วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ขันธ์

ขันธ์

กอง - รวมๆ กันเป็นกลุ่ม
ส่วน - แยกส่วน ไม่เหมือนคนอื่นเขา และคนอื่นเขาก็ไม่เหมือนกับมัน

รูป - รุปนลักษณะ พังแตกสลายตายได้
นาม ไม่พังด้วยความเย็นความร้อน ฯลฯ

เวทนา - ความรู้สึก รสชาติของโลก จึงนิยมใช้คำว่าเสวย
เป็นรสชาติของสิ่งนั้น

สัญญา - การกำหนด
สัญญางอกออกมาจากใจ (เห็นได้จากในสมาธิ ให้ไปอยู่กับสัญญาเดียว)
อยู่กับอารมณ์กรรมฐาน ก็จะไม่รู้สึกว่าอะไรเป็นอะไร
ถอยออกมาสักหน่อยก็จะเริ่มเห็นสัญญางอกออกมา อันนี้เป็นอันนี้ อันนั้นเป็นอันนั้น
เป็นการทำเครื่องหมายของสิ่งนั้นว่าต่างจากคนอื่นยังไง

สังขาร - การปรุงโดยมีเจตนาเป็นตัวนำ
โลภะ โทสะ โมหะ ถ้าไม่มีเจตนาประกอบเรื่องก็ไม่เป็นบาป
บุญก็เช่นกัน ก็ต้องมีเจตนามาประกอบ

วิญญาณ - ที่ทำงาน ที่รองรับ ที่วิ่งเล่น
มากับเขา มาก่อนเขา อยู่กับเขา อยู่ด้วยทุกตอน
ขนาดฟังไม่รู้เรื่องก็ยังรู้ว่าไม่รู้นี่ก็วิญญาณ
นอนหลับเป็นตายยังรู้เลย (รู้ว่านอนหลับ)
เกิดดับเหมือนไม่มีวันตาย เชื้อคืออวิชชา
มีทั้งที่ขึ้นและไม่ขึ้นทวาร (เช่น ภวังคจิต ปฏิสนธิจิต จุติ)

รู้ มี 3 ขันธ์
ไม่รู้ มี 1 ขันธ์
ไม่ค่อยรู้เรื่อง 1 ขันธ์

ปัญญาน้อยๆ กำหนด 2 ขันธ์ก่อน รูป กับเวทนา (แค่รู้สึก ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรกับใคร)

รู้แบบสัญญา
รู้แบบกำหนด รู้ชื่อมัน
กำหนดได้เฉพาะเท่าที่เคยรู้มาก่อน
ปัญญารู้ถึงไหน สัญญากำหนดได้ถึงนั่น วิญญาณก็รู้ตามว่า ได้รู้แล้วๆ

ปัญญา
ความรู้ชนิดบุกเบิกไปเรื่อยๆ


วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

พัฒนาการความรู้ทางจิต

พัฒนาการความรู้ทางจิต
3 ขั้นตอน

สัญญา
ความรู้เก็บข้อมูล กำหนดจดจำ
ไม่มีอิทธิพลต่อความคิด นิสัยใจคอ
ไม่เปลี่ยนความคิด ไม่เปลี่ยนคำพูด ไม่เปลี่ยนการกระทำ
แต่มีความรู้

เช่น รู้หมดว่าอะไรไม่ดี
แต่รู้หมดอดไม่ได้

อะไรดีรู้หมด

ทางพุทธเน้นให้เก็บข้อมูลที่ถูกไว้
(สุตตะ)

ทิฏฐิ
เป็นความรู้ที่ผ่านการกลั่นกรอง คิดนึก ตกผลึก พิจารณา ทบทวนเหตุผล จากข้อมูลเดิม
จนลงใจเชื่อแล้วว่ามันดีกับเรา
เกิดความเข้าใจที่ยึดไว้เป็นอุดมคติของตัวเอง

