วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

หมายเหตุการสังเกต

หมายเหตุการสังเกต

รู้สึกทุกข์
รู้ว่าทุกข์
ไม่เหมือนกัน

รู้สึกทุกข์เป็นเวทนา
รู้ว่าทุกข์เป็นวิญญาณ
เกิดพร้อมกันแหละ แต่ถ้าสติสมาธิดีจะแยกได้

หรือ
สบายตา
ตาเห็น
ก็คนละอัน

สบายใจ - เวทนา
รู้ว่าสบายใจ - วิญญาณ (เป็นความรู้ว่าเป็นนู่นเป็นนี่)
ก็คนละอัน

แต่ส่วนใหญ่รับรู้แล้วก็ติดอารมณ์
ไม่ตั้งมั่น เลยแยกไม่ออก

วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สังเกตภวังคจิต

ปฏิสนธิ~
ภวังค~
จุติ~

ก็เป็นจิตประเภทเดียวกัน
ธรรมชาติของจิตย่อมมีอารมณ์

ปฏิสนธิ~
ภวังค~
จุติ~
ว่าโดยความรู้สึก "เรา" จะไม่รู้สึกตัว
แต่จิตมันรู้

ความ "รู้สึก" ที่ว่าเรารู้สึกนี่
สัญญาปัจจุบันมันไปจับอารมณ์มาแล้วประมวลเรื่อง
ตอนเป็นสัญญาไม่เยอะเป็นเด็ก มันจึงพูดไม่ออก

นึกเรื่องตอนเด็กไม่ได้?
อันนั้นตัวนึกคือสติ 
และทั้งนี้เรื่องที่จะนึกมันต้องมีด้วย
ทีนี้ตอนเป็นเด็กสัญญามันยังไม่ชัดเจน

เห็นก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
มันกำหนดยังไม่ถูก
กำหนดไม่ได้เลยเก็บข้อมูลไม่ลง
เมื่อเก็บไม่ได้ การจะดึงขึ้นมาเป็นเรื่องราวต่อเชื่อมันก็ไม่ได้

แต่เมื่อรู้ความแล้ว คือเรียกว่า "อินทรีย์แก่รอบ" สัก 6-7 ขวบ
เวลาอินทรีย์แก่รอบแล้ว มันคิดนึกได้แล้ว มันยึดได้
ยึดว่าเป็นตน เป็นของตน การกระทำเพื่อตัวตนก็เต็มไปหมด เป็นกรรม

วิธีการสังเกตภวังคจิต

ท่านก็แนะนำไว้ คือเอาผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา
แล้วพิจารณาย้อนกลับ
ท่านมักให้พิจารณาธรรม 5 ประการในทวารทั้ง 6 (รวมเป็น 30 อายตนิกธรรม)
ชำนาญทวารไหนก็เอาทวารนั้นไปทำก่อนเวลาฝึก

เพราะอาศัยตาด้วย 
อาศัยรูปท.ด้วย
เกิดจักขุวิญญาณ
การประชุมของธรรม 3 ประการเป็นผัสสะ
ผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี

มนญฺจ ปฏิจฺจ ธมฺเม จ อุปฺปชฺชติ มโนวิญฺญาณํ 
ติณฺณํ สงฺคติ ผสฺโส 
ผสฺสปจฺจยา เวทนา

มนํ นี่แหละ ภวังคจิต
ถ้าพิจารณาไม่ออกลองพิจารณาไปทางตาก่อน

มารู้ความรู้สึกตอนนี้ก่อน สุข รึทุกข์ รึไม่ทุกข์ไม่สุข
สุขทุกข์ตอนนี้เกิดจากผัสสะ
ผัสสะเกิดจากอะไร
แล้วไล่ย้อนกลับว่าเกิดจากทวารไหน

มโนเฉยๆ  กับมโนธาตุไม่เหมือนกัน
มโนธาตุ ถ้าว่าตามวิถีจิตจะหมายถึง ปัญจทวารวัชชน กับ สัมปฏิจฉันนะ
ถ้ามน หรือมโนเฉยๆ นี่จะหมายถึงภวังคจิต

ว่าตามวิถีจิต
การสังเกตภวังคจิต สังเกตจากมโนทวารจะง่ายกว่า
เพราะมันชั้นเดียว
สังเกตุไปที่ตัวรู้อารมณ์ (ตัวรู้อารมณ์คือ มโนวิญญาณ - ชวนะ)
ก่อนหน้ามโนวิญญาณหน่อยหนึ่ง นั่นล่ะภวังคจิต

เหมือนมองเห็น
อย่าไปสนใจสิ่งที่มองเห็น
สนใจที่ "การมองเห็น"
ก่อนหน้าการมองเห็น จะต้องมีอันนี้ มีอันนี้ กระทบกัน

ถ้าติดอารมณ์จะไม่เห็นตา รู้แต่ว่าเห็นอะไร (รู้เรื่อง)

