ไปทำอย่างนั้นดีกว่า ไปทำอย่างนี้ดีกว่า เห็นมั้ยว่ามีเวทนาเข้ามาเกี่ยวข้อง ถ้าไม่มีเวทนาจะปรุงแบบนี้ไม่ได้

ถ้าจะละอวิชชาแต่ยังปรุงแต่งสังขาร ยังยินดีอยู่กับสังขาร มันก็จะละไม่ได้ มันหาความสุขไม่เป็นมันก็ไปปรุง “บุญ” ขึ้นมา แล้วก็ติดกับรสสุข

“เขาจำเราผิด เราไม่ใช่อย่างนั้นสักหน่อย” มันยากจนข้นแค้นความสุข กระหายความสุข จึงได้เที่ยวปรุงแต่งขึ้นมา อยากให้คนนั้นเป็นอย่างนั้น อยากให้คนนี้เป็นอย่างนี้ สังขารเกิดจากตัณหานี่อย่างไร ไปหยิบมาปรุงเพราะมันอ่อนแอนะ กำลังเอกัคตามันไม่พอ มันไม่เป็นหนึ่ง มันปรุงไปตามช่องทางทั้ง 6 ตามอายตนะ มีเราเห็น มีเราได้ยิน มีเราจำได้ มีเราคิด เจตนาดี เจตนาร้ายนี่ก็ไม่ใช่ตัวตน มันฟังแล้วมันก็ปรุง พอปรุงแล้วก็ไปยึดมีเราในความจำเขา มีเขาในความจำเรา คือแค่บ่นนี่ก็เป็นอาหารของอวิชชาแล้วนะ บ่นคืออะไร บ่นคือโสกะปริเทวะ เป็นอาหารของอวิชชานะ

ไม่ว่าจะอดีต ปัจจุบัน อนาคต จะดับสังขารก็ต้องดับอวิชชา ถ้าความปรุงแต่งไม่หยุด จะพ้นทุกข์ก็เป็นไปไม่ได้ คือ ถ้าไม่ไปนึกว่ารูปเป็นรูป มันก็ไม่อิน จะเอาทุกข์มาจากไหน คือ ระบบความปรุงแต่งมันก็ทำงานเหมือนกันทั้งโลกนะ แล้วทางรอดคืออะไร ทางรอดอยู่ที่วิหารธรรมนี่ไง คือ เมื่อไรที่ออกจากวิหารธรรม คือ ถูกอวิชชาลากไปแล้วนะ ทิ้งวิหารธรรมเมื่อไร การปรุงแต่งเกิดขึ้นทันทีนะ แล้วก็มองให้ออกว่า
ถ้าราคะจะเกิดก็เกิดกับรูป/เสียง/กลิ่น/รส/สัมผัส/ธัมมารมณ์นี่แหละ
ถ้าโทสะจะเกิดก็เกิดกับรูป/เสียง/กลิ่น/รส/สัมผัส/ธัมมารมณ์นี่แหละ
ถ้าโมหะจะเกิดก็เกิดกับรูป/เสียง/กลิ่น/รส/สัมผัส/ธัมมารมณ์นี่แหละ
ความฝันใฝ่ต่างๆ ถ้าจะเกิดก็เกิดกับรูป/เสียง/กลิ่น/รส/สัมผัส/ธัมมารมณ์นี่แหละ
ถ้าไม่คิด ไม่พูด ไม่ทำด้วยราคะ โทสะ โมหะ ผลของมันก็คือ “การไม่มีราคะ โทสะ โมหะ” นี่ไง

นึกว่าเขามีตัวตนในรูป นึกว่ามีเขาเป็นคนพูด ถ้าจะดับโกรธก็ต้องดับเหตุแห่งความโกรธ “เฮ้ย!! มันไม่มีตัวตนในรูปนะ” “มันไม่ใช่เสียง!!” และ “มันก็ไม่ใช่เขาพูดนะ!!” หยิบสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาทำงานวิจัยสิ เวลาหลงไปคิดเรื่องเรา-เขา ลองเอะใจขึ้นมา “เฮ้ยนี่มันคิดชื่อใครขึ้นมานี่” คือถ้าปล่อยจนมันไปอินซะเต็มที่แล้วมันจะไม่ยอมทำการวิจัยนะ ถ้าผิดศีลมันจะกังวลจนวิจัยไม่ได้ มันก็โกรธขึ้นมาน่ะสิ