เป็นความถูกผิดที่ "เกี่ยวข้องกับตัวเอง"
ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความถูกผิด "ตามธรรมชาติ"

เป็นคำกลางๆ ไม่ได้เป็นกุศล หรืออกุศล
มีทั้งมิจฉาและสัมมา
(แต่ในอภิธรรมมีทิฏฐิเจตสิกซึ่งเป็นอกุศล)

ความรู้แบบทิฏฐิจะเปลี่ยนความคิด การกระทำและการดำเนินชีวิต
แต่ยังมีความยึดติด

430

สัญญาเป็นทุกข์หรือสมุทัย และจิตตสังขาร

วิญญาณรู้แจ้ง
สัญญารู้จัก

สัญญาธรรมดา : เป็นทุกข์
กำหนดสูงต่ำ ดำขาว รูปพรรณสันฐาน ... อันนี้ยังเป็นปรมัตถ์
กำหนดชื่อต่างๆ ใช้ในการสื่อสาร ... อันนี้เป็นบัญญัติ

คนที่มีชื่่อในหัวมาก ข้อมูลมาก
คิด ตัดสินไปตามข้อมูล
ข้อมูลมักจะบังความจริง
เพราะความจริงเปลี่ยนไปเรื่อย

สัญญาซับซ้อน : เป็นทุกขสมุทัย
สัญญาเกิดจากตัณหา มานะ ทิฏฐิ
กำหนดขึ้นจากสิ่งที่ซํบซ้อน
ความซับซ้อนนี่มาจากกิเลส

เรามีสิทธิในสิ่งนั้น ในสิ่งนี้
กำหนดแบบนี้จะทำให้เข้าถึงความจริงยาก
เพราะจริงๆ มันไม่เป็น

กำหนดว่าเรายิ่งใหญ่ มีอำนาจ
กำหนดแบบนี้จะทำให้เข้าถึงความจริงยาก
แต่จริงๆ มันไม่ใหญ่โต

เราทำบุญก็ได้บุญ เราทำบาปก็ได้บาป
กำหนดแบบนี้จะทำให้เข้าถึงความจริงยาก
แต่จริงๆ เราไม่ได้อยู่ตลอดไป

จิตตสังขาร
มีความหมาย 2 ลักษณะ

อันแรก พูดถึงองค์ประกอบที่ทำให้เกิดจิต จะหมายถึง เวทนาและสัญญา
จิตจะเกิดต้องมีเจตสิก และเจตสิกที่เกิดเสมอคือ เวทนาและสัญญา
ความหมายนี้ จิตตสังขารเป็นทุกข์

อันที่สอง พูดว่าจิตมันหมุนวิ่งวุ่นไปได้ยังไง มันสืบต่อไปได้อย่างไร
อันนี้จะหมายถึง เจตนา
ซึ่งเกิดประกอบจิตแล้วทำให้จิตต้องมีการกระทำนั่นนี่
เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ
สังขารในปฏิจจฯ พูดถึงเจตนา
ความหมายนี้ จิตตสังขารเป็นทุกขสมุทัย

สังขารที่ทำให้เกิดวิญญาณ พูดอยู่ 2 แง่หลักๆ
แง่แรก อภิสังขาร
แง่สอง กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร




วันอาทิตย์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ลักษณะตัดสินธรรมวินัย 8


คนนู้นอ้างอย่างนู้น คนนี้อ้างอย่างนี้
อ้างสูตรนู้นนี้ เยอะมาก
เราดูรวมๆ ไปเลย 
ว่าสิ่งที่เขาพูด สิ่งที่ท่านนี้ๆ สอน เป็นไปเพื่ออะไร

