วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2562

โพชฌงค์นัยที่ 2 (โพชฌงค์ 14)



  1. สติสัมปชัญญะ ในธรรมภายในตน
    สติสัมปชัญญะ ในธรรมภายนอกตน
  2. ธัมมวิจัย ในธรรมภายในตน
    ธัมมวิจัย ในธรรมภายนอกตน
  3. วิริยะ ทางกาย
    วิริยะ ทางใจ
  4. ปีติ ที่มีวิตกวิจารณ์
    ปีติ ที่ไม่มีวิตกวิจารณ์
  5. ปัสสัทธิ ในกาย
    ปัสสัทธิ ในใจ
  6. สมาธิ ที่มีวิตกวิจารณ์
    สมาธิ ที่ไม่มีวิตกวิจารณ์
  7. อุเบกขา ในธรรมภายในตน
    อุเบกขา ในธรรมภายนอกตน

คนมี - ไม่มีโพชฌงค์

ลักษณะมีโพชฌงค์
ก็จะใช้ชีวิตตามความรู้
ไม่ใช่ใช้ชีวิตตามความรัก ความชัง หรือตามอคติ

รู้ตื่นเบิกบาน
ไม่หลับ ไม่หลง

พิจารณาภายในหรือภายนอก

สติในธรรมภายในตน
สติในธรรมภายนอกตน

ขยายความต่อมาจากสติปัฏฐาน
อันนี้เนื่องจากเป็นสติสัมโพชฌงค์แล้ว

ตอนฝึกใหม่ๆ ท่านให้ฝึกภายในก่อน
ถ้าฝึกเก่งแล้ว ก็ระลึกสภาวะคนอื่นได้
ระลึกในฐานะที่ว่า "มันเสมอกันโดยความเป็นธรรมะ"

ตัวเองเดินก็เป็นกาย
คนอื่นเดินก็เป็นกาย
ไม่ใช่คนเดินนะ

ตอนฝึกตอนต้นๆ 
เราก็ฝึกแค่ให้มีสติ ไม่หลงลืมกายใจตัวเอง
พอมีสติดีแล้ว...ก็ฝึกให้เห็นกายและใจว่าเป็นธรรมะ
สติอันหลังนี่แหละ ที่สังเกตเห็นความเป็นธรรม จึงจะเป็นสติสัมโพชฌงค์ได้

ฝึกจนมองตัวเอง ก็เป็นรูปเป็นนาม
มองคนอื่น ก็เป็นรูปเป็นนาม
มีสติในตนเอง มีสติในคนอื่น...ก็เหมือนกัน โดยความเป็นธรรมะ

ผู้เหมาะจะตรัสรู้

คนไหน "เหมาะ" จะตรัสรู้
ก็มาดูตามคุณสมบัติ 7 ประการนี้

ต้องเป็นคนมีสติสัมปชัญญะดี
มองอะไรก็เป็นธรรมะ
จิตใจเอิบอิ่มเป็นสุข
สงบระงับอยู่ภายใน
ตั้งมั่น
เฉย

ประมาณนี้...
ไม่ได้เอาไปดูใครนะ เอามาดูตัวนั่นล่ะ

ไม่ใช่เฉยแบบไม่รู้อะไรเลย อันนั้นอีกยาว
ไม่ใช่เฉยอย่างเดียวนะ ต้องมี 7 อันเลย

โพชฌงค์นี่คือคุณสมบัติที่ "เหมาะ" จะตรัสรู้
แต่ยังไม่ตรัสรู้ ถ้าตรัสรู้ต้องมรรคมีองค์ 8

อุเบกขาสัมโพชฌงค์

ภิกษุนั้นเป็นผู้วางเฉยด้วยดี
ซึ่งจิตที่ตั้งมั่นอยู่อย่างนั้น
เรียก อุเบกขาสัมโพชฌงค์

เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิดี
มันก็ไม่รัก ไม่ชัง ไม่แทรกแซง ไม่จัดการจัดแจง อย่างนั้นอย่างนี้
มันก็มีสติตั้งมั่น
มีปัญญาสอดส่องดู
มันก็ไม่เข้าไปแทรกแซงเพราะมันตั้งมั่นดี

มันทำดีแล้ว ... มันทำดีแล้ว...โอเค
ไม่ใช่วางเฉยแบบไม่สนใจ
แต่วางเฉยแบบ "ดูอยู่" เฉยๆ ดูอยู่ห่างๆ เพราะมันทำดีแล้ว
หรือดูอยู่แบบพร้อมจะจัดการเมื่อมันขาดตกบกพร่อง

ถ้าสติมันน้อย ก็จัดการมันหน่อย
แต่ถ้า 1-6 องค์ข้างต้นมันดีมาแล้ว  ได้จิตตั้งมั่นแล้ว
มันก็เป็นผู้วางเฉย ดูอยู่ด้วยดี