ที่ว่าผิดศีลผิดยังไง การคิดเรื่องหญิง/ชาย คิดเรื่อง เรา/เขา ขึ้นมานี่ก็ผิดศีลละเอียดแล้วนะ พอคิดผิด ก็พูดผิด ทำผิด ศีล สมาธิ ปัญญามันก็ไม่บริบูรณ์ ที่เรียกว่าปุถุชน ทำไมจึงเรียกแบบนี้ เพราะหนาแน่นไปด้วยความเป็นตัวตนในขันธ์ 5 มันยังดื้อ หัวดื้อจะมีตัวตนให้ได้ (สักกายทิฏฐิ)

ความอาลัยอาวรณ์ในเรื่องปรุงแต่ง ความปรุงแต่งหลอกให้ผูกพัน ที่นี่เป็นบ้านเกิด ที่นี่เป็นครอบครัว เราเป็นคนที่นี่ มีอาลัยอาวรณ์เป็นที่มาของความยินดี ความยินดีนี้กระตุ้นให้เกิดการปรุงแต่งสังขารต่อไป บางทีอวิชชาก็เสียดายเสียงนก สายน้ำ ท้องฟ้า แสงแดด พอจะไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน มันเสียดาย แต่ทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้มีอะไรจริง

เมื่อมีผัสสะย่อมรู้สึก ย่อมจำ ย่อมคิด
รู้สึกเป็นเวทนา ธรรมทั้งหมดประชุมลงที่เวทนา ทำเพื่อเวทนา กังวลเรื่องเวทนา บ่นเรื่องเวทนา
จำด้วยตัณหา มานะ ทิฏฐิ
คิด ก็ฟุ้งไปด้วยเวทนาในอดีต กังวลไปในเวทนาอนาคต

เสียงเจื้อยแจ้วในภายในนั่นก็ไม่ใช่เรา เป็นแค่ความจำรูป ความจำเสียง เหมือนหมานั่งเบียดอยู่กับเสา เสาที่ว่าคือรูป (และเสียง กลิ่นรส สัมผัส ธรรมมารมณ์) เบียดอยู่กับรูป ไปไหนก็คิดเรื่องเดิม คิดเรื่องรูป พอใจในรูป รูปเรา เวทนาเรา เช่น ไปนึกคิดว่าคนอินเดียบูชาหนูเป็นเทพเจ้าว่าเป็นความงมงาย ขณะที่ไม่เฉลียวว่า เรากำลังนั่งคิดถึงคนที่บ้านก็งมงายพอกัน คือ มันไม่ได้มีเราอยู่ในที่ไหนๆ กระบวนการนี้ถ้าถอยมาไม่ถึงอวิชชาก็จะไม่จบเรื่อง จะปรุงแต่งอยู่เรื่อยไป หยิบรูปมาเล่นเป็นนู่นเป็นนี่ ปรุงไปปรุงมาจนเป็นทุกข์เต็มขั้น ต่อให้ละได้เป็นครั้งๆ คราวๆ มันก็จะวนๆ อยู่แถวๆ ตัณหา ดับแล้วก็เกิดใหม่ แต่ถ้ายังไม่เห็นว่า “รูปก็ไม่ใช่รูป” ความปรุงแต่งจะดำเนินอยู่เรื่อยไป เพราะ “ความไม่รู้ว่ารูปก็ไม่ใช่รูป” ทำให้หยิบสังขตธรรมมาเล่นไม่สิ้นสุด คือ มันต้องย่อยให้ถึงที่สุด คือ เห็นรูปเป็นรูปให้พึงสังวรไว้ว่า นี่คือ “เพชฌฆาตที่กำลังเงื้อดาบ”

ถ้าคิดว่าความคิดคือตัวเรา อันนี้มิจฉาเต็มที่ไปเรียบร้อย มันคือความปรุงแต่งโดยไปสำคัญว่า ความคิดเป็นตน หรือตนมีความคิด พระโสดาบันท่านรู้อะไร ท่านเห็นว่าธรรมทั้งหลายเกิดแต่เหตุ “และ” เห็นเหตุแห่งธรรมนั้น เสียงเจื้อยแจ้วในหัวนี้มาจากทางไหน เกิดอะไรขึ้นก็หาเหตุเจอ หาเจอเสมอ (มาจากผัสสะ 1 ใน 6 ทางนี่ไง) พอเห็นที่มา มันก็รู้ว่านี่ไม่ใช่ของจริง ไม่งั้นมันจะไปมองนึกว่าเป็นตัวเป็นตนเสมอ พอระลึกได้ว่ามาจากผัสสะ เห็นในความเป็นเหตุปัจจัย มันก็ออกมา ไม่ปล่อยให้ปรุงเสียจนบานปลาย จึงได้พ้นจากอบายภูมิ
เมื่อเห็นเป็นเหตุปัจจัย ก็จะเห็นได้ว่ามันไม่เที่ยง แปรปรวนตามเหตุอยู่เสมอ จะไปยึดก็ยึดไม่ได้ จะคว้าก็คว้าไม่ได้ ไปยึดก็น่ากลัว สลายอยู่เรื่อยไป หาสาระ หาแก่นไม่มี หาความมั่นคงไม่มี จึงเริ่มหาทางออก

