วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562

เมื่อกายกระสับกระส่ายอยู่

อาตุรกายสฺส เม สโต จิตฺตํ อนาตุรํ ภวิสฺสตี

"เมื่อกายของเราเป็นสิ่งที่กระสับกระส่ายอยู่
จิตจักไม่กระสับกระส่าย"
เธอพึงศึกษาอย่างนี้

กระสับกระส่ายด้วยความยึดถือ
ด้วยกิเลส

บาลี

กิตฺตาวตา นุ โข (ด้วยเหตุมีประมาณเท่าใด)
น หิ (หรือไม่)

รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ
ย่อมเห็นซึ่งรูปโดยความเป็นตน

รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ
ย่อมเห็นซึ่งตนว่ามีรูป

อตฺตนิ วา รูปํ
ย่อมเห็นซึ่งรูปในตน

รูปรสมึง วา อตฺตานํ
ย่อมเห็นซึ่งตนในรูป

อหํ รูปํ มม รูปํ
เราเป็นรูป รูปของเรา


เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ
เวทนาวนฺตํ วา อตฺตานํ
อตฺตนิ วา เวทนํ
เวทนาย วา อตฺตานํ

อหํ เวทนา มม เวทนา

สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ
สญฺญาวนฺตํ วา อตฺตานํ
อตฺตนิ วา สญฺญํ 
สญฺญาย วา อตฺตานํ

อหํ สญฺญา มม สญฺญา

สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ
สงฺขารวนฺตํ วา อตฺตานํ
อตฺตนิ วา สงฺขาเร
สงฺขาเรสุ วา อตฺตานํ

อหํ สงฺขารา มม สงฺขารา

วิญฺญานํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ
วิญฺญานวนฺตํ วา อตฺตานํ
อตฺตนิ วา วิญฺญานํ 
วิญฺญานสมึ

อหํ วิญฺญานํ มม วิญฺญานํ 

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2562

อนิจฺจ

อนิจฺทสฺสาวี ไม่ได้เห็นเป็นประจำ ไม่ได้เห็นเนืองๆ

วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2562

ตาเป็นที่ตั้งของสังโยชน์

อายตนะเป็นที่ตั้งของสังโยชน์
เมื่อทำงานอยู่ก็ต้องไปรับรู้เรื่องดีบ้างไม่ดีบ้าง

รับรู้เรื่องดี ก็อยากอยู่ต่อ
รับรู้เรื่องไม่ดี ก็อยากอยู่ต่อเหมือนกัน ... เพื่อแก้มัน 5555
คิดว่ามีเราแล้วจะแก้ได้
ความจริงไม่มีเราแก้ได้ง่ายกว่านะ หมดปัญหาไปตัวนึง 5555
คิดไปได้เรื่อยเปื่อย

ธรรมที่เป็นตัวช่วยว่า
ตาไปเห็นแล้วจะได้ไม่ผูกไว้
หูไปยินแล้วจะได้ไม่ผูกไว้ ฯ
ธรรมตัวนี้คือ โพชฌงค์

อันที่จริงหูกับเสียงนี่ไม่เกี่ยวข้องกัน
เสียงกับการรับรู้นี่ก็ไม่เกี่ยวข้องกัน
เป็นเพียงธรรมะอย่างนึงที่เกิด
เกิดแล้วก็ดับ...

สิ่งที่มองเห็นเอาจริงๆ ก็ไม่ได้เกี่ยวกับเรานะ
ลูกก็ไม่เกี่ยวกับเรา
โดยธรรมดา ... มันไม่ได้เกี่ยวกัน
แค่สังโยชน์มันจับผูกเฉยๆ

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
สิ่งต่างๆ ในโลกก็อยู่ของมัน
ตาเราก็อยู่ของมัน
สิ่งภายในก็ไม่มีตัวตน
สิ่งภายนอกก็ไม่มีตัวตน
มากระทบกันแล้ว เป็นเหตุให้เกิดกิเลส

ถ้าไม่ต้องการให้อายตนะเป็นที่ตั้งแห่งสังโยชน์
ต้องมีโพชฌงค์ ๗ จะได้ไม่ผูกกับโลก

7 อุบายละกิเลส


  • อาสวะบางอย่าง ต้องละด้วยทัสสนะ
    คือ ละด้วยมรรค
  • อาสวะบางอย่าง ต้องละด้วยการสังวร
    บางอย่างต้องใช้สำรวมตา หูเอา
    ไม่ไปติดในนิมิต อนุพยัญชนะ
    ไม่ต้องไปดูไปเห็นบ้าง หรือเห็นแล้วก็ต้องทำเป็นไม่เห็นบ้าง
    อย่าไปจริงจังกับมัน
  • อาสวะบางอย่าง ต้องละด้วยการใช้สอย
    ใช้สอยให้มันถูกต้อง เช่น พวกเงิน ปัจจัย 4
    ต้องใช้มัน และใช้ให้เป็น ก็จะละความยึดติดในสิ่งเหล่านี้ได้
    คือถ้าไม่มีเลยมันก็ต้องไปงมหาอยู่นั่นน่ะ
  • อาสวะบางอย่าง ต้องละด้วยการอดกลั้น
    พวกความลำบากที่จะเป็นเหตุให้อกุศล แดดร้อน หิว คนด่า
  • อาสวะบางอย่าง ต้องละด้วยการงดเว้น
    ไม่เข้าไปยุ่งเลย
  • อาสวะบางอย่าง ต้องละด้วยการบรรเทา
    ด้วยการไม่รับมันเข้ามา ค่อยๆ บรรเทา
    เช่น พวกความคิดต่างๆ กามวิตก พยาบาทวิตก
  • อาสวะบางอย่าง ต้องละด้วยการเจริญ
    ไม่ใช่เจริญอาสวะ แต่คือเจริญบางสิ่งให้มีขึ้น แล้วอาสวะมันจะถูกละไป
    ธรรมคู่ตรงข้ามนั่นเอง
    ปลูกต้นโพชฌงค์ ต้นนิวรณ์ก็มาขึ้นตรงนี้ไม่ได้

