วันอาทิตย์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2557

การบ้าน 20 เม.ย.57

20/4/57
ระหว่างวันก็บริกรรมไป วันนี้ใจค่อนข้างอยู่กับบทสวดได้พอสมควร มีบางช็อตที่กลัวจะติดเป็นโมหะเพราะเหมือนมันหนักๆ ก็ปลอบตัวไปว่าถ้ารู้ก็ไม่เป็นไรหรอกอย่าไปกลัว
ช่วงนี้มักเกิดการชักเย่อในใจบ่อยๆ พบว่าจริงๆ มันก็มีหลายช็อตที่ว่างพอจะบริกรรมได้ แต่ก่อนเอาช่วงเวลาที่ว่าไปเล่นเฟสบุค,ไปนอน หรือไปทำอะไรตามสันดานขี้เกียจๆ ของมัน หลังๆ นี่ก็เปลี่ยนเป็นทำอะไรไปบริกรรมไป ใจกระหวัดกลับไปหาความเคยชินเดิมๆ ของมันบ่อยครั้ง

ตอนเย็นไปทำวัตรเย็นที่วัดปทุม เดินจงกรมครึ่งชั่วโมง สวดมนต์ก่อนนอนค่ะ

การบ้าน 19 เม.ย.57


19/4/57
วันนี้ระหว่างวันจิตมักจะมาคลอเคลียกับบทสวดมนต์ ประเมินตัวเองในภาพรวมว่าผลจากการสวดมนต์ทำให้สติระหว่างวันดีขึ้นเล็กน้อย มีบางช็อตที่พอใจในการที่มันไม่วิ่งออกไปวุ่นวายข้างนอกเป็นความเย็นเล็กๆ ในใจ แต่อยู่ได้ไม่นาน
ระหว่างวันสังเกตการพูดคุยกับผู้อื่น พบว่าสมาธิไม่อยู่ตลอดสาย เดี๋ยวอยู่เดี๋ยวดับ ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง 5555 และสังเกตในการฟังบางเรื่องเราสามารถเชื่อมโยงอย่างมีชีวิตชีวา วิเคราะห์ สังเคราห์ ยุบแยกแตกรวมอย่างสนุกสนาน แต่บางเรื่องฟังแล้วก็เป็นวัตถุตั้งนิ่งอยู่อย่างนั้น ไม่เกิดการเชื่อมโยง ตั้งไว้เฉยๆ อย่างนั้นเลย ชวนให้สงสัยว่าอะไรทำให้มันต่างกันอย่างนั้น
ก่อนนอนสวดมนต์อิติปิโส วันนี้ไม่รู้เป็นอย่างไรใจมันอยากสวดช้า ก็ให้มันสวดช้าไปแต่ผลคือได้แค่ 80 จบก็ไปต่อไม่ได้ เลยนอนแล้วตื่นมาสวดต่อให้ครบตอนเช้า
จบการบ้านค่ะ
ก่อนนอนสวดอิติปิโส 108 เหมือนเดิม


(บางทีงี่เง่ามากก็อยากทำอะไรเหมือนรูปข้างล่าง)

การบ้าน 18 เม.ย.57

18/4/57
บทสวดมนต์ที่ใจคลอเคลียอยู่ได้ทั้งวันเมื่อวานวันนี้ก็ไม่อยู่แล้ว แต่ดูเหมือนความคิดจะจางลง ระหว่างวันก็นึกบริกรรมเท่าที่นึกได้
ตอนเย็นไปทำวัตรที่วัดปทุม เดินจงกรมรอบพระธาตุพร้อมทั้งฟังธรรมไปด้วย ใจสงบมีความสุขโชยๆ ความคิดมีประปรายไม่รุนแรง
กลับมาบ้านเจอคนที่บ้านไม่มีความสุขเท่าไรเลยโดนลูกหลงเป็นโยโย่เอฟเฟ็กต์หงุดหงิดกว่าปกติ ปิดปากไม่พูดเต็มที่ยังถูกยั่ว จริงๆ ก็รู้สึกว่าการเงียบมันไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นเท่าไรแต่ปัญญามันดับอยู่คิดอะไรดีๆ ไม่ออก จึงหุบปากแล้วสังเกตไป เวลาใจหงุดหงิดมันคับแคบเข้ามา ความรับรู้รอบข้างแบบกว้างๆ มันหายไป ก็เลยหันไปรับรู้ภายนอกกว้างๆ มากขึ้น ตอนหลังคนที่บ้านเห็นเราไม่มีความสุข (แปลกที่เขากลับดูมีความสุขซะงั้น) เขาเลยกลับมาคุยเล่นเหมือนเดิมแหย่ต่อ "ไปสวดมนต์ออกบ่อยยังจะหงุดหงิดง่าย" เราก็คิดในใจ "อาบน้ำสะอาดแค่ไหนโดนโคลนสาดซ้ำมันก็ยังเปื้อนฮ่ะ"
ก่อนนอนสวดอิติปิโส 108 เหมือนเดิม