  1. วิราคาย : เป็นไปเพื่อการคลายความติดความข้อง ถ้าสอนให้เราไปพึ่งนู่นพึ่งนี่...ไม่ไหว 
  2. วิสงฺโยคาย : เป็นไปในลักษณะไม่ประกอบสัตว์ไว้ ไม่ดึงเราไว้ในโลก  คำสอนทำนอง "หาสมาชิก" 
  3. อปจยาย : ไม่เป็นไปเพื่อการสั่งสม สั่งสมบุญ สั่งสมนู่นนี่ เอาไปเยอะๆ จะได้ไปเสวยนู่นนี่
  4. อปฺปิจฺฉตาย : เป็นไปเพื่อความมักน้อย คำสอนที่ทำให้อยากได้นั่นได้นี่ ไม่ใช่
  5. สนฺตุฏฺฐิตาย : เพื่อพอใจในสิ่งที่ตนมี
  6. ปวิเวกาย : เป็นไปเพื่อความสงัด เป็นไปเพื่อความอยู่คนเดียว ไม่ใช่เพื่อคลุกคลี หาพวกพ้อง
  7. วิริยารมฺภาย : เป็นไปเพื่อความขยัน อยากได้อะไรต้องลงมือ และต้องทำให้ถึงจุด ทำไม่ถึงไม่ได้เด็ดขาด ทำแล้วจะมาหวังว่าควรจะได้โดยไม่ได้มีเหตุที่เหมาะสมไม่ใช่ มานั่งหวังลมๆ แล้งๆ ปลอบใจตัวเองจะได้นั่นได้นี่...ผิด
  8. สุภรตาย : ไม่บ่นกับเรื่องการอยู่การกินเล็กๆ น้อยๆ อยู่ง่าย สบาย คนอื่นคบหาง่าย สะดวก
วิธีมองบุคคล มองภาพรวมของคน

โลกมันไม่มีเหตุผลโดยธรรมชาติ 
คนมีญาณก็สบาย เห็นตามที่เป็นจริง ไม่เอาเข้าตัว
พวกมีเหตุผลแต่ยังเป็นทิฏฐิจึงทุกข์สารพัด เพราะยังจะเอาเข้าตัว
คนดี มีอุดมคติจึงทุกข์เยอะ

มองคนแบบองค์รวม...มองง่ายมาก
คนนี้เกิดมาเพราะอะไร
เพราะอวิชชา
ถ้ามองอย่างนี้จะไม่มีปัญหาอะไรกับใครเลย

ทำไม่ดีเพราะอะไร?
เพราะอวิชชา

ทำไมคนนั้นเป็นอย่างนี้ ทำไมคนนี้เป็นอย่างนั้น
เพราะอวิชชา...จบ
เพราะไม่รู้อริยสัจ...จบ
มานั่งวิเคราะห์สาเหตุแบบโลกๆ เหตุปัจจัยมันเยอะมาก

เราว่าเขาได้แสดงว่าเรายังติดกับสิ่งนั้น
สิ่งนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นกับเราเช่นกัน

ทิฏฐินี่เป็นความรู้ แต่เป็นการดึงเหตุผลเข้ามาหาตัว
แม้จะถูก แต่ยังอันตราย

ปัจจัย

อุปนิสยปัจัย
เคยชิน จนไม่เห็นว่าผิด
คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา
เช่น คุยเรื่องชาวบ้าน

อารัมณปัจจัย
คิดว่าการเป็นอย่างนี้มันดี

วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ชันธ์ VS อุปาทานขันธ์

ขันธ์ 5 นี่กว้างกว่าอุปาทานขันธ์
อุปาทานขันธ์นี่เจาะจงลงไป

ในการปฏิบัติเบื้องต้นจะพิจารณาขันธ์ 5 อะไรก็ได้
ภายใน ภายนอกก็ได้
ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน
คือเป็นการพิจารณาให้เกิดปัญญาแบบกว้างขวาง ให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น

แต่การพิจารณาเช่นนี้ยังไม่ลึกซึ้ง "พอ" ที่จะถอนกิเลส

แต่เมื่อพิจารณาลึกลงไป เช่น พิจารณาปฏิจจฯ
จะไม่ได้เอาขันธ์ทั่วไปมาพิจารณา
คือ ไม่ได้เอาใบไม้ใบหญ้า หรือขันธ์ชาวบ้าน ขันธ์แมว หมาอะไรมา
เอาขันธ์ที่ยึดอยู่มาพิจารณา

