วันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560

ดีพื้นฐาน


  1. ศรัทธา = เชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มั่นคงในคุณพระรัตนตรัย
  2. ศีล = กายวาจาสะอาดนานหรือไม่นาน
  3. สุตะ = องค์ความรู้ที่พร้อมมูล จะปฏิบัติก็สะดวก ไม่ทำก็แล้วแต่ อะไรควรทำ ทางเดินอยู่ไหนก็รู้
  4. จาคะ = ความพร้อมจะทิ้งเสมอ มีฝ่ามือล้างแล้วพร้อมให้
  5. ปัญญา = รู้สัจจะ 4
มี 5 ประการ อยากไปเกิดไหนก็ได้

คุยกับคนไม่มีศรัทธา (ใจมันชอบไปทางบาป ก็เป็นกิเลส)
  • คุยเรื่องหมอดูเป็นชั่วโมงๆ
  • คุยเรื่องละครได้เป็นชั่วโมงๆ
  • อ่านพระไตรปิฎกแป๊บเดียวง่วง
  • ยืนฟังเขาด่ากันได้ 
  • ตามเสพข่าวไม่ดี
ถ้าใจเราเอียงไปทางนั้น
อยู่กับคนนั้นได้นาน
ความเป็นผู้มีกายและใจโน้มน้าวไปตามบุคคลเหล่านั้น

ความมีคนชั่วเป็นมิตรเป็นกิเลสอย่างนึง 

ไม่มีคนชั่ว
มีแต่กิเลส
พึงรู้จัก

โทวจัสสตา

โทวจัสสตา
ผู้ว่ายาก สอนยาก
ไม่ค่อยฟังใคร ไม่ค่อยชอบยอมรับ
ชอบในการโต้แย้ง ถกเถียง
ถึงเขาจะพูดถูกแต่ก็ต้องมีข้อโต้ ข้อแย้ง หรือข้อเพิ่ม
ชอบเสริมในแบบแย้งกลับว่าฉันน่ะเลิศกว่าอะไรก็ว่าไป
พอใจในทางขัดขืน อยู่ฝั่งตรงข้ามไว้ก่อน
พอใจในทางไม่ยอม แม้จะพูดถูกแต่ก็ไม่ยอม
เธอก็พูดถูก แต่ยังมียิ่งกว่านี้อีก
เธอก็พูดดี แต่ยังมีดีกว่านี้อีก
ขัดแข้ง ขัดขา ขัดคำ ขัดคอ
ไม่เชื่อฟังแม้ถูกว่ากล่าวโดยชอบธรรม

ฟังได้หมด แต่แย้งอยู่นั่้น
ฟังๆ ดูก็ยังไม่เก่งเท่าไรนะคะ
ไม่เอื้อเฟื้อ ยึดถือไปข้างขัดขืน
ไม่ยอมรับ

เมื่อถูกว่ากล่าวโดยชอบธรรมก็ไม่ยอมรับ
รู้ว่าผิดล่ะแต่ขัดขืน
ใจดื้อ แข็ง กระด้าง
ดิฉันก็ผิดล่ะ แต่ไม่ยอมรับอาจารย์

ทั้งนี้ทั้งนั้น ว่ายากไม่ใช่คน เป็นกิเลส

โสวจัสสตา (เป็นมงคลข้อนึง)
ยอมรับ ไม่โต้ไม่แย้ง
เชื่อฟังง่าย ฟังคนอื่นพูดง่าย
ฟังคนบ่นก็ไม่เป็นไร
มีประโยชน์ก็เอามาใช้

ไม่มีประโยชน์ก็วางไป
บางคนไม่เก่งเท่าเรา เราก็เอาแง่ที่เขาเด่นมาเติม
พร้อมจะยอมรับเข้ามา
ค่อยๆ ฟัง โอ้ยอันนี้เหมาะ
บางคนไม่เก่งแต่มีจุดที่เรายังขาดอยู่

