วันเสาร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ตัณหา

ความต้องการ
ความติดข้อง
ความชอบใจ พอใจ เพลิดเพลิน
เยื่อใยในอารมณ์ 6 เพื่อตัว
ความกลัวที่จะไม่ได้อันนู้นอันนี้ เพื่อตน

ตัณหานี่เป็นนามธรรม
เวลาเรียน สภาวะไหนไม่เข้าใจ
ให้แยกก่อนว่าเป็นรูป หรือนาม
พอแยกได้ก็จะค่อยๆ ทำความเข้าใจได้มากขึ้น
เวลานำไปปฏิบัติ เวลาใส่ใจจะได้ถูกตัว

กามตัณหานี่ไม่เกี่ยวกับตัววัตถุ

ความติดที่หนักที่สุดนี่คือ ติดแม้แต่ในเรื่องที่ไม่ชอบ
พูดอีกอย่างคือ ชอบที่จะไม่มีเรื่องนี้
อันนี้เป็นความติดที่หยาบที่สุด เรียก วิภวตัณหา

ก็ตัณหา 6 นี่แหละ แต่แยกออกมาเป็น 3 ให้เห็นว่าอันไหนหยาบสุด
เหมือนอุปาทาน หยาบสุดคือยึดแม้ในเรื่องที่รู้ๆ อยู่ว่าไม่มีประโยชน์

ตัณหานี่มีลักษณะอาการเป็น
ความชอบ ความรักตัวเอง ความพอใจ

ทีนี้ต้องเข้าใจความพอใจแบบตัณหา
ความอยากแบบตัณหา

ความอยากนี่อาจไม่ได้เป็นตัณหาเสมอไป
บางทีความอยากนี่เป็น ความอยากจะทำอะไรบางอย่าง อันนี้เป็น ฉันทะ
หรือความอยากจะได้อะไรที่ประเสริฐ อันนี้เป็นสติปัญญา

ส่วนความอยากแบบตัณหานี่เป็นความอยากแบบเยื่อใยเพื่อตัวตน
หาเอาผลมาให้ตน ให้ตนได้เสวยผล
ให้ตนได้อยู่นาน ให้ตนได้นั่นได้นี่ ให้ตนได้เจอ/ไม่ได้เจอภาวะแบบนั้นแบบนี้

กามตัณหา
ให้ตนได้เสวยรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส

ภวตัณหา
ให้ตนได้อยู่ในภาวะนี้นานๆ
นิ่งๆ อยู่อย่างนั้น ไม่ต้องเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น

วิภวตัณหา
ให้ตนเพลิดเพลินพอใจ ชอบที่จะไม่มีภาวะแบบนั้น
อันนี้จะหนักกว่าเขา จะแสดงอาการในทำนอง "ผลักทิ้ง" ปฏิเสธ ไม่ชอบมัน ไม่พอใจมัน

ซึ่งจริงๆ อาการปฏิเสธนี้เป็นอาการแสดงของอาการ "รักตัว" นั่นเอง
"ความไม่ชอบมัน" เป็นอาการปรากฏของ ความ "รักตัว"
พอเจอสภาพที่มันไม่อยากได้มันจึงผลัก จริงๆ มันคืออาการรักตัว

เหมือนเราไม่ชอบเจอหน้าไอ้หมอนี่
ก็แสดงว่าไอ้หมอนี่มันจะมีอิทธิพลอะไรที่ไม่น่าพอใจกับตัว
ทำให้ตัวเครียด ทำให้ตัวไม่สบายบ้างอะไรบ้าง
ตัวพื้นฐานของการปฏิเสธผลักไส ก็คือตัณหานั่นเอง

ตัณหา ถ้าขยายความตามอารมณ์ของมัน ก็ตาม 6 ช่องทาง
ถ้าขยายความตามภาวะลักษณะของมัน ก็แยกเป็น 3
เวลาท่านแยกละเอียดๆ จึงได้เป็น 108
ตัณหา 3 ในอารมณ์ 6 ทั้งภายใน-ภายนอก ใน 3 กาล

ตัณหาในปฏิจจฯ นี้จะกล่าวในแบบอารมณ์
เนื่องจากว่าต้องการที่จะเอาไปมองในแบบอริยสัจด้วย
คือจะให้มองให้เป็นทุกข์ได้ด้วย