เอาขันธ์ที่เกี่ยวข้อง ที่ยึดถืออยู่นี่
ก็คือมีขันธ์ตัวเอง แล้วก็ขันธ์ที่เกี่ยวข้องที่เที่ยวไปยึดถือนี่ล่ะมาพิจารณา (เช่น ขันธ์สามี)
ที่มันจะก่อให้เกิดการเวียนว่าย
มันเฉพาะเจาะจงลงไป

ขันธ์ที่เป็นที่ตั้ง ที่เป็นที่อาศัยของอุปาทาน (อุปาทานิย)
ขันธ์อันอาศัยอุปาทานเกิด
เป็นขันธ์ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ (สาสว)

ในอริยสัจนี่ ขันธ์ 5 ไม่ใช่ทุกข์นะ
แต่อุปาทานขันธ์ 5 เป็นตัวทุกข์

จะเข้าใจคำว่าอุปาทานขันธ์
ต้องเข้าใจคำว่า "ขันธ์" อันนี้ทั่วไป รู้อยู่แล้ว แปลว่า กอง
และคำว่า "อุปาทาน"

อุปาทานเป็นชื่อกิเลส 2 ตัว คือโลภะและทิฏฐิ
อุปาทานก็เป็นส่วนหนึ่งของขันธ์เช่นกัน จัดเป็นสังขารขันธ์
อุปาทานแบ่งโดยชื่อ มี 4 (กามุ~, ทิฏฐุ~, สีลัพพัตตุ~, อัตวาทุ~)
โดยเจตสิกมี 2 คือ โลภะ (กามุ~) และทิฏฐิ (ทิฏฐุ~, สีลัพพัตตุ~, อัตวาทุ~)

ตัวอุปาทาน เป็นทุกขสมุทัย
ขันธ์ เป็นกลางๆ ความหมายคือ กอง กลุ่ม ก้อน
อุปาทานขันธ์ ความหมายมีหลายอย่าง หลักๆ มี 3 ความหมาย

  • เป็นขันธ์ที่เกิดมาจากอุปาทาน
  • ขันธ์ที่เป็นที่ตั้งของอุปาทาน
  • ขันธ์อันเป็นอารมณ์ของอุปาทาน


พูดอีกอย่าง กิเลสเกิดในขันธ์ไหน
กิเลสเกิดที่ไหน ที่นั่นคืออุปาทานขันธ์
กิเลสไม่ได้เกิดในขันธ์ชาวบ้าน ดังนั้นขันธ์ชาวบ้านจึงไม่ใช่อุปาทานขันธ์

อีกความหมายหนึ่ง คือ ขันธ์ที่เกิดมาจากอุปาทาน (เกิดจากกรรม)
เช่น รูปที่เกิดจากกรรมก็มี รูปที่เกิดจากจิตก็มี รูปที่ิเกิดจากอุตุก็มี รูปที่เกิดจากอาหารก็มี
อุปาทานขันธ์ ก็คือ ในกรณีรูปก็หมายเอาถึงเฉพาะ กัมมชรูป

อุปาทานขันธ์ จึงไม่ใช่ขันธ์ทั้งหมด หมายเอาเฉพาะบางส่วน
และก็ไม่ใช่ตัวเราทั้งหมดด้วย หมายเอาเฉพาะบางส่วนที่เข้าตามหลักข้างต้น

ขันธ์ไหนบ้างที่ไม่ใช่อุปาทานขันธ์
ก็คือ หมายถึงขันธ์ที่ไม่สามารถเป็นอารมณ์ของกิเลสโดยสิ้นเชิง
เช่น โลกุตตระจิต คือ มรรคจิต ผลจิต และเจตสิกที่เกิดกับจิตเหล่านั้น

