วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2562

7 อุบายละกิเลส


  • อาสวะบางอย่าง ต้องละด้วยทัสสนะ
    คือ ละด้วยมรรค
  • อาสวะบางอย่าง ต้องละด้วยการสังวร
    บางอย่างต้องใช้สำรวมตา หูเอา
    ไม่ไปติดในนิมิต อนุพยัญชนะ
    ไม่ต้องไปดูไปเห็นบ้าง หรือเห็นแล้วก็ต้องทำเป็นไม่เห็นบ้าง
    อย่าไปจริงจังกับมัน
  • อาสวะบางอย่าง ต้องละด้วยการใช้สอย
    ใช้สอยให้มันถูกต้อง เช่น พวกเงิน ปัจจัย 4
    ต้องใช้มัน และใช้ให้เป็น ก็จะละความยึดติดในสิ่งเหล่านี้ได้
    คือถ้าไม่มีเลยมันก็ต้องไปงมหาอยู่นั่นน่ะ
  • อาสวะบางอย่าง ต้องละด้วยการอดกลั้น
    พวกความลำบากที่จะเป็นเหตุให้อกุศล แดดร้อน หิว คนด่า
  • อาสวะบางอย่าง ต้องละด้วยการงดเว้น
    ไม่เข้าไปยุ่งเลย
  • อาสวะบางอย่าง ต้องละด้วยการบรรเทา
    ด้วยการไม่รับมันเข้ามา ค่อยๆ บรรเทา
    เช่น พวกความคิดต่างๆ กามวิตก พยาบาทวิตก
  • อาสวะบางอย่าง ต้องละด้วยการเจริญ
    ไม่ใช่เจริญอาสวะ แต่คือเจริญบางสิ่งให้มีขึ้น แล้วอาสวะมันจะถูกละไป
    ธรรมคู่ตรงข้ามนั่นเอง
    ปลูกต้นโพชฌงค์ ต้นนิวรณ์ก็มาขึ้นตรงนี้ไม่ได้

ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง

ของเก่าก็สิ้นไป
(กรรมเก่าก็สิ้นไป)

อวิชชา ความไม่รู้อริยสัจมันยังมี
ยังไม่เป็นผู้รู้
ผลของความไม่รู้อันนี้ก็ส่งผลมาได้
สังขารก็มาเรื่อย

ส่วนพระอรหันต์
ของเก่าก็สิ้นไป
ของใหม่ก็ไม่มี
ดับสนิทเหมือนประทีปนี้

แต่ละคนก็ต้องรับผิดชอบของของตน
ไม่ได้เกี่ยวกับใครหรอก

ที่รู้สึกว่าเกี่ยว เพราะตัณหาและสังโยชน์ไปผูกไว้
ตามจริงโดยธรรมชาติ
ไม่มีใครเกี่ยวกับใคร
ไม่มีอะไรเป็นของเราเลย

ท่านพูดชัด
มีกรรมเป็นของๆ ตน
ไม่ใช่มีรถ มีบ้าน มีสามีเป็นของๆ ตน

แค่ความมีสติสัมปชัญญะ คอยวิจัยธรรมเนืองๆ
ท่านว่า เท่านี้แหละ เป็นไปเพื่อความ "สิ้นกรรม"
นี้เป็นความสำคัญของโพชฌงค์

โพชฌงค์นัยที่ 3 : เป็นเหตุให้วิชชา วิมุตติ นิพพาน

โพชฌงค์ที่เป็นเหตุให้วิชชา วิมุตติ นิพพาน
สังเกตจะมีคำสร้อยต่อท้าย

ภิกษุเจริญสติสัมโพชฌงค์ ..ฯลฯ..อุเบกขาสัมโพชฌงค์
โดยอิงอาศัยวิเวก
โดยอิงอาศัยวิราคะ
โดยอิงอาศัยนิโรธะ
น้อมไปเพื่อความปล่อยวาง

คือนอกจากจะมีคุณธรรมต่างๆ ของโพชฌงค์แล้ว
ต้องนำมาพัฒนาให้ "โน้มเอียงไปทางนิพพาน"

ไม่ใช่มีสติแล้วใช้ชีวิตไปวันๆ
ต้อง อิงอาศัยวิเวก
คือการอยู่คนเดียว อยู่คนเดียวเป็นอย่างยิ่ง นึกถึง คนเดียว ไว้เสมอ

ไม่ใช่มีสติปัญญาแล้วแล่นไปช่วยชาวโลก
คิดอย่างนี้ก็ยังโง่อยู่
ที่จริงเราเกิดมาก็มาคนเดียว เราไม่ได้เป็นของใคร  และใครก็ไม่ได้เป็นของเรา

สิ่งเดียวที่เป็นของเราคือ กรรม
มีกรรมเป็นของเฉพาะตน
คนอื่นจะทำให้คนอื่นบริสุทธิ์ก็ไม่ได้

ฉะนั้นมีสติมีปัญญาวิจัยธรรมแล้ว
มันต้องมาอิงอาศัยวิเวก คิดมาด้าน คนเดียว
ถ้ายังคิดถึงหลายคนนี้ยัง "กลับข้าง" อยู่ ถ้าจะไปนิพพาน