เอาจริงๆ อยากฟังคนถูกไปฟังพระพุทธเจ้าเลย
คนอื่นมันมีผิดเล็กผิดน้อยอยู่ดี

ศีล

คือ เห็นภัยในโทษแม้มีประมาณเล็กน้อย

วันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2560

สังขาร

ถ้าพิจารณาจิตตสังขารได้ ก็อาจไม่ต้องพิจารณากายสังขาร วจีสังขาร เพราะมันสูงกว่า

กายสังขาร = สิ่งที่ปรุงแต่งให้กายดำรงอยู่ได้ คือ ลมหายใจ เข้า-ออก
หรือปรุงให้กายหยาบ/ละเอียด ลมหายใจหยาบ กายก็หยาบ ลมละเอียด กายก็ละเอียด

วจีสังขาร = วิตก วิจารณ์
เกิดจากสัญญา ต้องมีข้อมูลก่อน
วิตก หยิบจับเรื่องนั้น/นี้ขึ้นมา
แล้วก็เคล้าคลึง รวบรวมเรื่องเหล่านั้นมาเป็นเรื่องเป็นราวเรียก วิจารณ์

จิตตสังขาร = เวทนา และสัญญา (เกิดกับจิตเสมอ) ตัวปรุงจิต
สังขารขันธ์ ไม่จัดเป็นจิตตสังขาร เนื่องจากว่ามันไม่แน่นอน บางครั้งก็โทสะ บางครั้งก็โลภะ บางทีสติ บางทีปัญญา
จิตเกิดตลอด จนกว่าจะอนุปาทานิพพาน
จะขึ้่น/ไม่ขึ้นวิถีอีกเรื่องนึงแต่เกิดตลอด
เกิดขึ้นแล้ว้เรารับรู้ เรียกว่าขึ้นวิถีจิต
แต่ที่ไม่รู้เรื่อง จิตก็เกิดเหมือนกัน มีเวทนาและสัญญาเหมือนกัน
แต่เราจะไม่รู้เรื่องของภพชาตินั้นๆ เพราะมีอารมณ์ของภพชาติอื่นอยู่ เรียก ภวังคจิต

ไม่ลืมลมหายใจ
ไม่ปล่อยใจลอย
คือมีสติ

ลมหายใจมีจิตเป็นสมุฏฐาน
พอจิตเปลี่ยน ลมก็เปลี่ยน ลมเปลี่ยนกายก็เปลี่ยน

วิตกวิจารณ์ที่ไม่ไปรวมกับลมหายใจจะไม่เห็น
พูดอยู่ตลอด เห็นนั่นนี่นู่นก็วิจารณ์ นี่สีแดง นั่นยาว นี่สั้น นี่ขวด นั่นแก้ว
เป็นปรุงแต่งคำพูดพร้อมจะออกมา
เยอะมากจนไม่รู้
เลยยกจิตไปไว้กับลมหายใจ (วิตก)
ให้เคล้าคลึงกับลมหายใจนานๆ (วิจารณ์)
มันก็จะไม่คิดมาก ตอนมันคิดมากมันจะไม่รู้ว่าคิดมาก
ไม่คิดมาก คือไม่คิดมากเรื่อง คิดเรื่องเดียวคือเรื่องลมหายใจ

เรียกว่าเป็นตัวนาม ที่น้อมไป เป็นตัวรู้เรื่อง เพราะตัวรูปมันไม่รู้เรื่อง

เมื่อความคิดในหัวเริ่มเงียบ

การจะคิดออกมาได้ จะต้องมีสัญญาก่อน
สัญญาปรากฏก่อนการเรียก

จิตเป็นกุศล อกุศล เกิดพร้อมสัญญา
กิเลสมาจากสัญญา (แต่สัญญาเป็นวิบาก)
กิเลสมาจากความคิด คิดได้ไง เพราะจำว่าสวยไง จำว่าเที่ยงไง

