วันศุกร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2561

พระพุทธศาสนาต้องปรองดอง?

พระพุทธศาสนาต้องปรองดอง?
ต้องช่วยเหลือกัน?

รักท่านแบบจะใส่ความเห็น
ว่าท่านต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้

ที่ท่านทำอย่างนั้น ก็เพราะท่านทำอย่างนั้น ไม่ทำอย่างอื่น

ทำแล้วสำเร็จก็เพราะเหตุปัจจัยพร้อม
ทำแล้วไม่สำเร็จก็เพราะเหตุปัจจัยไม่พร้อม

เช่น ในเรื่องที่ 2 เมืองจะรบกันอยู่ละเพราะแย่งน้ำ
ท่านก็มาเลย ถาม "น้ำกับเลือดอะไรสำคัญกว่า"
ตกลงกันได้ เลิกรบ
เหมาเอาว่าพระพุทธเจ้าเป็นนักปรองดอง

ฟังดูเข้าที ท่านเป็นนักปรองดอง...
ทำไมท่านทำอย่างนี้...
ก็เพราะท่านไม่ทำอย่างอื่น

มาดูอีกเหตุการณ์

ภิกษุโกสัมพีทะเลาะกัน วินัยธร กับธรรมธร
ท่านก็มาเลย ภิกษุทั้งหลายจงสามัคคีกันเถิด
ภิกษุบอก ท่านเชิญขวนขวายน้อยเถิด
พระพุทธเจ้าเข้าป่าเลย เลิกยุ่ง

มาดูอีกเหตุการณ์

พระเจ้าพิมพิสารติดคุกอยู่
นั่งมองพระพุทธเจ้าที่อยู่เขาคิชกูฏ
พระพุทธเจ้า ทำไมไม่ได้ไปช่วย

ที่ท่านทำอย่างนั้นเพราะท่านทำอย่างนั้น

ทำแล้วได้ผลก็เพราะเหตุปัจจัยพร้อม
ทำแล้วไม่ได้ผลก็เพราะเหตุปัจจัยไม่พร้อม

ภิกษุจะฆ่ากันตายมากมาย
ท่านก็ไม่อยู่ ไปอยู่ถ้ำ 1 พรรษา
ทำไมท่านไม่ช่วย

ที่ท่านไม่ช่วย ก็เพราะท่านทำอย่างนั้น ไม่ทำอย่างอื่น

เรานี้ชอบวิจารณ์พระพุทธเจ้า
ยกตัวอย่างเป็นฉากๆ
ฟังเหมือนเข้าที .... แต่ใช่หรือ ...

ท่านตรัสอยู่แล้วว่า
ธรรมมีความเป็นอย่างนั้น
ไม่เป็นอย่างอื่น
พวกวิญญูย่อมเข้าใจอย่างนี้

ไม่ได้พยายามที่จะอธิบายให้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างอื่น ตามใจคนอธิบาย

ประชาธิปไตยไม่มีในพระพุทธศาสนา

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเรื่องประชาธิปไตย
ท่านสอนให้ฟังเฉพาะบัณฑิต
ฟังเฉพาะวิญญูชน

พวกไม่ใช่บัณฑิต ต่อให้มีเป็นล้านๆ
ถ้าเป็นบัณฑิต เป็นพุทธะมา แม้แค่คนเดียว ให้ฟังคนนั้น

คนเป็นล้านๆ ถ้ามันมืดหมด ไม่ต้องฟัง
ท่านไม่ให้คบคนพาล
ไม่ต้องฟังคนเป็นล้านๆ ....
เพราะมันไม่รู้เรื่อง

