วันอังคารที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2561
ไม่น่าเล้ยยยย
สมมติพูดว่า
"ไม่น่าเล้ยยย ไม่น่าไปทำอย่างนั้นเลย"
ความหมายคืออะไร?
นี่มันคิดจะไปแก้อดีต!!
ขนาดปัจจุบันมันยังคิดได้ไม่ถูกต้อง
แล้วนี่คิดจะไปแก้อดีต
ไปย้ำความเชื่อว่าตัวในอดีตไม่ดีอีก
ไม่น่าทำอย่างนั้น
ก็แปลว่ามันน่าจะทำอย่างอื่นใช่รึป่าว?
ไม่ว่าจะว่าตัวเอง หรือว่าคนอื่น
มันก็ยังเป็นความเห็นอย่างเดียวกัน
เห็นผิด
นี่ยังไม่ใช่การแก้กรรมที่ถูกต้อง
มันยังไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นโทษ
ยังไม่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ
ยังไม่รู้เรื่องเลยว่าไม่มีตัว
หลงงมงายกันไปหมด
แล้วก็ยังไม่ถึงการสังวรระวังละเว้น
ยังไม่มาดูว่าทำแบบนี้ได้ผลอย่างไร
ถ้าไม่ทำแบบนี้จะได้ผลอย่างไร
การสังวรระวังในกาลต่อไปจึงไม่เกิด
นี้ไม่ใช่ความเจริญในอริยวินัย
ในทางพุทธ
สำรวมระวังในกาลต่อไปก็คือจบแล้ว
ไม่มีการขุดคุ้ยเรื่องอดีต
ไม่มีการไปโทษกันในสิ่งที่ผ่านมาแล้ว
จะฆ่าคนมาเยอะแยะ ไม่มี...ไม่มีการขุดคุ้ยกัน
คุณไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้
คุณไม่น่าทำ ...ไม่มี ไม่กล่าวอย่างนี้
มันไม่มีเรื่องไม่น่าทำ
ไม่มีเรื่องไม่น่าเกิด
เพราะทุกอย่าง "มันน่าเกิดแล้ว มันจึงเกิด"
"มันสมควรแล้ว มันจึงเกิด"
ในเมื่อมันเกิดแล้วมันมีโทษ
ก็สำรวมระวังไม่ให้มันเกิดอีก
ป้องกันไม่ให้มันเกิดอีกเท่านั้นเอง
ไม่มีการโทษกัน
ถ้าเขารู้เขาก็ไม่ทำอย่างนั้นหรอก
ก็ที่เขาทำอย่างนั้น เพราะเขาไม่ทำอย่างอื่น
ก็ชัดเจนตรงไปตรงมา
"ไม่น่าเล้ยยย ไม่น่าไปทำอย่างนั้นเลย"
ความหมายคืออะไร?
นี่มันคิดจะไปแก้อดีต!!
ขนาดปัจจุบันมันยังคิดได้ไม่ถูกต้อง
แล้วนี่คิดจะไปแก้อดีต
ไปย้ำความเชื่อว่าตัวในอดีตไม่ดีอีก
ไม่น่าทำอย่างนั้น
ก็แปลว่ามันน่าจะทำอย่างอื่นใช่รึป่าว?