อุเบกขาเวทนา เกิดพร้อมกับจิต รู้สึกเฉยๆ ธรรมดาๆ ไม่มีชอบไม่ชอบ ไม่ได้สุขไม่ได้ทุกข์
"ไม่รู้สึกอะไร" นี่ล่ะอุเบกขาเวทนา
"รู้สึกอะไร" อันนี้รู้สึกสุข/ทุกข์

โกโธ อุปณาโห

โกธะ เป็นไฉน? ความโกรธครั้งแรก

ความโกรธ
กิริยาที่โกรธ
ภาวะที่โกรธ
ความคิดประทุษร้าย
กิริยาที่คิดประทุษร้าย
ภาวะที่คิดประทุษร้าย
ความคิดปองร้าย
กิริยาที่คิดปองร้าย
ภาวะที่คิดปองร้าย
ความยินร้าย
ความยินร้ายตอบ
ความดุร้าย
ความเกรี้ยวกราด
ความที่จิตไม่เบิกบาน

นามธรรมอย่างนึง เกิดประกอบกับจิต เป็นกิริยาของจิต เป็นอาการของจิต ให้เห็นว่าจิตมีความแตกต่างกัน เช่น จิตโลภก็อาการนึง จิตโกรธก็อันนึง คนละอันกัน

กำหนดจดจำได้ดี เวลาเกิดก็เห็นได้ ไม่กำหนดบางทีไม่เห็น ถ้าเห็นได้ก้ละได้ ไม่เห็นละไม่ออก

ประทุษร้าย คือ ประทุษร้ายจิต หมายถึง ทิ่มแทง ทิ่มตำ ทำให้เจ็บปวด ทั้งนี้สิ่งภายนอกจะมาประทุษร้ายจิตไม่ได้ คำพูดของคนอื่น หรือมีดดาบอะไรก็ดี ไม่อาจประทุษร้ายจิตได้ ตัวที่ทิ่มแทงจิตได้ คือ "โกธะ" ไม่ใช่ประทุษร้ายคนอื่น แต่เป็นความประทุษร้ายจิตตนเอง ดังนั้น คนโง่เท่านั้นจึงประทุษร้ายจิตคนอื่น คนฉลาดเขาจะคิดเมตตา จิตตนเองจะได้ไม่ถูกประทุษร้าย คนฉลาดอย่างถึงที่สุดจึงประทุษร้ายใครไม่เป็น

ความคิดอื่นก็ไม่ได้ประทุษร้ายจิตนะ

  • โลภะ ก็ไม่ได้ประทุษร้ายจิต แต่มันทำให้เหนียว หนืด ลุกไม่ขึ้น ออกไม่ได้ ยืดยาด ติดๆ ข้องๆ (กลับกัน กิเลสอื่นก็ไม่ได้ทำให้หนืด ยืดยาดนะ มันเป็นลักษณะพิเศษ)
  • โมหะ จะลักษณะ คลุมๆ มืดๆ มัวๆ เหมือนตื่นนอนใหม่ๆ เบลอๆ มึนๆ เมาๆ ทำให้ไร้เหตุผล ไม่สะอาด ไม่สว่าง มองอะไรก็คลุมเครือ ไม่รู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  (แต่ก็ไม่ได้ประทุษร้ายจิต)
ใช้คำว่า "คิด" เพราะถ้าไม่คิด มันจะเข้าถึงจิตไม่ได้ ความคิดไม่ดี เหมือนจิตโดนต่อย ประทุษร้ายตนเอง

จ้องจับผิด พร้อมจะแทงคนอื่น เหมือนจ้องทำร้ายตัวเอง 
อาการเหมือนไปที่คนอื่น 
ไปจ้องคนอื่นเพราะมันมีโมหะไปคิดว่าคนอื่นมี แล้วโกธะซ้อน
หาพวก เธอว่ามั้ย ....