ก่อนที่จะมองเห็น
ก่อนที่จะได้ยิน
สิ่งที่คั่นอยู่ คือภวังคจิต

มองเห็น สักหน่อยก็คิด
ได้ยิน สักหน่อยก็คิด สักหน่อยก็เห็น
ไอ้ขาดตอน ขาดๆ เหมือนไม่รู้อะไร นั่นคือภวังคจิต

ดูเหมือนขาดนะ
แต่ไม่ตายจากบุคคล

วันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

องค์มรรคโลกิยะ และโลกุตระ

องค์มรรคในโลกุตระ (มรรคจิต)
เกิดอันเดียวนี่แหละ แต่มีคุณสมบัติในการปิดกั้นตัวอื่น

เช่น สัมมาสังกัปปะในโลกุตรมรรค
ความคิดก็เกิดอันเดียวนี่แหละ
แต่ก็ได้ชื่อ 3 อพยาปาท เนกขัมมะ อวิหิงสา
คือเกิดอันเดียว แต่มีคุณสมบัติปิดกั้นโอกาสเกิดขึ้นอีกของตัวอื่น

แต่ถ้าเป็นสัมมาสังกัปปะในโลกิยมรรค
ก็คือเกิดเป็นอันๆ ไป

สัมมาวาจาที่เป็นโลกุตระ
ก็เป็นเจตสิกอันเดียว
เกิดประกอบกับองค์อื่นๆ แล้วก็ได้ชื่อ 4 เหมือนกัน (ไม่เท็จ, ไม่หยาบ, ไม่ส่อเสียด, ไม่เพ้อเจ้อ)
แต่ไม่ได้มี 4 มีอันเดียว เกิดอันเดียว
แต่อันเดียวที่เกิดสามารถป้องกันและปิดทางอีก 4 อัน
ทำให้หมดเงื่อนไขที่จะเกิดอีก 4

แต่ตอนโลกิยะนี่คือเจตนาที่จะงดเว้นเป็นอย่างๆ ไป
ตอนฝึกนี่คือต้องพยายามงดเอา
แต่พอเป็นสัมมาวาจาแบบโสดาบัน
วจีทุจริตแบบพูดเท็จก็ไม่เกิดอีก ถูกปิดโอกาสไปเลย

ในตอนเป็นองค์มรรค คือ เจตสิก 8 มารวมในจิต
แต่ในตอนเป็นโลกิยคือ ทำอย่างไร ทั้ง 8 นี้จะโต จะเจริญ

เหมือนความรู้ในตอนโลกิยะ
อริยสัจก็รู้ทีละองค์ รู้นี่เป็นทุกข์บ้าง รู้นี่เป็นเหตุบ้าง
ตอนโลกุตตระนี่ สัมมาทิฏฐิ ความรู้อันเดียวจะรู้สัจจะทั้ง 4

ยิ่งสัมมาสมาธิถ้าไม่รู้จะอธิบายเข้าป่าไป
สัมมาสมาธิในมรรคสัจจ์ อธิบายด้วยฌาน 1-2-3-4
แต่ถ้าไปอธิบายว่า จะต้องได้ฌาน 1-2-3-4 จึงจะบรรลุ (อันนี้อธิบายผิด)

ผิดเพราะเวลาองค์มรรคเกิด
สัมมาสมาธิก็คือ เอกัคตา อันเดียว ไม่ได้เกิดทั้ง 4
ความตั้งมั่นของจิตนี่มี 4 ระดับที่เป็นฐานรองรับองค์มรรคได้
เวลาเกิดมรรคจิต คือต้องได้ระดับใดระดับหนึ่ง อันเดียว
เชี่ยวอันไหนก็ได้อันนั้นแหละ

เอกัคตานี้เป็นชื่อของฌาน 1 ก็ได้
ฌาน 2 ก็ได้
ฌาน 3 ก็ได้
ฌาน 4 ก็ได้
แต่คืออันใดอันนึง

สัมมาวายามะในมรรคจิต
ก็มีอันเดียว ไม่ได้มี 4

สัมมาสติในมรรคจิต
ก็มีีอันเดียวไม่ได้มี 4 (รู้กาย, เวทนา, จิต, ธรรม)
ตอนเป็นมรรคจิตนี่ไม่ได้มี 4 อย่างนี้เป็นอารมณ์ด้วยซ้ำ
มีนิพพานเป็นอารมณ์
เป็นเจตสิกอันเดียว เกิดประกอบกับองค์มรรคอีก 7 แต่ได้ชื่อ 4 อันเลย
ซึ่งเรียกว่าเป็นการอธิบายตาม "อาหาร" ที่ได้มา
เหมือนเรียกคนคนนึง บางทีเรียกชื่อแม่ 5555

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ความหวั่นไหวเป็นโรค

ความหวั่นไหวเป็นชื่อของตัณหา
ตัณหารักตัวเอง

เห็นความหวั่นไหวต้องชี้ได้
นี่มันทำให้เกิดอีก
ไม่ใช่ไปชี้หน้าไอ้หมอนั่น

ความหวั่นไหวกลัวตนจะไม่ปลอดภัย
กลัวตนจะแก่
กลัวตนจะถูกด่า
ฯลฯ

กลัวของตนจะ...
กลัวลูกของตนจะ...
กลัวประเทศของตนจะ...