ไม่ว่าจะว่าตัวเอง หรือว่าคนอื่น
มันก็ยังเป็นความเห็นอย่างเดียวกัน
เห็นผิด
นี่ยังไม่ใช่การแก้กรรมที่ถูกต้อง
มันยังไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นโทษ
ยังไม่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ
ยังไม่รู้เรื่องเลยว่าไม่มีตัว
หลงงมงายกันไปหมด
แล้วก็ยังไม่ถึงการสังวรระวังละเว้น
ยังไม่มาดูว่าทำแบบนี้ได้ผลอย่างไร
ถ้าไม่ทำแบบนี้จะได้ผลอย่างไร
การสังวรระวังในกาลต่อไปจึงไม่เกิด
นี้ไม่ใช่ความเจริญในอริยวินัย
ในทางพุทธ
สำรวมระวังในกาลต่อไปก็คือจบแล้ว
ไม่มีการขุดคุ้ยเรื่องอดีต
ไม่มีการไปโทษกันในสิ่งที่ผ่านมาแล้ว
จะฆ่าคนมาเยอะแยะ ไม่มี...ไม่มีการขุดคุ้ยกัน
คุณไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้
คุณไม่น่าทำ ...ไม่มี ไม่กล่าวอย่างนี้
มันไม่มีเรื่องไม่น่าทำ
ไม่มีเรื่องไม่น่าเกิด
เพราะทุกอย่าง "มันน่าเกิดแล้ว มันจึงเกิด"
"มันสมควรแล้ว มันจึงเกิด"
ในเมื่อมันเกิดแล้วมันมีโทษ
ก็สำรวมระวังไม่ให้มันเกิดอีก
ป้องกันไม่ให้มันเกิดอีกเท่านั้นเอง
ไม่มีการโทษกัน
ถ้าเขารู้เขาก็ไม่ทำอย่างนั้นหรอก
ก็ที่เขาทำอย่างนั้น เพราะเขาไม่ทำอย่างอื่น
ก็ชัดเจนตรงไปตรงมา
แก้กรรม ขมากรรม
ปฏิกรรม หรือแก้กรรม หรือกระทำคืนตามสมควร
คือการหาวิธีจะไม่ให้ความผิดพลาดเช่นนั้นเกิดขึ้นอีก
ไม่ใช่แก้ตัวการกระทำที่ทำไปแล้ว
แต่ไปแก้ว่าไม่ให้มันเกิดขึ้นมาอีก
ในกาลใดที่เธอเห็นโทษโดยความเป็นโทษ
แล้วกระทำคืนตามสมควร (คือเข้าถึงการสำรวมในกาลต่อไป)
เราก็จะรับโทษของเธออันนั้น (รับคำขอขมา)
ดูก่อนภิกษุ สิ่งนี้จึงจะเป็นความเจริญในอริยวินัย
ถ้าทำผิดแล้วไปขอขมาท่าน
โดยบอกว่า ขอให้ท่านยกโทษให้เถอะ
จะได้ไม่เป็นบาปเป็นกรรมต่อไป
อันนี้ท่านจะไม่รับ
แต่ถ้าบอกให้ท่านช่วยยกโทษให้หน่อยเถอะ
จะได้สำรวมระวังในกาลต่อไป
อย่างนี้ท่านถึงจะรับ
แต่ถ้าไม่รู้เรื่อง
กระทำคืนไม่เหมาะสม
ท่านก็ไม่รับเหมือนกัน
คือการหาวิธีจะไม่ให้ความผิดพลาดเช่นนั้นเกิดขึ้นอีก
ไม่ใช่แก้ตัวการกระทำที่ทำไปแล้ว
แต่ไปแก้ว่าไม่ให้มันเกิดขึ้นมาอีก
ในกาลใดที่เธอเห็นโทษโดยความเป็นโทษ
แล้วกระทำคืนตามสมควร (คือเข้าถึงการสำรวมในกาลต่อไป)
เราก็จะรับโทษของเธออันนั้น (รับคำขอขมา)
ดูก่อนภิกษุ สิ่งนี้จึงจะเป็นความเจริญในอริยวินัย
ถ้าทำผิดแล้วไปขอขมาท่าน
โดยบอกว่า ขอให้ท่านยกโทษให้เถอะ
จะได้ไม่เป็นบาปเป็นกรรมต่อไป
อันนี้ท่านจะไม่รับ
แต่ถ้าบอกให้ท่านช่วยยกโทษให้หน่อยเถอะ