ออกทางไหน ออกทางทวนเข้าไปดูว่าการปรุงแต่งมันทำงานยังไง แต่แรกยังไม่มีความปรุงแต่ง พอเผลอปุ๊บแว้บเดียวก็ปรุง แว้บปรุง แว้บปรุง เดี๋ยวก็รูปนั้น เดี๋ยวก็รูปนี้ สังเกตุในความไม่มีมาก่อน มีแล้วก็หายไป มีแล้วก็หายไป รู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ ไม่มีอะไรเป็นตัวตนเป็นสาระแท้จริง ใจจึงวางอุเบกขา เกิดเป็นปัญญาว่า “สังขารนี้ว่างจากตัวตน ถ้ายึดจะเป็นทุกข์” 

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2560

ภาคต้น หน้า 717

เป็นผู้มีปกติตามเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งอุปาทานขันธ์ 5 ดังนี้ว่า

รูปเป็นอย่างนี้
ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นอย่างนี้
ความดับไปแห่งรูปเป็นอย่างนีั

เวทนาเป็นอย่างนี้
ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาเป็นอย่างนี้
ความดับไปแห่งเวทนาเป็นอย่างนี้

สัญญาเป็นอย่างนี้
ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาเป็นอย่างนี้
ความดับไปแห่งสัญญาเป็นอย่างนี้

สังขารเป็นอย่างนี้
ความเกิดขึ้นแห่งสังขารเป็นอย่างนี้
ความดับไปแห่งสังขารเป็นอย่างนี้

วิญญาณเป็นอย่างนี้
ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณเป็นอย่างนี้
ความดับไปแห่งวิญญาณเป็นอย่างนี้

วันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2559

สรุปผลประกอบการปี 59

เจอ "เรา" เสียบจังๆ เข้าไปทีนี่เป๋ทั้งระบบ ถ้าจับสัญญาณทิฏฐุปาทานแล้วปัญญาใช้วิชาหายตัวไม่ทัน ให้เผ่นเท่าน้านนน~~~~ ปวดขี้ปวดเยี่ยวไส้ติ่งแตกอะไรก็ได้ ใส่เกียร์หมาโลด ไม่งั้นถูกอุ้มไปฆ่ากลางป่าให้ได้อายพระอาจารย์ จะเป็นที่ทุเรศแก่สายตา ว่าทำเข้าไปได้ยังง้ายยย

ที่น่ากลัวไม่ใช่โทสะปัจจุบัน แต่เป็นปฏิฆานุสัย

สรุปผลประกอบการปี 59 ปีนี้มาตายที่ทิฏฐุปาทาน 2 รอบ 
รอบแรกโคตรอนาถ
รอบสองแม้ระยะเวลาจะสั้นกว่า เปลี่ยนเหตุได้ดีกว่า ก็ยังเรียกว่า "น่าทุเรศ" อยู่ดี

ผลของรอบแรก ผ่อนแรงยึดในตัวบุคคลสำคัญคนแรกลงประมาณครึ่ง
ผลของรอบสอง เนื่องจากจบไม่สวย ทั้งๆ ที่จัดเหตุสุดๆ ยังเสือกโดนเสียบ ผลคือถูกอุ้มไปฆ่ากลางป่าชัฏได้แผลถูกแทงไปร้อยกว่าที แลกมากับญาณแห่งความ "เข็ดหลาบ" ในระดับที่ยังผันกลับได้ หยั่งว่าเหลืออีกประมาณ 30% พร้อมกับรู้ชัดว่า สติยังไม่พอจะแก้ไข มันลืมมุมมองอันเป็นปัญญาไปจนได้