(บางทีงี่เง่ามากก็อยากทำอะไรเหมือนรูปข้างล่าง)

การบ้าน 17 เม.ย.57

17/4/57
ระหว่างวันจิตคลอเคลียกับบทสวดอิติปิโสอย่างน่าแปลกใจ พอว่างมันก็สวดของมันเอง พอเปิดเข้ามาอ่านห้องส่งการบ้าน เห็นอ.มาคอมเม้นต์ตอบรู้สึกดีใจ (ยังเป็นเหยื่อคำชมค่ะ 5555)
กลับบ้านไปเจอรายการดีๆ ตั้งใจมาชวนคุณนาย(แม่) ดูนั่งดูไปสักพักคุณนายก็บอกว่า "ก็น่าสนใจนะแต่จะจบรึยัง" ก็เห็นความน้อยใจออกมาเฉลิมฉลองกลางถนนจิตตนครกันใหญ่ แล้วก็นึกกับตัวเองว่าแพ้ทางแม่ตัวเองเสมอเลยนะ เพราะกับคนอื่นไม่เป็น สงสารตัวเองที่ตกเป็นเหยื่อวงจรดราม่าครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าแล้วก็ลุกไปสวดมนต์
ก่อนนอนสวดอิติปิโสแบบได้ 108 จบ
ข้อสังเกตุระหว่างสวดคือ พบว่าของหนูการสวดให้รอด ต้องอาศัยการล็อคอายตนะไม่ให้เพ่นพ่าน เช่น
  • - เอาหนังสือสวดมนต์มากางดูแม้จะท่องบทสวดได้เพื่อไม่ให้สายตาหลุดไปจับภาพอื่นที่จะเป็นเหตุให้ใจหลงไป
  • - ออกเสียงเบาๆ ไม่ให้หูเพ่นพ่านไปจับสิ่งอื่น
  • - พนมมือ รู้สึกว่าเป็นท่าที่รวบความตั้งใจได้ดี มีบางช่วงสวดแบบไม่พนมมือรู้สึกฟุ้งซ่านมากกว่า
  • - สวดเร็วๆ เพื่อให้โอกาสความคิดเพ่นพ่านสอดแทรกได้น้อยลง แต่มันก็ยังโผล่มาได้อยู่ ซึ่งตลกมากเพราะมีบางรอบปากสวดไปถึงเชียงใหม่แล้ว (สังฆคุณ) แต่ตายังหยุดอยู่ที่กรุงเทพอยู่เลย (พุทธคุณ) สักพักตาก็วิ่งตามปากไป 5555
  • - พบว่าจากการสวดมาหลายวันความง่วงมักจะโจมตีช่วงครึ่งทาง
  • - พอสมาธิหลุดจากบทสวดมนต์มากขึ้นก็พบว่ามันเพ่นพ่านไปทางกาย รู้สึกอยากขยับโน่นนี่นั่นโน่น แต่ถ้าสมาธิดีมันจะไม่รู้สึกถึงความดิ้นรนอยากจะขยับอะไร
  • - ช่วงจังหวะที่ยื่นมือไปกดนับรอบ บทสวดมันจะหายไปช่วงนึงพอเอามือกลับมาพนมใหม่มันก็จะกลับมาที่บทสวดใหม่
  • จบการบ้านค่ะ

การบ้าน 16 เม.ย.57

16/4/57

ก่อนนอนสวดอิติปิโสครบ 108 จบ แบบเร็วพบว่าทำให้ความง่วงไม่รบกวนเท่าที่ควร แต่ก็ยังมีจังหวะที่ลอยไปบ้าง

การบ้าน 13-15 เม.ย.57

13/4/57
คืนวันที่ 12 ทดสอบสวดอิติปิโส 3 ห้อง พบว่าสวดได้แค่ 9 จบ ก็สลบ ตื่นเช้ามาก็สวดต่อได้อีก 22 จบ
ระหว่างวันบริกรรมสลับกับหลงแล้วรู้

ก่อนนอนสวดอิติปิโสได้ 68 จบ สวดลืมตาสวดไปสวดมาตาปิด เห็นความง่วงวิ่งไปวิ่งมา ก็ลืมตาขยับเปลี่ยนอิริยาบถ รอบสุดท้ายสวดวนไม่ถึงสังฆคุณสักที ดับกลางอากาศไปสามรอบจึงพอแล้วก็นอน