จะได้สำรวมระวังในกาลต่อไป
อย่างนี้ท่านถึงจะรับ
แต่ถ้าไม่รู้เรื่อง
กระทำคืนไม่เหมาะสม
ท่านก็ไม่รับเหมือนกัน
วันจันทร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2561
เมื่อผู้รู้แจ้งป้องกันตัว
ป้องกันตนเองให้พอเป็นไปได้
ไม่เลยเถิดไปถึงการประทุษร้ายคนอื่น
ไม่เลยเถิดไปถึงการผูกโกรธ ผูกเวร
ไม่เลยเถิดไปถึงการประทุษร้ายคนอื่น
ไม่เลยเถิดไปถึงการผูกโกรธ ผูกเวร
แก่นสาร
แก่นสารสาระนี้มีเพียงอย่างเดียว
ความหลุดพ้น
หลุดพ้นจากความรู้สึกว่าเรา
ที่ต้องทำนั่นทำนี่ด้วยความเหนื่อยยาก
เพื่อเรา
เมื่อได้รู้จักการกระทำที่สนองความเพื่อตนเอง
ก็เริ่มรู้ความจริง
แต่ถ้าไม่รู้ก็คิดว่าตัวเองฉลาด
ตัวเองรู้เรื่อง
ตัวเองเก่ง
ก็โง่ต่อไป
เช่น คนด่าเรา
เราก็นึกว่า มันโง่จังมาด่าเราได้ไง
เราโกรธตอบ นึกว่าเราฉลาดเต็มทน
แต่ท่านไม่ได้ว่าอย่างนั้น
ท่านว่าคนโกรธตอบนี้โง่กว่าคนแรกที่ด่าเสียอีก
เพราะที่เขาโกรธได้เพราะขาดสติ
เราไปโกรธตอบ
เหมือนไปตำหนิคนบ้า
เราไปตำหนิคนบ้านี่มันเหมือนอะไร....
เหมือนหมาขาดสติ เลยไปเกิดเป็นหมา
แล้วเราไปด่าหมา ว่าหมาแกไม่ได้เรื่องเลยนะ
อันนี้ใครบ้า....
ความหลุดพ้น
หลุดพ้นจากความรู้สึกว่าเรา
ที่ต้องทำนั่นทำนี่ด้วยความเหนื่อยยาก
เพื่อเรา
เมื่อได้รู้จักการกระทำที่สนองความเพื่อตนเอง
ก็เริ่มรู้ความจริง
แต่ถ้าไม่รู้ก็คิดว่าตัวเองฉลาด
ตัวเองรู้เรื่อง
ตัวเองเก่ง
ก็โง่ต่อไป
เช่น คนด่าเรา
เราก็นึกว่า มันโง่จังมาด่าเราได้ไง
เราโกรธตอบ นึกว่าเราฉลาดเต็มทน
แต่ท่านไม่ได้ว่าอย่างนั้น
ท่านว่าคนโกรธตอบนี้โง่กว่าคนแรกที่ด่าเสียอีก
เพราะที่เขาโกรธได้เพราะขาดสติ
เราไปโกรธตอบ
เหมือนไปตำหนิคนบ้า
เราไปตำหนิคนบ้านี่มันเหมือนอะไร....
เหมือนหมาขาดสติ เลยไปเกิดเป็นหมา
แล้วเราไปด่าหมา ว่าหมาแกไม่ได้เรื่องเลยนะ
อันนี้ใครบ้า....
จาคาธิษฐานที่ยอดเยี่ยม - ปรโมอริโยจาโค
คือการสละรากของอุปทิให้หมดไป
สลัดคืนไป
ทำให้ไม่เกิดขึ้นอีกเป็นธรรมดา
แต่เดิมไม่รู้เรื่อง
ก็ทำแต่สิ่งที่ตนเองเป็นทุกข์
ทำให้ตัวเองเป็นเทวดา
เทวดาก็เป็นกองทุกข์
ทำให้ตัวเองเป็นพรหม
พรหมก็เป็นกองทุกข์อีก
ทำให้ตัวเองหลุดพ้น
ตัวเองก็เป็นกองทุกข์อีก
ทำให้ตัวเองเป็นนักปฏิบัติ
ให้เป็นผู้หลุดพ้น
ปรากฏว่าก็ได้ตัวตนกองทุกข์มายึดถืออีกแบบ
มาชื่นชมความหลุดพ้น
ก็ยึดถือความหลุดพ้น
มาชื่นชมความไม่มีอะไร
ก็ยึดถือความไม่มีอะไร
ในการปฏิบัติท่านก็ให้มารู้ตามเป็นจริง
จิตมีสมาธิก็รู้ว่ามี ไม่มีก็รู้ว่าไม่มี
จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าหลุดพ้น ไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าไม่หลุดพ้น
ถ้าปัญญาไม่เพียงพอ
ก็จะไปยึดถืออันใดอันนึง
อะไรที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งหมด
ล้วนเป็นที่ตั้งของกองทุกข์
กายใจก็เช่นกัน มันก็ทำงานไป
ถามว่าไม่ใส่ส่วนเกิน "เรา - ของเรา" เข้าไปมันทำงานได้รึป่าว
ทำได้ดีด้วยนะ
เรื่องราว
ถ้าเราไปเกี่ยวข้องโดยการสละออก
มันไม่เที่ยงมันก็เป็นของมันอย่างนั้น
มันก็ไม่หนัก สบาย
มันเป็นยังไงก็ปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้นไป
ธรรมดาๆ
ดูแลไปตามสมควร
เกี่ยวข้องด้วยสติ แต่ไม่ไปจับยึดว่าเป็นเรา เป็นของเรา
ก็จะไม่เหนื่อย ไม่หนักใจ ^_^
ไปสังเกตไปดูที่ตั้ง
เพราะไม่รู้แจ้งว่ามันไม่เที่ยง บังคับไม่ได้
จึงเกิดความอยากขึ้น
พอแจ้ง ตัณหาก็ไม่เกิดขึ้น
สลัดคืนไป
ทำให้ไม่เกิดขึ้นอีกเป็นธรรมดา
แต่เดิมไม่รู้เรื่อง
ก็ทำแต่สิ่งที่ตนเองเป็นทุกข์
ทำให้ตัวเองเป็นเทวดา
เทวดาก็เป็นกองทุกข์
ทำให้ตัวเองเป็นพรหม
พรหมก็เป็นกองทุกข์อีก
ทำให้ตัวเองหลุดพ้น
ตัวเองก็เป็นกองทุกข์อีก
ทำให้ตัวเองเป็นนักปฏิบัติ
ให้เป็นผู้หลุดพ้น
ปรากฏว่าก็ได้ตัวตนกองทุกข์มายึดถืออีกแบบ
มาชื่นชมความหลุดพ้น
ก็ยึดถือความหลุดพ้น
มาชื่นชมความไม่มีอะไร
ก็ยึดถือความไม่มีอะไร
ในการปฏิบัติท่านก็ให้มารู้ตามเป็นจริง
จิตมีสมาธิก็รู้ว่ามี ไม่มีก็รู้ว่าไม่มี
จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าหลุดพ้น ไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าไม่หลุดพ้น
ถ้าปัญญาไม่เพียงพอ
ก็จะไปยึดถืออันใดอันนึง
อะไรที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งหมด
ล้วนเป็นที่ตั้งของกองทุกข์
กายใจก็เช่นกัน มันก็ทำงานไป
ถามว่าไม่ใส่ส่วนเกิน "เรา - ของเรา" เข้าไปมันทำงานได้รึป่าว
ทำได้ดีด้วยนะ
เรื่องราว
ถ้าเราไปเกี่ยวข้องโดยการสละออก
มันไม่เที่ยงมันก็เป็นของมันอย่างนั้น
มันก็ไม่หนัก สบาย
มันเป็นยังไงก็ปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้นไป
ธรรมดาๆ
ดูแลไปตามสมควร
เกี่ยวข้องด้วยสติ แต่ไม่ไปจับยึดว่าเป็นเรา เป็นของเรา
ก็จะไม่เหนื่อย ไม่หนักใจ ^_^
ไปสังเกตไปดูที่ตั้ง
เพราะไม่รู้แจ้งว่ามันไม่เที่ยง บังคับไม่ได้
จึงเกิดความอยากขึ้น
พอแจ้ง ตัณหาก็ไม่เกิดขึ้น
อภิสังขารูปทิ - ถ้าไม่หวังอานิสงส์จะทำบุญรึป่าว
ทำกรรม
ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบหวังผล
เจตนาทำเพื่อตัว (ทั้งน้าน)
อนาคตจะได้นั่นได้นี่
จะได้รูปอย่างนัั้น จะมีตาอย่างนี้
จะได้รับผล
แม้แต่การปฏิบัติธรรม
เดินๆ ไป เดี๋ยวจะดีเอง เดี๋ยวจะรู้เอง
ขยันไปเดี๋ยวต่อไปจะดีขึ้น
สักวันหนึ่งจะบรรลุ
อันที่จริงเขาปฏิบัติให้ไม่มีอาลัยในการกระทำ
ไม่มีความหวัง
ไม่มีอาลัยในการเห็น ในการได้ยิน
อยู่ในปัจจุบันอย่างเต็มที่
แต่อภิสังขารูปทิ
จะมีหวังอยู่
ความหลุดพ้นคือ
หลุดพ้นจากความรู้สึกว่าเรา
ถ้าไม่รุ้ตามความเป็นจริง ก็จะมี "เรา" ได้ขยันไปเรื่อยๆ
ตอนนี้ตัวเองยังไม่ดี
ตัวเองโดนติเตียน
ตัวเองจะไปทำอย่างนี้ๆ เพื่อให้ตัวเองดีขึ้น
เราทั้งหลายมักติเตียนตนเองที่เป็นอยู่
และยกย่องตนเองที่ยังไม่ได้เป็น
ก็วนเวียนอย่างนี้
ถ้ายังเป็นอย่างนี้
มีเจตนาที่จะทำเพื่อตนเองไปเรื่อยๆ
เรียกว่า ปรารภตนเอง
เหมือนจะดี
แต่เป็นเครื่องขวางกั้น
ไม่ก็ปรารภเสียงชม
เป็นคนดี เป็นคนสงบ
คนอื่นจะได้ชมเรา
เป็นที่ตั้งความทุกข์ทั้งนั้น
อุปทิ 4
เมื่อไม่มีความรู้ จึงสมาทานเพื่อตนเอง
แม้กระทำจนเต็มบริบูรณ์ ก็เพื่อตนเองถึงความเต็มบริบูรณ์
ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแบบหวังผล
เจตนาทำเพื่อตัว (ทั้งน้าน)
อนาคตจะได้นั่นได้นี่
จะได้รูปอย่างนัั้น จะมีตาอย่างนี้
จะได้รับผล
แม้แต่การปฏิบัติธรรม
เดินๆ ไป เดี๋ยวจะดีเอง เดี๋ยวจะรู้เอง
ขยันไปเดี๋ยวต่อไปจะดีขึ้น
สักวันหนึ่งจะบรรลุ
อันที่จริงเขาปฏิบัติให้ไม่มีอาลัยในการกระทำ
ไม่มีความหวัง
ไม่มีอาลัยในการเห็น ในการได้ยิน
อยู่ในปัจจุบันอย่างเต็มที่
แต่อภิสังขารูปทิ
จะมีหวังอยู่
ความหลุดพ้นคือ
หลุดพ้นจากความรู้สึกว่าเรา
ถ้าไม่รุ้ตามความเป็นจริง ก็จะมี "เรา" ได้ขยันไปเรื่อยๆ
ตอนนี้ตัวเองยังไม่ดี
ตัวเองโดนติเตียน
ตัวเองจะไปทำอย่างนี้ๆ เพื่อให้ตัวเองดีขึ้น
เราทั้งหลายมักติเตียนตนเองที่เป็นอยู่
และยกย่องตนเองที่ยังไม่ได้เป็น
ก็วนเวียนอย่างนี้
ถ้ายังเป็นอย่างนี้
มีเจตนาที่จะทำเพื่อตนเองไปเรื่อยๆ
เรียกว่า ปรารภตนเอง
เหมือนจะดี
แต่เป็นเครื่องขวางกั้น
ไม่ก็ปรารภเสียงชม
เป็นคนดี เป็นคนสงบ
คนอื่นจะได้ชมเรา
เป็นที่ตั้งความทุกข์ทั้งนั้น
อุปทิ 4
- ขันธูปทิ
- กิเลสูปทิ
- อภิสังขารูปทิ
- ปัญจกามูปทิ
เมื่อไม่มีความรู้ จึงสมาทานเพื่อตนเอง
แม้กระทำจนเต็มบริบูรณ์ ก็เพื่อตนเองถึงความเต็มบริบูรณ์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)