ถ้าพูดแบบตัณหา 3 อันนี้ถูกจัดเป็นทุกขสมุทัย อยู่แล้ว
แต่ตัณหาในปฏิจจฯ นี้จะมองเป็นทุกข์ก็ได้ มองเป็นทุกขสมุทัยก็ได้
คือมองได้ทั้งเหตุและผลในตัว

===
ความหยาบของตัณหา

ความรักตัวที่หยาบที่สุดก็คือ วิภวตัณหา
เบื้องต้นจึงต้องละตัวนี้ก่อน

รักตนจนกลัวความจริง
ไม่อยากเจอนั่นเจอนี่ มันปฏิเสธ
อันนี้หยาบสุด

ปฏิเสธครอบครัว ปฏิเสธหน้าที่
แล้วก็ไปฝึกสมาธิอะไรต่ออะไร
สมาธิที่ทำก็ไม่ใช่ของจริง มันกลายเป็นมิจฉาอาชีวะไปแล้ว เพราะสัมมาทิฏฐิมันไม่มี

ไม่รู้จักว่านี่เป็นแค่การบริหารให้เป็นไปได้
ไม่ใช่ไม่ให้ทำสมาธิ แต่ต้องมีสัมมาทิฏฐิ
ว่าโลกมันทุกข์มันยากอย่างนี้ เราจึงต้องบริหารไป

ตอนนี้อยู่ตรงนี้แล้วฝึกสติไม่ได้
ทำแล้วกิเลสมาก เลยต้องออกไปฝึกข้างนอกเป็นต้น

การปฏิเสธนี่เป็นการทำตามตัณหา
ไม่อยากอยู่ก็เลยไป
แทนที่จะทำตามปัญญา
การปฏิบัติองค์มรรคนี่ต้องทำตามปัญญา

การทำตามตัณหามันเป็นทุกขสมุทัย
มันจึงไม่พ้นทุกข์

ตัณหาหยาบๆ เมืือรักตนก็จะ "กลัว" ตนถูกกระทบกระทั่ง
กลัวตัวเองจะเจ็บปวด กลัวตัวเองจะเป็นนู่นเป็นนี่
กลัวตัวเองจะถูกว่าจากผู้อืืน
กลัวตัวเองจะถูกล้วงความลับอันนี้อันนี้

จึงหาวิธีปกปิด หาวิธีหลายๆ อย่างเพื่อรักษาภาวะที่ไม่มีอะไรทิ่มแทง
ไม่มีอะไรมาทำร้ายตนได้
ทีนี้ความไม่เที่ยงมันก็แสดงอาการมาให้เห็นอยู่เรื่อง
ตัณหาจึงแสดงอาการออกมาในลักษณะ ความกลัว หรือหวาดหวั่น
กลัวว่าจะเป็นอย่างนั้น กลัวจะเสียอย่างนี้ - อันนี้วิภวตัณหา ยังหยาบอยู่

ความคิดที่จะเอามาให้ตัวนี่ เป็นอาการของการคิดที่มีตัณหา
เป็นลักษณะพิเศษของตัณหาเลยคือ จะเอาผลประโยชน์บางอย่างมาให้ตน

วิภวตัณหา พระโสดาบันละได้
กามตัณหา พระอนาคามีละได้
ภวตัณหา พระอรหันต์ละได้

ไม่ต้องไปคิดมากเรื่องละกิเลส
เพราะทางเดินคือ การเจริญมรรค
เพียงแต่ถ้าเข้าใจในเรื่องกิเลสให้มากขึ้น
ก็จะช่วยให้เราไม่ต้องไปออกแรงในเรื่องที่ไม่จำเป็น 5555

สู้เก็บแรงมาใช้กับเรื่องที่ควรจะจัดการจะดีกว่า
ยังละหยาบๆ ไม่ได้ ไม่ต้องไปกังวลเรื่องตัณหาละเอียด ทำนองนั้น

ความเพียรมีน้อย ใช้สอยให้ถูกเรื่อง 5555
ถ้าความเพียรมีน้อย ดันจะไปละกามตัณหา ไปดูอสุภะ ดูขี้ ดูอะไรก็แล้ว
เจออาหารอร่อยมันก็น้ำลายไหลอยู่นั่น
กำลังไม่ถึง มันจะเครียดเอาได้ ถอดใจเอาได้
มารู้จักความหยาบ ละเอียดของกิเลสมันก็มีประโยชน์ตรงนี้
===