ระดับความเร็วและแรงของโทสะที่เกิด 

  • สติใจช่วยตัดแต่แทบไม่ผ่อนกำลัง การเกิดซ้ำเกิดขึ้นแบบแทบจะทันทีจนรู้สึกไม่ได้พัก
  • สติกาย ไม่ใช่ทุกที่จะขยับตัวได้ และด้วยความแรงของเวทนาที่เกิดจึงมีตัณหาที่จะข่มผนวกเข้าไปด้วย ผลของสติจึงได้ไม่เต็มที่
  • การข่ม กดกำลังพอไปได้ โงหัวได้ครู่นึง พร้อมกันกับฝังอนุสัยลงเต็มๆ
  • ปัญญา ในครึ่งแรกของการถูกเชือด ทิฏฐิก็ยังพอป้องกันอยู่ได้ ด้วยใจวางไว้ว่า "มีเหตุก็เกิด" แต่พอผ่านไปสักพัก ด้วยความแรงและความถี่ที่แทบไม่ลดลง และเลือกจะไม่ข่มเต็มกำลัง เจอผัสสะสะกิดอีกนี๊ดดดดแบบได้จังหวะ ปัญญาก็ดับทันที ตายสยองอีกรอบ 5555
โอ๊ย อายยยย~~~~

ชัดเจนแล้วว่าต้องฝึกมุมไหน ไม่ดับสังขาร ไม่รอดจริงๆ
แม้จะเคยได้ยินได้ฟัง แต่ถึงเวลางัดออกมาใช้ไม่ได้ 
นึกไม่ออกบ้าง (สติไม่มา)
แกะไม่ออกบ้าง (ปัญญาไม่แทง)
เจอผัสสะบังหน้า (หลงเรื่อง)
เจออวิชชาบังตา (หลงเป็นตัวเป็นตน เป็นฝ่ายนี้ฝ่ายโน้นจริงจัง)

ปรุงเข้าไปได้ ~~~ น่าอายแต๊ๆ

วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ก่อนไปวัด...อีกแระ

ผลของการโดนแทรกวันนี้...สอบตก T_T
อย่างน้อยก็เห็นผลของการเปลี่ยนผัสสะในภายนอก
พลังโทสะเปลี่ยนอย่างเห็นชัด

สำหรับภายในคราวหน้าให้นิ้วเท้าทำงาน
คราวหน้าหาทางเคลื่อนไหว

มันเสียบตอนอิริยาบถย่อยแล้วผัสสะกระทบเสียง

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2559

นิโรธ กับมรรคต่างกันอย่างไร (ตอบวัดความเข้าใจ 9 ธ.ค.59)

ถ้าเอาคำตอบสั้นๆ
นิโรธ คือ ภาวะที่ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ
ส่วนมรรค คือ วิธีที่จะฝึกสังเกตให้แจ้งภาวะอย่างนั้น

อริยสัจสี่ไม่ใช่สิ่งที่จะกล่าวแยกขาดออกจากกัน เพราะเป็นองค์รวมเดียวกัน ถ้ากล่าวแยกจากกัน โอกาสความเลื่อนลอย ออกทะเล ออกปากอ่าวมีสูง และพูดไปจะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของพระศาสดาที่ท่านแสดงเรื่องนี้ “เพื่อความพ้นทุกข์” แต่การรู้อย่างครึ่งๆ กลางๆ อาจจะกลับเป็น “การสร้างทุกข์” ไป

คำถามว่า นิโรธ กับมรรคต่างกันอย่างไร

ถ้าไม่รู้จักหน้าตาของทุกข์ ยากจะบอกได้ว่าแล้วสภาวะไม่มีทุกข์ (นิโรธ) เป็นอย่างไร (การจะรู้ได้ชัดๆ ต้องอาศัยภาวะการสังเกตเปรียบเทียบ จนเห็นความแตกต่างชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ)

ถ้าไม่ชัดเจนว่าทุกข์เกิดยังไง (สมุทัย) ยากจะแก้ทางว่า แล้วถ้าจะไม่ให้เกิด ต้อง reverse เหตุอย่างไร

ในสี่ข้อ สิ่งที่ยากจริงๆ คือการรู้จักทุกข์ให้ชัดแจ้ง จริงๆ ถ้ารู้ทุกข์ได้ อริยสัจทั้งสี่จะดำเนินคล้อยไปพร้อมกันหมด

คำว่ารู้ชัดแจ้ง ตรงนี้ต้องไปอ่านดูด้วยว่าพระพุทธเจ้าตรัสนัยยะของทุกข์ไว้แค่ไหนแล้วลองน้อมพิจารณาตาม โดยลองวาง ไม่เอาความเป็นตนเองเข้าไปเกี่ยวข้อง