อกุศล คือ ไม่ฉลาด ไปจ้องจับผิดเขาเพื่อตนเองจะได้เป็นทุกข์ 
กุศลเบื้องต้น ก็คือสัมมาทิฏฐิ ที่จะเห็นว่า อันไหนเป็นทุกข์ อันไหนเป็นความดับทุกข์ อันไหนเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อันไหนเป็นทางดับทุกข์ แยกแยะได้

ไม่มีเรา
มีแต่ภาวะที่โกรธ
ไม่มีคนอื่น

เวลาคิดจะประทุษร้ายคนอื่น คือกำลังคิดว่า คนอื่นมีจริงๆ 
ถ้าคิดประทุษร้ายคนอื่นปุ๊บ ต้องชี้ได้ว่า "นี่! เป็นกิเลส!!!!"

แต่ถ้ากำหนดไม่ไว ก็ไปเหมือนกันนะ 

คนนี้พูดไม่ดี
เราไม่ชอบคนนี้ (อันนี้เป็นโกธะ)
ความจริงมีคนมั้ย?
ไม่มี
ผู้มีปัญญาจะไม่ชอบคำพูด ไม่ชอบการพูด ไม่ใช่ไม่ชอบคน

ดุร้าย ให้รู้ซะบ้างว่าใครเป็นใคร ตายเป็นตาย 

อุปณาหะ = ความผูกโกรธ (ความโกรธในครั้งต่อมา)

ความผูกโกรธ
กิริยาที่ผูกโกรธ
ภาวะที่ผูกโกรธ
การไม่หยุดโกรธ
การตั้งความโกรธไว้
การดำรงความโกรธไว้
การโผลงไปตามความโกรธ
การตามไปผูกความโกรธไว้
การทำความผูกโกรธไว้ให้มั่น

บางทีก็ใช้คำว่า การผูกเวร 
สิ่งไม่ดียังผูกเอาไว้ไม่ให้ไปไหน

วิธีผูกโกรธ คือ ผูกเหตุของมันเอาไว้ นึกถึงเหตุที่ทำให้ตนเองโกรธบ่อยๆ

ไม่มีเขา แต่ความไม่ชอบเขาน่ะมี


จะทิ้งสิ่งใด ต้องเห็นมัน รู้จักตัว และเห็นโทษของมัน


ตย.การผูกเวร

ดูข่าวข่มขืนแล้วกลัว
คิดอย่างนี้ได้ เพราะไปผูกเวร (แม้มิใช่เวรของตัวเอง) 
คนอื่นเขามีเวรกัน ทำร้ายกัน
เราดันไปเอาเวรเขามาผูกไว้
(จริงๆ ไม่มีคนอื่น)
ไปเอาเวรมาผูกไว้ ทำให้เราอยู่สบายมั้ย?
ไม่สบาย.
ที่อยู่ไม่สบายเป็นเพราะกิเลสมันเกิดในใจเท่านั้น
เป็นความผูกแบบพลอยฟ้าพลอยฝน

กุศล หรือความฉลาดนี้ จะต้องสบายใจ ปลอดโปร่งเท่านั้น 
ถ้ารู้สึกไม่สบายใจ รู้สึกว่าต้องระวังนั่นนี่

ถึงใครจะมีเวร เราก็ไม่ต้องไปมีเวรกะเขา
เรากับเอาเวรของคนอื่นมา ยิ่งต้องระวังตัวแจ
ที่ระวังตัวแจ ถ้าตายตอนนั้น นรกเลย เพราะผูกไว้

กุศล ความฉลาด จะให้ผลเป็นทุกข์ เป็นความไม่สบายใจ
"ไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นได้"

ความดีใจที่ทำให้ตกนรก
เช่น ความพอใจเมื่อผู้อื่นฉิบหาย


ตัวอย่างตั้งเวรเอาไว้

ดูหนังเห็นโจรหน้าหนวด
พอไปเจอหน้าคนมีหนวดก็เริ่มระแวง
ที่ถูกพึงตั้งเมตตาเอาไว้ ตั้งความเป็นมิตรเอาไว้