ความหวั่นไหวนี้ฉุดคร่าบุรุษไปเกิดในภพ

วันพุธที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

สัญญา

สัญญาเป็นวิบาก ไม่ได้เป็นกิเลส
จำตามวิญญาณ
สัญญาเกิดกับจิตทุกดวง กำหนดสิ่งที่วิญญาณเห็น

ปัญญาจะทำให้วิญญาณเห็นได้ลึกซึ้งเพียงไร
สัญญาก็จะจำไปลึกซึ้งเพียงนั้น

การเปลี่ยนสัญญาก็ต้องเปลี่ยน
มาฝึกปัญญา ให้มันเห็นลึกซึ้งยิ่งขึ้น
สัญญาก็มาเปลี่ยนใหม่ เป็นไม่เที่ยง เป็นทุกข์
สัญญาประเภทนี้ก็จะกลายเป็นสัญญาที่ดีที่ถูกต้อง (ความหมายคือนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้)

ปปัญจ
กำหนดเอาแบบสลับซับซ้อน กำหนดมาจากตัณหา
อันนี้สวยมาก อันนี้ของเรา
อันนี้ทั่วไป อันนี้หายาก ก็กำหนดค่าราคาสูง

หรือกำหนดจากทัศนคติ อุดมคติ
เช่น ยุคไหนมีทัศนคติว่ามีเงินเยอะนี่ดี
ก็จะจำซับซ้อน เวลามองก็จะมองคนรวยนี่ดี

ถ้าสัญญาไม่ซับซ้อนก็
นี่เป็นนี่ นั่นเป็นนั่น
อันนี้สีแดง อันนี้รถ

ไม่รู้จักสัญญา
ก็ไปปรุงตามสัญญา
เป็นวิตก

เมื่อปฏิบัติธรรม สัญญาซับซ้อนก็จะค่อยๆ หมดไป
เมื่อสติปัญญาค่อยๆ ดีขึ้น ก็ขยายการรับรู้ของวิญญาณ
มองได้แคบได้กว้าง ขึ้นกับทิฏฐิ ขึ้นกับตัณหา
ความแคบไม่ใช่ธรรมชาติของวิญญาณ แต่เป็นธรรมชาติการสร้างขอบเขตมุมมองของทิฏฐิกับตัณหา

มองเห็นแต่จะเอามาให้ตน
มองเห็นแต่อะไรที่เหมาะกับเรา
กลายเป็นความคับแคบไป

พอปัญญาส่องเข้าไป
วิญญาณก็เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น

วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เวทนาที่ควรเสพ

เวทนาที่ควรเสพ
คือ เวทนาที่เสพแล้วทำให้อกุศลเสื่อม กุศลเจริญขึ้น

โสมนัสที่ควรเสพก็มี
ที่ไม่ควรเสพก็มี

โทมนัสที่ควรเสพก็มี
ที่ไม่ควรเสพก็มี

เช่น โทมนัสที่เกิดตอนพรากออกจากกาม
อันควรเสพ ได้แก่ เนกขัมมะ

อุเบกขาที่ควรเสพก็มี
ที่ไม่ควรเสพก็มี

ส่วนมากจะติดกันที่ (จุดพลาด)
รู้เป็นตัวตน ไม่ได้รู้เป็นเวทนา
จึงจำเป็นที่จะต้องแยกชัดๆ ก่อนว่า
รู้เวทนาอันใด แยกก่อนว่ามันไม่มีตัวตน

ทำอะไรแล้วทำเอามาให้ตัวตนจึงไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ

ต้องค้นคว้าให้ดี
ให้รู้จักทุกข์
ให้รู้จักเหตุ
ให้รู้จักความดับ
จะได้ไม่พาตัวเองไปทำให้เกิดทุกข์วนอยู่อย่างนั้น

ทำอะไรต้องไม่เอาตัณหาออกหน้า
เพราะตัณหามันเป็นเหตุเกิดทุกข์
ต้องเอาปัญญาออกหน้า
ปัญญาออกหน้าเป็นมรรค

พวกเราส่วนใหญ่ชอบทำตามใจอยาก
ชอบทำตามใจคิด
คิดว่าจะดีก็ทำ คิดว่าได้ผลก็ทำ
คิดว่าไม่ดีก็ไม่ทำ คิดว่าไม่ได้ผลก็ไม่ทำ มีแต่เรื่องอยาก

อิสสา VS มัจฉริยะ

อิสสา -- ของเขา
อิจฉาของเขา
ทนไม่ได้ ที่ของเขาดีกว่า

มัจฉริยะ -- ของเรา
ตระหนี่ของเรา