14/4/57
ระหว่างวันนั่งสมาธิบนรถเพราะรถติดมาก ก่อนนอนกลับมาสวดอิติปิโสวันนี้ได้ 72 จบ

15/4/57
ระหว่างวันมีเวลาว่างนั่งสวดอิติปิโสได้สิบกว่าจบ ก่อนนอนทดสอบสวดโดยไม่เปิดไฟผลคือกำลังสู้กับความง่วงถดถอยมาก ได้สิบกว่าจบค่ะ

วันเสาร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2557

9-12 เม.ย ไปวัด กิเลสถ้วนหน้ามหาสงกรานต์

9 เม.ย.57

มาวัดวันแรกมานะเยอะมากๆ ค่ะในหัวมีแต่คำว่าทำไมๆๆ ทำไมต้องสไบ ทำไมต้องผ้าถุง ทำไมต้องสีขาว ฟังอธิบายไม่รู้เรื่องเลย แถมโดนอี๊บ่นไม่เรียบร้อยอย่างนู้นอย่างนี้ ขัดกับจริตทุกอย่างเลยค่ะ อยู่ๆ ไปเลยเห็นว่าใจไม่มีความอ่อนโยนเลย แข็งแบบนี้จะไปทำอะไรกิน

สวดมนต์ยาวและเร็วแบบนี้ครั้งแรก ทึ่งในความสามารถของพระองค์ที่นำสวดค่ะ สวดเสร็จนั่งสมาธิต่ออีกครู่หนึ่งก็ไปนอนค่ะ

ข้อสังเกตคือ สวดเร็วขนาดนี้ก็ยังคิดได้ สวดจบแล้วไม่ว่างเหมือนทุกที ปกติสวดอะไรนานขนาดนี้แทบไม่มีความคิดแล้ว สวดเสร็จก็ยังขยะเต็มหัวเหมือนเดิมอาจจะเป็นเพราะง่วง

10 เม.ย.57

ขึ้นกราบหลวงพ่อ ท่านให้ฝึกความนิ่งให้มาก ปัญญาจึงจะเกิด แล้วก็ให้คาถา เกศา โลมาฯ มาท่อง ไปขอคำแนะนำอ.เจี๊ยบ ท่านก็แนะให้เราเดินก่อนแล้วค่อยไปนั่ง อาจจะได้รู้จักกับสมาธิที่เป็นสมาธิ แล้วก็กรรมฐานที่แนะนำคือขัดส้วม ก็ไปค่ะ ขัดไปบริกรรมไป สักพักก็ลืมคำบริกรรม ได้แต่ขัดๆๆ นึกคำบริกรรมได้เป็นพักๆ แต่ส่วนใหญ่ดันหลงไปคิดว่า เดี๋ยวขัดตรงไหนต่อดี ใช้อะไรขัดดี กรรมฐานขัดส้วมเลยได้ทำและได้เมื่อยกลับมาค่ะ

หลังจากขัดส้วม ขัดพื้น ก็ไปแบกดินใช้แรงงาน เหนื่อยและเลอะสุดๆ ดี (แต่ก็ยังไม่ว่าง ยังคิดสะระตะอยู่)

หลังทำวัตรเย็น ก็อยู่เดินจงกรมต่อ เดินไปก็โลภไป อยากรู้ธรรม แต่ไม่อยากขอธรรม ซึ่งจริงๆ นัดขอให้อ.เจี๊ยบช่วยชี้แนะอี๊ให้ตอนทำวัตรเสร็จ แต่ดันผิดจังหวะสักอย่าง พอจะให้เดินไปหาอีกทีใจมันก็แข็งขึ้นมา ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองทำอย่างนั้น (ขอขมาอ.เจี๊ยบอีกรอบนะคะ)

ข้อสังเกต คือ หลังจากทำอะไรทุกคนจะเตือนให้ไปกรวดน้ำโดยทันที ซึ่งตอนแรกหนูไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม ถ้าบุญมันมีใครอยากได้ก็เอาไปสิ กรวดทำไมนักหนา มาเห็นในวันก่อนกลับว่าไอ้ใจที่คิดอย่างนั้นมันหยาบ ต่อให้ไม่หวงของที่ให้ แต่การให้อะไรใครแบบโยนทิ้งๆ ส่งๆ ให้มันคนละเรื่องกันกับใจที่ให้แบบ "ตั้งใจมอบให้ด้วยยินดี" หรือใจแบบ "น้อมถวาย" เลยรู้เลยว่าอ่อนทานบารมีมากมาย