ตัณหา 3 เป็นสมุทัย อย่างเดียวล้วน (แสดงในอริยสัจ)
ยายัง ตัณหา โปโนพภวิกา ก่อให้เกิดภพได้ด้วย (บางตัณหาไม่เป็นเหตุก่อภพ)

ตัณหา 6 เป็นทั้งทุกข์ทั้งสมุทัย (แสดงในปฏิจจ)

ตัณหาที่ทำให้เกิดภพชาติได้ อันนั้นเป็นตัณหาที่เป็นสมุทัย

ตัณหาบางอย่างเป็นแค่ทุกข์เฉยๆ
เป็นความพอใจในรูป อยากได้นั่นนี่เฉยๆ
อันนี้เป็นทุกข์ แต่ไม่พอให้เป็นอุปาทาน ไปเกิดกรรม
ถ้าแรงจึงจะเป็นสมุทัย

อาการที่ออกมาจากความรักตนก็คือ ยินดียินร้าย
สรุปคือมันรักตน
อยากให้ตนได้อันนึง
อีกอันนึงเห็นว่าจะเป็นอันตรายก็เอาออกไป

ซาบซ่าน ชอบใจ ลึกซึ้ง มีประโยชน์


อุปาทาน

อุปาทาน
ความยึดมั่น ถือมั่น ยึดเอาไว้แน่น
ยึดไว้แบบไม่ปล่อย
ยึดมั่น คือยึดแน่น ไม่ปล่อย เหมือนงูรัดเหยื่อ

อุป (แน่น, มั่นคง) + อาทาน (ถือไว้)

คือถ้าถือไม่แน่นก็ไม่เป็นไร จับมาแล้วปล่อยก็ไม่เป็นไร
อันนี้ไม่ถือว่า "ยึด" 

แต่ถ้า "ยึด" นี่คือ ถือแล้วไม่ปล่อย
ถือไว้อย่าง ผิดๆ พลาดๆ แล้วไม่ยอมปล่อย เรียกว่า อุปาทาน

อุปาทานมี 4

กามุปาทานํ 
ความถือไว้อย่างเหนียวแน่นว่า อันนี้เป็นกาม
คือถือไว้ว่า "อันนี้จะให้ความสุขแก่เราได้"
"อันนี้ให้ความเพลิดเพลินแก่เราได้"

อันที่จริงสิ่งนั้นมันก็เป็นสิ่งนั้น
แต่การไปถือว่า สิ่งนั้นมันให้ความเพลิดเพลิน นี่เป็นกามุปาทาน

ตัวกามุปาทานไม่ใช่วัตถุ
แต่เป็นนามธรรม
คือตัวที่ "ไปถือ" นั่นแหละ

คือของสวยมันก็เป็นของสวยนั่นแหละ
แต่ตัวที่ไปถือว่าเป็น "ของสวย"
หรือแม้แต่บางทีไม่สวย แต่ก็ไปถือว่า "ให้ความเพลิดเพลินได้" เช่น หน้าตาตัวเอง
อันนี้ก็ถือ ถือว่าหน้าตานี่มันน่าพอใจแก่ตนเอง

กามแต่ละคนจึงไม่เท่ากัน
กามที่ดีที่สุดสำหรับเขา ก็คือสิ่งที่เขาพอใจ
กามที่ดีที่สุดจึงไม่มีจริง มันอยู่ที่เขาพอใจ
เหมือนอาหารที่ดีที่สุดนี่ ไม่มีจริง มันคือสิ่งที่เขาพอใจที่สุดนั่นแหละ

การไปถือนี่ ถ้าไปถือธรรมดาๆ
เห็นว่าเป็นของสวยงาม  เป็นของน่าพอใจ ชอบ ไม่ชอบเฉยๆ นี่
ไม่จัดเป็นอุปาทาน

แต่ถ้าไปยึด "จริงๆ"
ว่านี่มันเป็นเพราะอันนี้จริงๆ อันนี้จัดเป็นอุปาทาน
ยึดโดยมุ่งหมายว่าเป็น "กาม"

กามุปาทาน ตัวสภาวะคือ ตัณหา
คือเป็นความต้องการ แต่เป็นความต้องการที่รุนแรง และก็ไม่ยอมปล่อย
เป็นตัณหาที่มีกำลังแรง

ทิฏฺฐุปาทานํ
ถือด้วยทิฏฐิ
ถือด้วยความเห็นที่ผิดๆ
เช่น พวกมิจฉาทิฏฐิ 10, ทิฏฐิ 62
ของมันผิดแล้วไปถือไว้อย่างเหนียวแน่น มั่นคง