ท่านว่า ทุกข์ คือ “ความปรุงแต่ง” ลองกูเกิลความหมายคำๆ นี้ดู

สิ่งที่เรียกว่า “ความสุข” ยังเป็นความทุกข์ ตามนัยยะของการศึกษาอริยสัจสี่
สิ่งที่เรียกว่า “เฉยๆ” ยังอาจจะเป็น factor แห่งทุกข์ได้ ถ้าขาดสติสัมปชัญญะ
สิ่งที่เรียกว่า “ความเดือดเนื้อร้อนใจ” ที่ส่วนมากเรียกกันว่าทุกข์นั้น เป็นเพียง perception หนึ่ง

และการหาทางใดๆ ที่ “ดิ้นหนีจากอาการเดือดเนื้อร้อนใจ” ก็เป็นความปรุงแต่งอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งโดยนัยของอริยสัจแล้ว การทำเช่นนี้ เท่ากับการเอาความปรุงแต่ง แก้ไขความปรุงแต่ง จะไม่พ้นจากความปรุงแต่ง

พอรู้ไม่แจ้ง เลยศึกษาต่อได้ยาก เพราะไปแทรกแซงมันซะแล้ว (ภาษาหนังสือใช้คำว่า “ปรุงแต่ง”)

พอไปทำอะไรบางอย่าง แล้ว “ความเดือดเนื้อร้อนใจ” นั้น หายไป (ชั่วคราว) ผลคือความเชื่อเกิดโดยปริยายว่า ทำแบบนี้จะได้ผลแบบนี้เสมอ เกิดเป็นความฝังหัวอย่างไม่ตรงไปตรงมานักว่า “ทุกข์ต้องแก้” และ “วิธีแก้ต้องเหมือนกันทุกครั้งในเรื่องนั้นๆ”  



กามเป็นมายา - อริยสัจจากพระโอษฐ์ - สมุทัย

ภิกษุทั้งหลาย กามทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง เป็นของเปล่าๆ ปลี้ๆ เป็นของเท็จ เป็นสิ่งที่มีการหลอกให้หลงเป็นธรรมดา

ภิกษุทั้งหลาย กามนั้น เป็นเหมือนสิ่งที่ทำแล้วด้วยมายา เป็นที่พร่ำบ่นหาของคนพาล ได้แก่ กาม และสัญญาในกาม ทั้งสองอย่างนุั้น

เป็นอาณาจักรของมาร
เป็นวิสัยของมาร
เป็นเยื่อของมาร
และเป็นที่เที่ยวหาอาหารของมาร

จิตอันเป็นบาปอกุศล เป็นอภิชฌาก็ดี พยาบาทก็ดี และสารัมภะ (การแข่งดี) ก็ดี
เหล่านี้ย่อมเป็นไปในอาณาจักรของมารนั้น

อนึ่ง อกุศลธรรมเหล่านั้น ย่อมมีขึ้น เพื่อเป็นอันตรายแก่พระอริยสาวก ผู้ตามศึกษาอยู่ในธรรมวินัยนี้ได้ โดยแท้ แล


ที่เกิดแห่งอาหาร - อริยสัจจากพระโอษฐ์ - สมุทัย

ภิกษุทั้งหลาย อาหารสี่อย่างเหล่านี้มีอยู่เพื่อความตั้งอยู่ได้ของสัตว์ผู้เกิดแล้วบ้าง เพื่ออนุเคราะห์สัตว์ผู้กำลังแสวงหาที่เกิด (สัมภเวสี) บ้าง อาหารสี่อย่างอะไรเล่า?

สี่อย่างคือ

อาหารที่หนึ่งคือ อาหารคำข้าว หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม
อาหารที่สองคือ ผัสสะ
อาหารที่สามคือ มโนสัญเจตนา (มโนกรรม)
อาหารที่สี่คือวิญญาณ

อาหารสี่อย่างเหล่านี้แลมีอยู่ เพื่อความตั้งอยู่ได้ของสัตว์ผู้เกิดแล้วบ้าง เพื่ออนุเคราะห์สัตว์ผู้กำลังแสวงหาที่เกิดบ้าง

ภิกษุทั้งหลาย ก็อาหารสี่อย่างเหล่านี้มีอะไรเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด

ภิกษุทั้งหลาย อาหารสี่อย่างเหล่านี้ มีตัณหาเป็นเหตุให้เกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด เป็นเครื่องกำเนิด เป็นแดนเกิด แล