เรียกว่า วางเฉยเฉพาะในจิตที่เป็นสมาธิ คอยดูอยู่
ถ้ายังไม่ถึงสมาธิก็...จัดการมันหน่อย ปรับนี่นั่นนู่น
แต่พอจิตเป็นสมาธิตั้งมั่นดี มันก็เฉยๆ

เหมือนขับรถ
พอมันเป็นทางตรง ขับพอดีแล้ว ก็ขับไป
ไม่ได้เลิกขับนะ ขับอยู่อย่างนั้นแหละ
ทีนี้พอมันมีหลุมมีอะไร ก็หลบซะหน่อย
แบบนี้เรียก อุเบกขา คือวางเฉยด้วยดีซึ่งจิตที่มีความตั้งมั่น

ปีติ-ปัสสัทธิ-สมาธิสัมโพชฌงค์

เมื่อมีสติสัมปชัญญะ
เมื่อมีธรรมวิจัย
เมื่อมีความเพียรกระทำไปข้างหน้า

ปีติที่ปราศจากอามิสย่อมเกิดขึ้น
แก่ภิกษุผู้ปรารภความเพียร

ปีติสัมโพชฌงค์ไม่ใช่ปีติธรรมดา
เป็นปีติที่ปราศจากอามิส
คำแปลคือ ปีติที่ไม่ต้องอาศัยแรงกระตุ้น
คือไม่ใช่ต้องรอลูกรับปริญญา หรือรอหุ้นขึ้น ค่อยมาเอิบอิ่มเบิกบานสักทีนึง

ปีติพวกนี้มันมาจาก
มีสติสัมปชัญญะ มีความรู้ และได้ทำความเพียรในสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม

แค่การทำถูกเท่านั้นล่ะ
ง่วงนอน แต่ไม่ยอมนอนตามมัน
ก็ปลาบปลื้มใจที่มันทำอย่างนี้ได้

เคยโกรธ แต่เดิมก็ของขึ้น
คราวนี้มีสติสัมปชัญญะ วิจัยลงไปเลย
ดูความไม่มีประโยชน์ของมัน ก็อดทนทำ
เมื่อมองย้อนกลับไป ปีติอันปราศจากอามิสมันจะเกิด

จะรู้สึกเหมือนทำสิ่งที่สมกับเป็นลูกพระพุทธเจ้า
หรือกินเนื้อหนังชาวบ้าน (หมูเห็ดเป็ดไก่) มาหลายครั้ง
คุ้มค่ากับที่เขาเสียสละให้เรามาหน่อย
เป็นความรู้สึกว่า มันคุ้มนะ พ่อแม่อุตส่าห์คลอดมา เราได้ทำอะไรที่มันขัดเกลากิเลส
ท่านก็ได้บุญไปกับเรา
แม้จะไม่ได้มีเงินมีทองไปตอบแทน แต่เขาจะรู้สึกว่ามันคุ้มละที่ดูแลมา

เป็นความรู้สึกภูมิใจ เอิบอิ่มขึ้นมา
เกิดมาชาตินึง เออ...ได้เดินหน้าเลยไปจากเดิมแล้ว
ถ้าระดับเดิมคือ เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ คุ้มดีคุ้มร้ายตามชอบชัง
---

สังเกต
โพชฌงค์ตัวหลังๆ จะเป็นผลมาจากโพชฌงค์อันแรกๆ

กายของภิกษุผู้มีใจปีติ
ย่อมสงบระงับ
เรียก ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์

พอมีปีติสัมโพชฌงค์
มันก็จะไม่ค่อยเอนไปทางโลก
ก็จะเอนมาทางขัดกิเลสยิ่งๆ ขึ้น

ใช้ชีวิตให้มันเหมาะสมยิ่งๆ ขึ้น
มันก็จะสงบระงับ
กายก็ระงับ จิตก็ระงับ
---

จิตของผู้มีกายสงบ
ย่อมตั้งมั่น ปลอดโปร่ง โล่งสบาย
เรียก สมาธิสัมโพชฌงค์

วิริยสัมโพชฌงค์

ความเพียร ความไม่ย่อท้อ
อันภิกษุผู้วิจัย เลือกสรร ทบทวน สอบสวนธรรมะนั้นด้วยปัญญา ได้ปรารภแล้ว

วิริยะเป็นความฮึกเหิม ไม่ย่อท้อ
ใส่ใจที่จะทำเรื่องนี้เสมอ

ส่วนใหญ่พวกเราไม่ค่อยกล้า
คอยจะหวงนิสัยเก่า
แต่นิสัยเก่านี่มันทำให้ลำบาก

มันก็ต้องอาศัยความกล้าหาญ
กล้าที่จะทำอะไรใหม่ๆ ที่มันดี (ไม่ใช่กล้าสะเปะสะปะ)