จริงๆ ของผิดมันก็มีในโลกเป็นเรื่องธรรมดา
แต่การไปถือนี่เป็นอุปาทาน
อันนี้ตัวสภาวะคือตัวทิฏฐิ 

สีลพฺพตุปาทานํ
ตัวสภาวะคือตัวทิฏฐิ 
แต่เป็นทิฏฐิที่ไปจับและยึดศีลและวัตรว่าจะทำ "เพื่อตัวตน"
ให้เราได้นั่นได้นี่ ไปเกิดร่วมกับเทวดาชั้นใดชั้นหนึ่งว่าไป
ให้เราเป็นสุข ประสบความสำเร็จ เจริญก้าวหน้า
"จะทำให้ตนได้"

ตัวยึด คือตัวทิฏฐิ
ตัวถูกยึด คือ ศีล พรต

ศีล ก็หมายถึง ตัวสิกขาบทต่างๆ เป็นข้อๆ
ตัวงด ตัวเว้น ตัวสำรวมระวัง ไม่ล่วงละเมิด เรียก ศีล
การฝึกปฏิบัติจนจิตมีศีล อันนี้เรียก ศีล

วัตร คือการสมาทาน
เป็นความตั้งใจ ปรารภความเพียรอันใดอันหนึ่ง
ตั้งใจทำตามนั้นเพื่อขัดกิเลส
เช่น ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น อันนี้เป็นวัตร ไม่ได้เป็นศีล

ดังนั้น ศีลนี่ เป็นได้ทั้งศีล และวัตร
บางอย่างเป็นวัตร ไม่เป็นศีล เช่น ธุดงค์

อตฺตวาทุปาทานํ
การยึดมั่นถือมั่นว่ามีตัวตน

ตัวตนนี้ไม่มีอยู่จริง
เป็นความสมมติ เป็นภาพฉายขึ้นมา

การไปถือในภาพนั้นว่ามีจริงๆ
มีตัวตนอยู่ตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง เรียกว่า อัตตวาทุปาทาน
ก็คือ สักกายทิฏฐิ 20 นั่นเอง
อัตตวาทุปาทาน ตัวสภาวะคือตัวทิฏฐิ 

อุปาทานทั้ง 4 พูดย่อๆ ก็คือ ตัณหาและทิฏฐิ
เวลาท่านพูดถึงข้อปฏิบัติอะไร
ก็เป็นไปเพื่อป้องกันตัณหา และทิฏฐิ
ใช้ชีวิตด้วยสติปัญญา อย่าไปใช้ชีวิตด้วยตัณหาและทิฏฐิ
ความหมายก็เท่ากับ อย่าไปใช้ชีวิตด้วยอุปาทาน นั่นเอง

เพราะหลังจากอุปาทาน มันจะเกิดกรรม
พอทำเพื่อตัวตน แล้วก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิด
ถ้าทำผิดก็ไปทำทุจริต
จริงๆ ก็คืออยากให้ตนได้สุขนั่นแหละ แต่ทำผิดก็ไปตกอบายเอา

===
ความยึดนี่มีหลายระดับ

ความยึดที่หยาบที่สุด คือ ความยึดแม้แต่ของที่อยากจะทิ้ง
ยึดแม้แต่ของที่จำเป็นต้องทิ้ง รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีประโยชน์เลย
เช่น พวกทุจริตต่างๆ
อันนี้เลวมาก อาการหนัก

เรื่องอดีต พูดขึ้นมาก็ไม่มีประโยชน์
เรื่องบ่น รู้ว่าพูดไปก็ทุกข์ บ่นแล้วจะเถียงกัน แต่ก็ยังขอสักนี๊ดเถอะ
อันนี้อุปาทานหยาบมาก เป็นความยึดที่เหลวไหลที่สุดแล้ว

ความยึดความถือนี่ตัวร้าย
โดยเฉพาะทิฏฐินี่เวลามันยึดขึ้นมานี่ กลับขั้วความจริงได้เลย
เวลาที่ไม่ยึดนี่ดูเหมือนจะเข้าใจอะไรได้พอสมควรอยู่
แยกได้อะไรดีอะไรไม่ดี