ฟังดูเห็นแก่ตัว
แต่การคิดมาด้านตนเองนี่แหละ
เป็นการช่วยตนเอง และช่วยคนอื่น

มาเห็นตนเอง เออยังกิเลสเยอะอยู่ จะขัดเกลายังไงได้บ้าง
การช่วยเหลือผู้อื่นตามเหมาะสม ก็เป็นการขัดเกลา
การพูดดีๆ ก็เป็นการขัดเกลา
การสัมพันธ์กับผู้อื่นมันก็จะดียิ่งขึ้น เพราะทำเพื่อขัดเกลาตน
คนรอบตัว อยู่ในฐานะอุปกรณ์ฝึก เพื่อขัดกิเลสตน
นี่เรียกว่า อิงอาศัยวิเวก

อยู่คนเดียวก็ไปฝึกๆๆๆ
ออกสังคมมาก็ขัดๆๆๆ
ทำนองนี้

อิงอาศัยวิราคะ
ก็คอยเช็คว่าแต่เดิมยึดติดเยอะ
มันก็จะต้องเป็นไปเพื่อคลายออก

อิงอาศัยนิโรธะ
คอยเช็คความห่วงใย อาลัยอาวรณ์ (ความไม่ดับสนิทในส่ิ่งต่างๆ)

และ น้อมเอียงไปเพื่อความปล่อยวาง
เราภาวนามีคุณธรรมต่างๆ
ก็ต้องให้มันเอียงไปทางนู้น
ไม่ใช่จับเอียงมาทางโลก

โพชฌงค์นัยนี้ท่านเน้นมาก
เป็นแบบ "เอียงข้าง" 
ไม่ใช่เป็นกลางนะ เอียงข้าง 5555

ธรรมะ เอาจริงๆ ก็ไม่ได้เป็นกลางนะ
เอียงเสมอ !!!
เอียงไปนิพพาน

เอียงไป ก็จะเข้าใกล้นิพพานมากขึ้นเรื่อยๆ
สัมผัสนิพพานมากขึ้นเรื่อยๆ

โพชฌงค์นัยที่ 2 (โพชฌงค์ 14)



  1. สติสัมปชัญญะ ในธรรมภายในตน
    สติสัมปชัญญะ ในธรรมภายนอกตน
  2. ธัมมวิจัย ในธรรมภายในตน
    ธัมมวิจัย ในธรรมภายนอกตน
  3. วิริยะ ทางกาย
    วิริยะ ทางใจ
  4. ปีติ ที่มีวิตกวิจารณ์
    ปีติ ที่ไม่มีวิตกวิจารณ์
  5. ปัสสัทธิ ในกาย
    ปัสสัทธิ ในใจ
  6. สมาธิ ที่มีวิตกวิจารณ์
    สมาธิ ที่ไม่มีวิตกวิจารณ์
  7. อุเบกขา ในธรรมภายในตน
    อุเบกขา ในธรรมภายนอกตน

คนมี - ไม่มีโพชฌงค์

ลักษณะมีโพชฌงค์
ก็จะใช้ชีวิตตามความรู้
ไม่ใช่ใช้ชีวิตตามความรัก ความชัง หรือตามอคติ

รู้ตื่นเบิกบาน
ไม่หลับ ไม่หลง

พิจารณาภายในหรือภายนอก

สติในธรรมภายในตน
สติในธรรมภายนอกตน

ขยายความต่อมาจากสติปัฏฐาน
อันนี้เนื่องจากเป็นสติสัมโพชฌงค์แล้ว

ตอนฝึกใหม่ๆ ท่านให้ฝึกภายในก่อน
ถ้าฝึกเก่งแล้ว ก็ระลึกสภาวะคนอื่นได้
ระลึกในฐานะที่ว่า "มันเสมอกันโดยความเป็นธรรมะ"

ตัวเองเดินก็เป็นกาย
คนอื่นเดินก็เป็นกาย
ไม่ใช่คนเดินนะ

ตอนฝึกตอนต้นๆ 
เราก็ฝึกแค่ให้มีสติ ไม่หลงลืมกายใจตัวเอง
พอมีสติดีแล้ว...ก็ฝึกให้เห็นกายและใจว่าเป็นธรรมะ
สติอันหลังนี่แหละ ที่สังเกตเห็นความเป็นธรรม จึงจะเป็นสติสัมโพชฌงค์ได้

ฝึกจนมองตัวเอง ก็เป็นรูปเป็นนาม
มองคนอื่น ก็เป็นรูปเป็นนาม
มีสติในตนเอง มีสติในคนอื่น...ก็เหมือนกัน โดยความเป็นธรรมะ

ผู้เหมาะจะตรัสรู้

คนไหน "เหมาะ" จะตรัสรู้
ก็มาดูตามคุณสมบัติ 7 ประการนี้

ต้องเป็นคนมีสติสัมปชัญญะดี
มองอะไรก็เป็นธรรมะ
จิตใจเอิบอิ่มเป็นสุข
สงบระงับอยู่ภายใน
ตั้งมั่น
เฉย

ประมาณนี้...
ไม่ได้เอาไปดูใครนะ เอามาดูตัวนั่นล่ะ

ไม่ใช่เฉยแบบไม่รู้อะไรเลย อันนั้นอีกยาว
ไม่ใช่เฉยอย่างเดียวนะ ต้องมี 7 อันเลย

โพชฌงค์นี่คือคุณสมบัติที่ "เหมาะ" จะตรัสรู้
แต่ยังไม่ตรัสรู้ ถ้าตรัสรู้ต้องมรรคมีองค์ 8