11 เม.ย.57

เดินไปขอขมาอ.เจี๊ยบเรื่องนัดแล้วไม่มา ไปด้วยรู้สึกว่ามันเป็นภาระที่จะแบกต่อไป หาได้สำนึกผิดใดๆ ไม่ (ถ้าสำนึกผิดจริงมันน่าจะไปขอโทษอี๊ เพราะเราเหมือนไปขวางโอกาสเขา แต่เนื่องจากเขาไม่รู้เรื่องเลยไม่ได้พูดขอโทษออกไป)

ระหว่างวันหาเรื่องปัด กวาด เช็ด ถู ขนดินขนทรายไปเรื่อย แยกกิจกรรมกับอี๊ ไม่ใส่วัตถุดิบให้มันคิดมากกว่าที่มันเป็นอยู่แล้ว พระอาจารย์ให้เกศา โลมาฯ แต่หูได้ยินแต่พาหุง เลยตีกันกลับไปกลับมา นึกลังเลเป็นพักๆ ว่าจะฝืนกระแสเสียงท่องเกศา โลมา หรือจะตามกระแสเสียงท่องพาหุงดี แล้วก็มีส่วนนึงที่นึกในใจว่ามัวคิดอะไรไม่เป็นเรื่อง

ข้อสังเกต คือระหว่างอยู่วัด เรื่องขัดใจมากแต่ไม่ค่อยต่อเป็นพยาบาท คือ มีความคิดแรกที่ขัดใจ แต่ความคิดลูก ความคิดหลานไม่มีหรือมีน้อย

ระหว่างอยู่วัด มีปรามาสพระอาจารย์ในใจอยู่หลายครั้ง ขอขมาตามในใจทุกครั้ง ครั้งสองครั้งยังไม่รู้สึกอะไรเพราะเคยอ่านเรื่องทำนองนี้มาบ้าง แต่ถี่เข้าชักหวาด ระหว่างเดินจงกรมเลยนึกดูว่ามันทำอะไร มันเป็นประมาณเป็นคำคล้องกับเรื่องที่คิด แล้วเสียงไปพ้องกับคำหยาบ แต่ดันไปผูกเข้ากับพระอาจารย์ พอคิดว่าเสียงมันพ้องกัน เลยคิดใหม่ทำใหม่ ถ้าติดเสียงพ้องนัก ก็เอาที่เสียงพ้องกันแต่ความหมายไม่หยาบ เป็นกุศล หรือเป็นกลางๆ ใส่ให้มันจำใหม่แทนที่ของเก่า

ตอนเย็น เดินจงกรม สลับกับนั่งสมาธิ
ระหว่างนั่งสมาธิ เห็นคอตัวเองค่อยๆ ตกลงไป มันก็ดูตัวเองว่า เออง่วงนะ แล้วก็แทรกขึ้นมาเองว่า "แล้วไงต่อ" นั่นสิ แล้วไงต่อ ...(เงียบ ไม่มีเสียงตอบจากปลายทางที่ท่านเรียก)..ความง่วงหลุดฉับพลัน นั่งต่อได้อีกพักใหญ่เลยค่ะ

พอลืมตาขึ้นมาความรู้สึกตอนนั้นคือ จะอยู่ถึงเช้าก็ได้นะ แต่มัน..อยากกลับไปซุกที่นอน (การนอนพื้นไม่ได้ช่วยอะไร ณ จุดนี้) มันต่อรองว่า "น่านะ ชั่วโมงเดียวเอง ไม่เสียหายอะไรหรอก นอนภาวนาเอาก็ได้" แล้วก็เชื่อมันค่ะ ข้าน้อยสมควรตาย -_-

12 เม.ย.57
ก่อนกลับอธิษฐานท่านด้วยพวงมาลัย รู้สึกใจสงบและมีกำลังอยู่พักใหญ่ พอขึ้นกราบขอให้ท่านแนะนำส่ิ่งที่จะนำมาปฏิบัติต่อที่บ้าน ฝึกดับความปรุงแต่งให้บ่อยๆ ดับเป็นบ่อยเข้าเดี๋ยวอีกหน่อยมันก็ดับหมด เอง ศีลก็ต้องถือให้พร้อม ขยันทำความดีจนให้มันเป็นนิสัยนะ สันดานมันก็คือนิสัยอย่างนึงเอามาแก้กัน

ตอนจะกลับเห็นข้างในมันดี๊ด๊าด้วยจะได้กลับมาหาสิ่งที่มันเคยชิน ความสบายต่างๆ นานา พอกลับมาถึงกรุงเทพเห็นความแออัดก็ละเหี่ยใจว่านี่น่ะเหรอสิ่งที่ดี๊ด๊าอยากกลับมาหาเมื่อตะกี้