แต่พอยึดขึ้นมาปุ๊บนี่...
ความรู้ทั้งหมดจะหายไป 5555

อันที่รู้โทษกันจะจะนี่ยังละไม่ได้ ก็เป็นอวิชชาชั้นรุนแรง
ยิ่งไม่ต้องไปพูดถึงอันที่ยังไม่รู้

บางคนเป็นโสดาบัน
ก็ยังเข้าใจผิดว่า ถ้าเรารู้แล้วว่าไม่มีตัวตน ก็ไม่ต้องยึดแล้วสิอะไรๆ ก็ว่าไป
เป็นการยกตัวอย่างว่า ความรู้กับความยึดนี่มัน คนละชั้นกัน!!!
รู้นะว่าไม่ดี ไม่มีประโยชน์แต่ทิ้งไม่ได้ เปรียบเทียบเหมือนกันเลย

บางคนว่า อ่าวรู้แล้วว่าไม่มีตัวตน งั้นก็ไม่ยึดบ้านยึดอะไรแล้ว
หารู้ไม่...ความรู้กับความยึดนี่มันคนละชั้นกัน
ง่ายๆ เลย  ทุจริต ก็รู้ๆ ว่าไม่ควรทำด้วยประการทั้งปวง แต่...ขอหน่อยนะ ...นั่น!!!

รู้ว่าขุดอดีตมาไม่มีประโยชน์แต่ก็ยัง...จำไว้ เผื่อเอาไว้...นั่น!!!
จำไว้ให้สบายใจว่ามีอำนาจเล่นคืนได้...นั่น!!!

มันไม่ใช่ว่ากิเลสฝังลึกอะไร
มันแค่...ไม่มีอริยมรรค 5555

===
อุปาทาน 4 ไม่ได้มีอยู่ก่อน
จะมีก็เมื่อมันเกิด

ถ้าจะพิจารณา
โอ้ นี่มันเพิ่งมี
มีเพราะมีอย่างนี้ๆ มันมีตัณหา

การคิดแบบไม่ระวัง
โอ้ นี่ดี นี่น่ารัก น่าอร่อย (ความหมาย = นี่จะให้ความสุขแก่เราได้)
จะกลายเป็นอุปาทาน

อุปาทานที่ควรสนใจเป็นพิเศษคือ อัตตวาทุปาทาน
เพราะอีก 3 อุปาทาน ไม่ใช่พระพุทธเจ้าก็สอนได้
สักกายทิฏฐิ  20 จึงต้องแม่น !!

ไม่ใช่ไม่ให้มีของตน
แต่ให้รู้ว่า "ของตน" เป็นสมมติ
ไม่ใช่ไม่ให้ทำเพื่อตน
แต่ให้รู้ว่า "เพื่อตน" เป็นสมมติ

สังเกตว่าการสอนทั่วไปจะไปเน้นกามุปาทาน, ทิฏฐุปาทาน
ซึ่งเน้นผิด

ตรงนี้ต้องแม่นๆ ถ้าไม่แม่นจะไม่เป็นญาณ

ที่บ่นสามี เพราะสามีทำผิด (ไม่ใช่)
เพราะยึดว่าเป็นสามีของเรา...เรามีสิทธิ
จะเป็นอย่างนี้อีกนานมั้ย...จะเป็นไปจนกว่าสามีจะเปลี่ยนนั่นล่ะค่ะ (ไม่ใช่)
จนกว่าจะเลิกเห็นผิด

ที่ฆ่ามด เพราะมดมาตอมอาหาร (ไม่ใช่)
เพราะยึดว่าขนมของเรา

ภพ

ภพ

กามภพ
ภพที่เกี่ยวเนื่องกับกาม
เกี่ยวเนื่องกับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส

รูปภพ
ภพที่เกี่ยวเนื่องกับอารมณ์สมาธิฝ่ายรูป

อรูปภพ
ภพที่เกี่ยวเนื่องกับสมาบัติที่มีอารมณ์เป็นอรูป

คำว่าภพ หรือภวะ
มีความหมายหลักๆ อยุ่ 2 ประการ

ภพที่หมายถึง กรรม ก็อันหนึ่ง
ภว มีความหมายเท่ากับ กมฺม
ภพ = กรรม = เจตนา
จะพูดว่าภพก็ได้ จะพูดว่ากรรมก็ได้ จะพูดเหมาว่ากรรมภพก็ได้ ความหมายเท่ากัน
ถ้าแปล ก็แปลได้ว่า