ธรรมะต้องฟังดีๆ เรียนมากระวังเพี้ยน


วันพฤหัสบดีที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2561

ลักษณะการแสดงธรรมของตถาคต ๓ - ประกอบด้วยปาฏิหาริย์

ตถาคตแสดงธรรมประกอบด้วยปาฏิหาริย์
ไม่ใช่แสดงธรรมที่ไม่ประกอบด้วยปาฏิหาริย์

ปาฏิหาริย์
สามารถครอบงำฝ่ายตรงข้าม
สามารถชนะฝ่ายตรงข้าม

แสดงเรื่องศีล
สามารถละทุจริต
ชนะเจตนาที่จะเบียดเบียน
จะเอาคืนบ้าง

แสดงเรื่องศีล
เจตนาพวกนี้ก็ไม่เกิด

แสดงเรื่องสมาธิ
สามารถละ นิวรณ์
แต่เดิมใจไม่ปลอดโปร่ง ฟุ้ง ไม่รู้คิดอะไรวันๆ
ไม่คิดก็ง่วง
เห็นของดีก็ชอบ ไม่ดีก็ชัง วนเวียนไป

แสดงเรื่องสมาธินี่
ถ้าฝึกฝนตามนี้ อาการพวกนี้หายเลย
เพราะอาการเป็นอาการจิตไม่เป็นสมาธิ
เหลือแต่จิตใจสบาย ปลอดโปร่ง โล่งเบา มีความสุข
นี่เรียกว่ามีปาฏิหาริย์

แสดงเรื่องปัญญา
สามารถละพวกกิเลสละเอียด สังโยชน์ อนุสัยได้

แสดงเรื่องให้มีสติสัมปชัญญะดูกาย เวทนา
ก็สามารถหลุดจากความหลงได้

ไม่ต้องไปทำลายฝ่ายตรงข้าม
แต่ฝึกอีกฝ่ายขึ้นมา พวกนั้นก็หายไป
ไม่ต้องไปทำลายกิเลส
แค่ฝึกให้มี ศีล สมาธิ ปัญญา

ธรรมมันมีปาฏิหาริย์ ^_^
ไม่ต้องไปพยายามละอะไร

ถ้าไม่มีปาฏิหารย์คื
ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้
ทำไปก็ยังยากเหมือนเดิม
ละกิเลสไม่ได้

ไม่ใช่ฝึกมีศีล
ทำอย่างนี้ๆ
แต่ดันทุกข์เหมือนเดิม กิเลสอยู่เหมือนเดิม

แต่ฝึกตามท่านนี่
แรกๆ อาจจะยากหน่อย
แต่สบายขึ้นเรื่อยๆ
ธรรมแสดงปาฏิหาริย์

ลักษณะนี้ เรียกเป็น อนุสาสนีปาฏิหาริย์

วันพุธที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2561

ลักษณะการแสดงธรรมของตถาคต ๑ - เพื่อความรู้ยิ่ง (อภิญญฺาย)

๑ . ตถาคตแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง (อภิญญฺาย)

อภิ หมายถึง อภิมุข คือ "ต่อหน้า"
เพื่อการรู้จักเฉพาะหน้า
เพื่อการได้เห็นจริงๆ มีจริงๆ ด้วย
แสดงแล้วให้ไปทำความรู้จักได้จริงๆ ไม่ใช่จะไปหาก็ไม่เจอ ไม่รู้อยู่ไหน

เพื่อการเห็นเลย ไม่ใช่ต้องไปนึกเหตุนึกผลอีก
สามารถเห็นได้จริงๆ อย่างนั้น
สามารถไปรู้จักด้วยตนเอง (สยํ อภิญญา)

ไม่ใช่แสดงลอยลมไปอย่างนั้น
ไม่ใช่ต้องนั่งคิดนั่งนึก
ไม่ใช่ต้องนั่งเทียบ นั่งคำนวณเป็นตรรกะ
ไม่ใช่แสดงแล้วเงียบหายไปเลย

พอรู้จักแล้วก็ไม่ต้องถาม
ไม่ต้องสงสัยอีก
ใครจะอธิบายไปอย่างไรก็ว่าไป

ท่านแสดงเรื่องอะไรบ้าง
เช่น เรื่องขันธ์ 5 แสดงเพื่อความรู้ยิ่ง
เราเห็นหรือยัง

รูปเคยเห็นมั้ย
มองดูในกระจก เห็นรูป รึเห็นเรา
เก้าอี้นี้มันว่าง มีใครมานั่ง คนนั่ง หรือรูปนั่ง