อุปาทานขันธ์แต่ละคนไม่เหมือนกัน
เวลาพูดในแบบอภิธรรม ก็จะแยกขันธ์ 5 มีจิตเท่าไร เจตสิกเท่าไร
แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้เป็นอย่างนั้น มันขึ้นกับว่าเขายึดอะไร
ไม่ได้ยึดอะไรอันนั้นก็ไม่ใช่อุปาทานขันธ์สำหรับคนนั้น
แต่ที่แน่นอนที่ทุกคนยึดไม่ได้เลยคือ มรรคจิต ผลจิต

ขันธ์ 5 ของเรา คือถูกเรายึด
เป็นอุปาทานขันธ์ในแง่ เป็น "อารมณ์" ของอุปาทาน

ส่วนอุปาทานขันธ์ในแง่ว่า เป็น "ผล" มาจากอุปาทาน
ต้องมาพิจารณาในปฏิจจฯ นี่
ตอนนี้มันเป็นอย่างนี้ อีกตอนนึงมันเป็นอีกอย่างนึง เช่น
สังขารปัจจยา วิญญานัง : ก็ไม่ได้หมายเอาวิญญานทั้งหมด หมายเอาเฉพาะวิบาก
วิญญานปัจจยา นามรูปัง : ก็หมายเอาเฉพาะกัมมชรูป
พอเลยๆ ไปถึง ตัณหา อุปาทาน ก็เริ่มเลยไปเป็นกิเลสต่อไป ยึดถืออะไรต่อไป
มันเป็นคนละตอนกัน
อันนี้คือ อุปาทานขันธ์ในแง่ว่า เป็น "ผล" มาจากอุปาทาน

ตัวปฏิจจสมุปปันธรรม 12 นี่แหละที่เป็นอุปาทานขันธ์ 5
ธรรมท.ที่เกิดมาจากปฏิจจสมุปปาทนี่แหละ เป็นอุปาทานขันธ์ 5
แต่ว่าตอนนี้มันเป็นอย่างนี้ อีกตอนนึงมันเป็นอีกอย่างนึง
ท่านจึงได้สรุปว่า "ความเป็นไปของกองทุกข์ ย่อมเป็นด้วยประการฉะนี้"

หมายเหตุ
ปฏิจจสมุปบาท = ตัวเงื่อนไข
ปฏิจจสมุปปัน = สิ่งที่เกิดจากเงื่อนไข

เวลาใช้คำว่า "ดับ" => ดับอุปาทาน, ดับขันธ์ (ไม่ใช่ดับอุปาทานขันธ์)
เวลาใช้คำว่า "รู้" =>  หมายถึง รู้อุปาทานขันธ์ว่าเป็นทุกข์

อุปาทานขันธ์ 5 นี่เอาไว้รู้ ตามหลักอริยสัจ
แต่เวลาดับ นี่ดับทั้งหมด แม้รูปที่เกิดจาก จิต, อุตุ, อาหาร ก็ดับด้วย จึงไม่ใช่คำว่าดับอุปาทานขันธ์


425 ตอบปัญหา หน้า 6

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ดิฉันไม่เห็นทุกข์อะไรเลย?

อุปาทานขันธ์ 5 เป็นทุกข์

"ดิฉันไม่เป็นทุกข์"
ก็ "ดิฉัน" ผู้พูดว่าไม่เป็นทุกข์นั่นแหละ เป็นทุกข์แล้ว

"ดิฉันไม่เห็นทุกข์อะไรเลย"
ก็ "ดิฉัน" ผู้ไม่เห็นทุกข์อะไรนี่ก็แก่ลงทุกวัน

ต่อให้จะเพิกเฉยว่าไม่ทุกข์ไม่ร้อนอะไร
แต่ก็ร้อนด้วยอำนาจความแก่ เจ็บ ตาย และเกิด

ผู้สบายไม่ทุกข์ร้อนก็แก่เหมือนกัน เจ็บเหมือนกัน ตายเหมือนกัน
เวียนไปเรื่อย