กามภพ กรรมที่ทำให้เกิดในกามภูมิ
รูปภพ กรรมที่ทำให้เกิดในรูป
อรูปภพ กรรมที่ทำให้เกิดในอรูป

ความหมายที่ 2 อุปปัตติภพ
ก็คืออุบัติ หรือการเกิด
ซึ่งความหมายก็เหมือนกับ ชาตินั่นแหละ
แต่สื่อถึง "สถานที่" เกิด (ขณะที่ชาติกล่าวถึงตัวความเกิดเลย)

กามภพ ก็คือสถานที่เกิดในกาม ก็ได้แก่ กามภูมิ 11 (มนุษย์ 1 + อบาย 4 + เทวโลก 6)
รูปภพ 16
อรูปภพ 4

ในปฏิจจฯ ภพมีความหมาย 2 ประการ

กรรมภพก็จะหมายถึง ตัวเจตนาที่ต้องการจัดแจงนั่นนี่เพื่อตน

ถ้าปรารภ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส คือจ้องจะเอาสิ่งเหล่านี้
จ้องจะเอาอำนาจ เงินทอง ชื่อเสียงมาเพื่อแล้วตน แล้ว "ทำ"
นี้เรียก กามภพ

ถ้าทำเพื่อตัวตน แต่ทำในแง่ฌาน
ทำให้ตนมีความสุข สงบ เข้าสู่นิพพาน แต่เข้าใจผิดนึกว่าฌานเป็นนิพพาน
เข้าสู่รูปฌาน/อรูปฌาน
อันนี้เรียก รูปภพ/อรูปภพ

อุปปัตติภวะ ความหมายเท่ากับ ชาติ
เพียงแต่ชาติ พูดในแง่ความเกิด
ส่วนอุปปัตติภวะ ความเกิดนี่เกิดต่างกันอย่างไร

จะอธิบายแง่ไหนก็ได้
พูดแบบกรรม ภพเป็นเจตนาให้ไปเกิด (ตัวสภาวะคือตัวเจตนา)
พูดแบบภพภูมิ ก็ได้ผลเป็นอุบัติในภพ (ผลของเจตนาที่ทำให้ไปเกิด)

===
ภพ

มีเจตนาจ้องผลอันใดอันหนึ่งเพื่อตัวตนแล้วทำ เรียกว่า ภพ
ความรู้สึกอย่างนี้มันไม่ได้เกิดตลอด
นานๆ เกิดที

คบเพื่อนคบใคร
ก็หวังว่าคบๆ กันไว้
พอลำบากจะได้ช่วยเหลือกัน
จึงสร้างสังคม สร้างกลุ่ม สร้างครอบครัว

เกิดเพราะมีอุปาทาน
เกิดเมื่อมีอุปาทาน

ถ้าไม่ยึดไม่เห็นผิดว่าเป็นตัวตน
การกระทำอะไรๆ ก็เหมือนเดิม
แต่ไม่มีการจ้องเอาผลเพื่อตน

เมื่ออุปาทานไม่มี
การกระทำโดยจ้องจะเอาผลก็ไม่มี
อดีตเป็นอย่างนี้ อนาคตเป็นอย่างนี้ ปัจจุบันก็เป็นอย่างนี้

ป่วยและหายป่วย

ชรามรณะมีอยู่

เวลาพูดว่าว่าอะไรมีอยู่
ไม่ได้หมายความถึงว่ามัน "มีอยู่จริงๆ"
แต่มี "เมื่อมันเกิด"

พวกเรายังไม่เห็นชัดในข้อนี้
พอพูดถึงว่าสิ่งใดมีอยู่ ก็จะรู้สึกว่ามัน "มีจริงๆ"

การรู้สึกว่ามีจริงๆ ก็เป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง
พอรู้สึกว่ามันดับ ก็รู้สึกว่ามัน "ดับจริงๆ"
การรู้สึกว่ามันหมดไปจริงๆ ดับไปจริงๆ ก็เป็นส่วนสุดข้างหนึ่ง
ต้องแม่นๆ ตรงนี้

การจะเข้าใจตรงนี้ต้องเข้าใจสายกลาง
คือปฏิจจฯ เข้าใจว่ามันเกิดขึ้นนี่มันไม่ได้มีจริงนะ
มันมีเพราะมันเกิด ที่มันเกิดก็เพราะเหตุเพราะปัจจัย