แสดงเรื่องอายตนะ แสดงเพื่อความรู้ยิ่ง
เคยเห็นหรือยัง

ถ้าฟังไปแล้วยังรู้สึกไม่รู้เรื่อง
ไม่รู้ต้องดูตรงไหน อันนี้ยังไม่ได้เรื่อง



ลักษณะการแสดงธรรมของตถาคต ๒ - แสดงธรรมมีเหตุ

๒. ตถาคต แสดงธรรมมีเหตุ (สนิทานํ)

นิทาน แปลว่า เหตุ ปัจจัย
ส = ประกอบ

แสดงธรรมมีเหตุ มีที่มาที่ไป
ไม่ได้แสดงลอยๆ
ไม่ใช่นึกอะไรได้ก็แสดง

มีเหตุอย่างนี้ๆ
จึงแสดงอย่างนี้ๆ
ต้องแสดงอย่างนี้ๆ
ไม่สามารถแสดงอย่างอื่นไปได้

แสดงแบบประกอบด้วยเหตุด้วยผล
เพราะมีอันนี้ จึงมีอันนี้

แสดงเรื่องใดเรื่องนึงขึ้นมา
ก็แสดงเหตุ อะไรเป็นเหตุ
ผลเป็นอย่างไร

เวลามองอะไรก็ต้องมองแบบมีเหตุ
การไปมองแบบตัดช่วง เช่น อ้าวเธอด่า ฉันเลยโกรธ
แบบนี้เรียกว่ามองแบบขาดเหตุ

คนด่าเราเฉยๆ ก็ได้
คนด่านเราเมตตาก็ได้
คนด่าเราโกรธก็ได้
ถ้ามองแบบโชะๆ ไปเลย เรียกว่า มองแบบไม่ประกอบเหตุผล
เพราะมันไม่เป็นเหตุเป็นผลกันตรงๆ ไม่ได้ตัดขาด

ธรรมเป็นหลายเหตุหลายผล
ไม่ได้เป็นแบบเหตุเดียวผลเดียว

คนอื่นเขาทำไม่ดี
เราต้องไปนรกมั้ย?

คนอื่นผิดเท่าไรก็ได้
เราไม่ได้ไปนรกเพราะความผิดคนอื่น
แต่เราดันชอบมองความผิดคนอื่น

วันอังคารที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2561

กายวิเวก

ฝึกอยู่แบบเงียบๆ เป็นก่อน
จึงจะพูดเป็น

เข้าใจตนเองก่อน
จึงเข้าใจคนอื่น

พระอริยะเจอกันทำ 2 อย่าง
ไม่นิ่งก็เชิญท่านที่มีปัญญามากมากล่าวธรรม

พระพุทธเจ้าเป็นนักอยู่ป่า

ท่านเล่าว่า
สมัยเป็นโพธิสัตว์

เวลาไปอยู่ป่าแล้ว
ดูจิตใจตัวเอง
กลัวที่ไหนไปที่นั่น
ที่ไหนดูใจแล้วไม่กลัว ไม่ไป

เขาว่าไปแล้วผีจะหักคอ
งูจะกัด
อ้าว กลัวนี่
ถ้ากลัวจะไปเลย

เมื่อเดินจงกรมแล้วเกิดความกลัว
ก็จะเดินไปเรื่อยๆ จนกว่าความกลัวจะหายไป

ถ้านั่งแล้วเกิดความกลัว
ก็จะนั่งไปเรื่อยๆ จนกว่าความกลัวจะหายไป

เป็นการฝึกฝนเพื่อให้อยู่ได้ด้วยตนเอง
เมื่ออยู่ได้ด้วยตนเองแล้ว
ไม่หวังพึ่งใคร
ค่อยมาอยู่กับคนอื่น

ไม่ต้องการอะไรจากใคร
จึงค่อยออกมาคุยกับคนอื่น

ฝึกกายวิเวก
อยู่คนเดียวได้ก่อน
มีความสุขก่อน
จึงไปอยู่กับคนอื่น

ไม่ใช่ว่าอยู่ไม่ได้
จึงไปหาคนอื่น

ภยเภรวสูตร