ขีณัง ปุราณัง นะวัง นัตถิ สัมภะวัง

ของเก่าก็สิ้นไป
(กรรมเก่าก็สิ้นไป)

อวิชชา ความไม่รู้อริยสัจมันยังมี
ยังไม่เป็นผู้รู้
ผลของความไม่รู้อันนี้ก็ส่งผลมาได้
สังขารก็มาเรื่อย

ส่วนพระอรหันต์
ของเก่าก็สิ้นไป
ของใหม่ก็ไม่มี
ดับสนิทเหมือนประทีปนี้

แต่ละคนก็ต้องรับผิดชอบของของตน
ไม่ได้เกี่ยวกับใครหรอก

ที่รู้สึกว่าเกี่ยว เพราะตัณหาและสังโยชน์ไปผูกไว้
ตามจริงโดยธรรมชาติ
ไม่มีใครเกี่ยวกับใคร
ไม่มีอะไรเป็นของเราเลย

ท่านพูดชัด
มีกรรมเป็นของๆ ตน
ไม่ใช่มีรถ มีบ้าน มีสามีเป็นของๆ ตน

แค่ความมีสติสัมปชัญญะ คอยวิจัยธรรมเนืองๆ
ท่านว่า เท่านี้แหละ เป็นไปเพื่อความ "สิ้นกรรม"
นี้เป็นความสำคัญของโพชฌงค์

โพชฌงค์นัยที่ 3 : เป็นเหตุให้วิชชา วิมุตติ นิพพาน

โพชฌงค์ที่เป็นเหตุให้วิชชา วิมุตติ นิพพาน
สังเกตจะมีคำสร้อยต่อท้าย

ภิกษุเจริญสติสัมโพชฌงค์ ..ฯลฯ..อุเบกขาสัมโพชฌงค์
โดยอิงอาศัยวิเวก
โดยอิงอาศัยวิราคะ
โดยอิงอาศัยนิโรธะ
น้อมไปเพื่อความปล่อยวาง

คือนอกจากจะมีคุณธรรมต่างๆ ของโพชฌงค์แล้ว
ต้องนำมาพัฒนาให้ "โน้มเอียงไปทางนิพพาน"

ไม่ใช่มีสติแล้วใช้ชีวิตไปวันๆ
ต้อง อิงอาศัยวิเวก
คือการอยู่คนเดียว อยู่คนเดียวเป็นอย่างยิ่ง นึกถึง คนเดียว ไว้เสมอ

ไม่ใช่มีสติปัญญาแล้วแล่นไปช่วยชาวโลก
คิดอย่างนี้ก็ยังโง่อยู่
ที่จริงเราเกิดมาก็มาคนเดียว เราไม่ได้เป็นของใคร  และใครก็ไม่ได้เป็นของเรา

สิ่งเดียวที่เป็นของเราคือ กรรม
มีกรรมเป็นของเฉพาะตน
คนอื่นจะทำให้คนอื่นบริสุทธิ์ก็ไม่ได้

ฉะนั้นมีสติมีปัญญาวิจัยธรรมแล้ว
มันต้องมาอิงอาศัยวิเวก คิดมาด้าน คนเดียว
ถ้ายังคิดถึงหลายคนนี้ยัง "กลับข้าง" อยู่ ถ้าจะไปนิพพาน

ฟังดูเห็นแก่ตัว
แต่การคิดมาด้านตนเองนี่แหละ
เป็นการช่วยตนเอง และช่วยคนอื่น

มาเห็นตนเอง เออยังกิเลสเยอะอยู่ จะขัดเกลายังไงได้บ้าง
การช่วยเหลือผู้อื่นตามเหมาะสม ก็เป็นการขัดเกลา
การพูดดีๆ ก็เป็นการขัดเกลา
การสัมพันธ์กับผู้อื่นมันก็จะดียิ่งขึ้น เพราะทำเพื่อขัดเกลาตน
คนรอบตัว อยู่ในฐานะอุปกรณ์ฝึก เพื่อขัดกิเลสตน
นี่เรียกว่า อิงอาศัยวิเวก

อยู่คนเดียวก็ไปฝึกๆๆๆ
ออกสังคมมาก็ขัดๆๆๆ
ทำนองนี้

อิงอาศัยวิราคะ
ก็คอยเช็คว่าแต่เดิมยึดติดเยอะ
มันก็จะต้องเป็นไปเพื่อคลายออก

อิงอาศัยนิโรธะ
คอยเช็คความห่วงใย อาลัยอาวรณ์ (ความไม่ดับสนิทในส่ิ่งต่างๆ)

และ น้อมเอียงไปเพื่อความปล่อยวาง
เราภาวนามีคุณธรรมต่างๆ
ก็ต้องให้มันเอียงไปทางนู้น
ไม่ใช่จับเอียงมาทางโลก

โพชฌงค์นัยนี้ท่านเน้นมาก
เป็นแบบ "เอียงข้าง" 
ไม่ใช่เป็นกลางนะ เอียงข้าง 5555

ธรรมะ เอาจริงๆ ก็ไม่ได้เป็นกลางนะ
เอียงเสมอ !!!
เอียงไปนิพพาน

เอียงไป ก็จะเข้าใกล้นิพพานมากขึ้นเรื่อยๆ
สัมผัสนิพพานมากขึ้นเรื่อยๆ