ที่มันอยู่นี่มันก็ไม่ได้อยู่จริงๆ
แต่มันอยู่ตามเงืื่อนไข
พอหมดเงื่อนไขมันก็ไป

แต่มันไปมันก็ไม่ได้ "ไปจริงๆ"
แต่มันไปเพราะมันหมดเงื่อนไข
ถ้าเงื่อนไขมาอีก มันก็มาอีกแหละ

เหมือนเวลาป่วย
ก็จะรู้สึกว่าป่วยจริงๆ รักษากันเข้ารพ.ว่ากันไป
พอหายป่วย ก็รู้สึก "หายจริงๆ" สบายใจ
สักหน่อยป่วยอีก "ป่วยจริงๆ" อีก

มันก็รู้สึกวนเวียนอยู่อย่างนี้
มีก็มีจริงๆ หายก็หายจริงๆ
อันนี้เป็นความเข้าใจผิด
งง ไม่มีปัญญา

มันมีก็เมื่อมันเกิดขึ้นนั่นแหละ
มีอยู่ก็ด้วยเงื่อนไขมันมีอยู่
เดี๋ยวสักหน่อยมันก็หมดไป

สักหน่อยนี่เมื่อไรล่ะ
ก็เมื่อมันหมดเงื่อนไขนั่นแหละ

แล้วเมื่อมันหมดเงื่อนไขแล้ว
มันสงบแล้ว
มันสงบจริงๆ มั้ย

ไม่
พอมีเงื่อนไขมันก็มาอีกแหละ 5555

ในโลกจึงไม่มีที่ที่ปลอดภัย
ธรรมจึงมี 2 ส่วนนี่แหละ คือสังขาร กับนิพพาน
ผู้ที่เข้าใจชัดก็คือพระโสดาบัน

ผู้ที่ไม่เข้าใจ ก็จะวุ่นวายอยู่นั่น
อยู่ในโลกก็จะให้มันเหนือโลก
ทุกข์ก็จะให้มันสุข
ของไม่เที่ยงก็จะให้มันเที่ยง

เขาเรียกเห็นผิด

วันศุกร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ชาติ

สญฺชาติ ความเกิดพร้อม
โอกฺกนฺติ ความหยั่งลง
นิพฺพตฺติ ความเกิดขึ้น
อภินิพฺพตฺติ ความบังเกิดขึ้น

ความเกิดขึ้น หมายถึง ความมาประชุม ความรวมกันขึ้น
ที่รวมกันขึ้นมา ประชุมกัน เรียก นิพฺพตฺติ

ความบังเกิดขึ้น ก็คล้ายๆ กับ โผล่ขึ้นมา ผุดขึ้นมา
เหมือนไม่เคยมี วันดีคืนดีก็มีขึ้นมา
คล้ายกับว่าเดิมไม่มี แล้วมันก็มีขึ้น โผล่ขึ้นมา
แต่แน่นอนว่า "โผล่ขึ้นมา" นี้มันไม่ได้มาลอยๆ ก็ต้องมีเหตุมีปัจจัย

อันที่จริงที่มีขึ้น เพราะมีชันธ์ 5
พอไม่มีขันธ์ 5 มันก็หาบัญญัติไม่ได้
พอมีขันธ์ 5 ก็เลยตั้งขึ้นมาว่ามีคนนู้นคนนี้

ขนฺธานํ ปาตุภาโว ความปรากฏแห่งขันธ์ท.
ความปรากฏขึ้นของรูป
ความปรากฏขึ้นของเวทนา
ความปรากฏขึ้นของสัญญา
ความปรากฏขึ้นของสังขาร
ความปรากฏขึ้นของวิญญาณ

อายตนานํ ปฏิลาโภ ความได้อายตนะ

นี้เรียกว่าชาติ ความเกิด
(สังเกต ไม่ได้เรียกว่าคน)

อริยมรรคมีองค์ 8

ท่านประกาศธรรมจักรนี่
ประกาศอริยมรรคมีองค์ 8 มาก่อนเลย
ถ้าไม่มีอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นฐานมา
ไปฟังอะไรมันก็จะเลื่อนลอยไปหมด
เจริญมั่ว ไม่สมส่วน จึงไม่บริบูรณ์

สติก็อย่างหนึ่ง เจริญสติก็อีกอย่างหนึ่ง สมาธิก็อันหนึ่ง เจริญสมาธิก็อีกอันหนึ่ง

สติภาวนา (การเจริญสติ) ก็คือ การทำให้สติมีมากๆ เยอะๆ?
การเจริญสติ คือการทำให้มีสติทั้งวัน?
ดูเหมือนจะถูก
แต่เข้าใจผิด !!!