เคยดูหนัง จำว่าผีดุร้าย
ถามจริงๆ ผีเคยมาหักคอเราจริงๆ มั้ย

ถ้าเหตุการณ์ปกติ ให้ตั้งเมตตา
เหตุการณ์ไม่ดี ให้ตั้งกรุณา
เขาได้ดี ให้ตั้งมุฑิตา
ช่วยไม่ได้ ให้ตั้งอุเบกขา


วันเสาร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2560

การลงไปในใจ ข้อสังเกต

การลงไปในใจ

ต้องการให้ธรรม ให้กุศลลงไปในใจ ยากจัง

กลับกัน เขาด่ากัน ลงไปในใจอย่างง่ายดาย

ว่าด้วยประมาท

มท (ความเมา) เป็นไฉน


ความเมา กิริยาที่เมา ภาวะที่เมา
ความถือตัว กิริยาที่ถือตัว ภาวะที่ถือตัว
ความลำพองตน ความทะนงตน ความเชิดชูตนเป็นดุจธง
ความเห่อเหิม ความที่จิตต้องการเชิดชูตน

อาศัยวัตถุ สิ่งของ หรืออะไรเป็นเครื่องให้เปรียบเทียบ
ถ้ามานะจะเป็นการเปรียบเทียบกันโดยตรง

ปมาท (ความประมาท) เป็นไฉน


ความปล่อยจิตไป
ความเพิ่มพูนการปล่อยจิตไปในกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต หรือในกามคุณ 5

การทำโดยไม่เคารพ
การทำไม่ติดต่อ
การทำที่ไม่มั่นคง
ความประพฤติย่อหย่อน
ความทอดทิ้งฉันทะ
ความทอดทิ้งธุระ
ความไม่เสพ
ความไม่ทำให้เจริญ
ความไม่ทำให้มาก
ความตั้งใจไม่จริง
ความไม่หมั่นประกอบ
ความประมาทในการเจริญสภาวะธรรมที่เป็นกุศล
ความประมาท
กิริยาที่ประมาท
ภาวะที่ประมาท

ฝั่งอกุศล

ความปล่อยจิตไป ความหมายคือ ปล่อยใจลอย ไม่ผูกจิตไว้ ไม่ควบคุม ไม่ระมัดระวัง เหมือนปล่อยเด็กวิ่งเล่น ไม่รู้จักข่มไว้ด้วยสติด้วยปัญญา อยากคิดอะไรก็ปล่อยคิด อยากดูอะไรก็ปล่อยดู อยากฟังอะไรก็ปล่อยฟัง

ความเพิ่มพูนการปล่อยจิตไปในกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ความหมายคือ ปล่อยใจไปดูเขาฆ่ากันบ่อยๆ ไปขลุก ไปเกี่ยวข้อง ปล่อยใจไปในเรื่องเหล่านั้น ปล่อยใจไปในวจีทุจริต ดูข่าวเขาด่ากัน ทะเลาะเบาะแว้ง คิดไม่ดี พยาบาทก็ปล่อยใจให้พยาบาท หลงผิดมีมงคลตื่นข่าวก็ไปศึกษาเขาเพิ่ม ปล่อยจิตไปคิดไปนึกกับเขา หมอดูดีรึป่าวน้า

ความปล่อยจิตไปในกามคุณ5 ความหมายคือ ปล่อยใจไปกับเงินทองชื่อเสียง ความสะดวกสบาย ปล่อยใจไปดู ไปฟัง เวลากินก็ปล่อยใจไปกับรสอาหาร อร่อยซาบซึ้งตรึงใจ ปล่อยใจไปขลุกอยู่

ฝ่ายดี

ทำโดยไม่เคารพ ไปอยู่กับครูไม่เคารพ ไม่อ่อนน้อม ไปอาศัยไม่เคารพกฏระเบียบ ไปปฏิบัติก็ทำๆ หยุดๆ ไม่ต่อเนื่อง กุศลเล็กน้อยไม่ทำ (จะไม่มีแรงสู้กิเลส)