ถ้าทำอย่างนี้ไม่มีวันที่สติจะเจริญ
และไม่มีวันที่สติจะสมบูรณ์ได้
เพราะสติมันคือความรู้ ความไม่หลง
มันจึงคู่กับกิเลสซึ่งเป็นความหลง

ถ้ากิเลสไม่ลด
สติก็ไม่มีวันบริบูรณ์ เพราะมันมีคู่ตรงข้ามมันอยู่

การทำให้สติสมบูรณ์ไม่ใช่เจริญแต่สติ
แต่หมายถึงเจริญอริยมรรคมีองค์ 8
เมื่อเจริญมรรคก็ไปทำลายกิเลสฝ่ายตรงข้าม

อันนี้เป็นความเข้าใจผิด
ไม่รู้จัก ภาเวตัพพธรรม
ข้อสังเกตถ้ามีคำว่าภาวนาอยู่ข้างหลัง
จำแม่นๆ มันจะต้องเกี่ยวกับอริยมรรคมีองค์ 8

สติเป็นอันหนึ่ง
สติภาวนาเป็นอันหนึ่ง

เช่นเดียวกัน
สมาธิก็อย่างนึง
การเจริญก็อีกอย่างนึง

การเจริญสมาธิ ไม่ได้หมายความว่า ทำให้จิตมันตั้งมั่นเยอะๆ
การเจริญสมาธิ หรือสมาธิภาวนา ความหมายคือเจริญอริยมรรคมีองค์ 8
การภาวนา ก็คือภาเวตัพพธรรม ธรรมที่ควรเจริญมีองค์ 8 ไม่ใช่องค์ 1

สมาธิคือ ความตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ไม่ยินดียินร้าย
ที่มันยังยินดียินร้ายอยู่เพราะมันไม่เข้าใจตามความเป็นจริง
เลยไปรักของที่มันน่ารัก เกลียดของที่น่าเกลียด

เช่นนี้วิธีที่จะทำให้จิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหวก็คือ
ไปเจริญมรรค ให้มันเข้าใจสิ่งนั้นตามความเป็นจริง
ความหวั่นไหวก็ลดลง สมาธิก็มากขึ้น

ไม่ใช่ว่า อ่ะจิตสงบ ก็เจริญให้ลึกซึ้งไปเรื่อย แล้วนึกว่านี่เจริญสมาธิ

กุศลก็อันหนึ่ง
การเจริญกุศลก็อีกอันหนึ่ง

ทำบุญเยอะๆ เป็นการเจริญกุศลมั้ย
ไม่ใช่
ทำไมไม่ใช่ ... ก็เพราะมันไม่ใช่ไง

ถ้าจะถูกมันก็ต้องถูกตามธรรม
เอาธรรมมาวาง อะไรคือธรรมที่ควรเจริญ
ต้องแม่นหลักอริยสัจ และสงเคราะห์เรื่องต่างๆ ลงหลักนี้ให้ได้ก่อน

บุญและทานควรเจริญน่ะใช่
แต่การจะทำให้บริบูรณ์ต้องปฏิบัติอริยมรรค
ไม่ได้บริบูรณ์ด้วยการให้เยอะๆ

หรือวิปัสสนาก็อันนึ่ง
วิปัสสนาภาวนาก็อีกอันหนึ่ง

วิปัสสนา คือการเห็นแจ้งตามจริง
แต่วิปัสสนาภาวนา ไม่ใช่การเจริญตัวนั้น
มันคือการเจริญอริยมรรคมีองค์ 8

คือวิปัสสนานี่ปฏิบัติเพื่อให้เห็นทุกข์เกิดดับ
เห็นทุกข์เกิดดับก็เพื่อให้เข้าใจว่าโลกมันก็เท่านี้ เพื่อเบื่อหน่าย เพื่อวิราคะ

วิปัสสนาเป็นการฝึกสัมมาทิฏฐิข้อ "รู้ทุกข์"
ต่อมาก็ต้องรู้ทุกขสมุทัย รู้ทุกขนิโรธ รู้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
วิปัสสนาเป็นการเจริญสัมมาทิฏฐิแต่ยังไม่ครบ
สัมมาทิฏฐินี่ต้องเจริญครบ 4 ข้อ