วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ปฏิฆสัมผัส อธิวจนสัมผัส

ปฏิฆะ แปลว่า การกระทบกัน
มีวัตถุและอารมณ์มากระทบกันจริงๆ

วัตถุคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย
จักขุวัตถุ โสตวัตถุ ฆานวัตถุ ชิวหาวัตถุ กายวัตถุ

อารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส

กระทบกันแล้วเกิดวิญญาณขึ้น
ตามาชนรูป รูปมาชนตาแล้วเกิดการรับรู้
การประชุมของ 3 องค์นี้เรียกว่า ผัสสะ

แต่รูปชนตาแล้วไม่เกิดการรับรู้ก็ได้
ถ้าไม่มีมนสิการ

ผัสสะนี้จะนับเฉพาะ รูป และตา ชนกันแล้วเกิดวิญญาณได้
จะเกิดวิญญาณได้ต้องมีการมนสิการ คือ มีการใส่ใจถึง

ดังนั้นแต่ละคนกระทบแล้วจึงเกิดการรับรู้อารมณ์ที่ต่างกันบ้างตามการใส่ใจ
เช่นว่า มองคนๆ เดียวกัน บางคนมองเสื้อเขา บางคนมองกางเกง


เมื่อมีสัมผัส สัญญาก็เกิด
สัญญาที่เกิดแต่ปฏิฆสัมผัส (ปฏิฆสมฺผสฺสชา สญฺญา)
คือสัมผัสที่เกิดทางปัญจทวาร

เป็นสัญญาหยาบ

----

อธิวจนะ คือ สักว่าเป็นแต่ชื่อ
คือ สักแต่ว่ามาชนกัน เพราะใจก็อยู่ในใจ ไม่ได้มาชนกับอารมณ์จริงๆ
สร้างขึ้นมา เช่น สร้างขึ้นมาว่าเขาด่า เขาก็ไม่ได้มายืนด่าอยู่จริงๆ
เป็นการนึกเอาลอยๆ
เหมือนเขาวิ่งมาชนใจ แต่จริงๆ มีที่ไหน

สัญญาที่เกิดแต่ อธิวจนสัมผัส (คือสัมผัสที่เกิดทางมโนทวาร)
เป็นสัญญาละเอียด

สัญญาที่เกิดแต่ปฏิฆสัมผัส หมายถึงความสัมผัสถูกต้องกันแห่งรูปที่กระทบกันได้เช่นจักขุปสาทกระทบกับรูปารมณ์ เป็นต้น

วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

ทูเร วา สันติเก วา

ไกล คือ ไม่เสมอกัน ไม่เหมือนกัน ไม่เกี่ยวข้องกัน
ใกล้ คือ เสมอกัน เหมือนกัน เกี่ยวข้องกัน

แบ่งเหมือนหยาบ / ละเอียด / ทราม / ประณีต

อยากใกล้คนเจ็บ เจ็บด้วย

โอฬาริกา วา สุขุมา วา หีนา วา ปณีตา วา

ความหยาบ ความละเอียด / ทราม ประณีต
แบ่งโดยชาติ (การเกิด)

อกุศล หยาบกว่า กุศล
แม้จะเป็นเวทนาที่เพลิดเพลินอย่างร้องคาราโอเกะ ก็ยังเร่าร้อน

กุศล หยาบกว่า อพยากต
เพราะยังมีวิบากให้จัดแจง

กุศลอกุศล ยังต้องลำบากปรุงแต่งขึ้นมา และก็ให้ผลด้วย
อพยากต เป็นผลแล้ว ไม่ต้องขวนขวายปรุงขึ้นมา
สิ่งที่ให้ผล กับสิ่งที่เป็นผล
สิ่งที่เป็นผล มีความละเอียดกว่าโดยธรรมชาติ

กุศล อกุศล เป็นเหตุ
อัพยากต เป็นผล หรือเป็นกิริยา

---
ความหยาบ ความละเอียด  / ทราม ประณีต
แบ่งโดยสภาวะ

ทุกข์ หยาบกว่า เพราะทนได้ยาก
สุข ละเอียดกว่า
อทุกขมสุข ยิ่งละเอียดกว่า

สุขทุกข์ ยังมีรู้สึกหวั่นไหว กระจัดกระจาย
อทุกขมสุข รู้สึกสงบ

จะหยาบละเอียดก็สักแต่ว่าเวทนา

---
ความหยาบ ความละเอียด  / ทราม ประณีต
แบ่งโดยบุคคลที่เข้าสมาบัติได้

เวทนาของผู้ที่ไม่ได้เข้าสมาบัติ (คือเข้าไปพักจุดใดจุดหนึ่ง) เป็นของหยาบ
เพราะมันหลายอารมณ์ กระโดดไปมา

เวทนาของผู้ที่เข้าสมาบัติได้ เป็นของละเอียด (เข้าฌาน 1-2-3-4 ได้)

---
ความหยาบ ความละเอียด / ทราม ประณีต
แบ่งโดยความเป็นโลกิยะ โลกุตตระ

เวทนาที่ไม่มีอาสวะเข้าไปจับ ไปถือ ไปครอง เป็นของละเอียดกว่า
เวทนาที่เกิดกับโลกิยะ เป็นของหยาบ

---
พึงทราบเวทนาที่หยาบและละเอียด / ทราม ประณีต โดยการเปรียบเทียบเป็นลำดับๆ ไป

เช่น ในของหยาบด้วยกัน ก็มีหยาบละเอียดมากน้อย

โทสะ ก็หยาบกว่า โลภะ
ในโลภะ สสังขาริก (มีการกระตุ้น) ก็หยาบกว่า อสังขาริก
มีทิฏฐิประกอบ ก็หยาบกว่า ไม่มีทิฏฐิประกอบ

หรือเปรียบเทียบกุศล
กามาวจร ก็หยาบกว่า รูปาวจร
รูปาวจร ก็หยาบกว่า อรูปาวจร
อรูปาวจร ก็หยาบกว่า โลกุตตระ

ในกุศล ญาณสัมปยุต ละเอียดกว่า ญาณวิปยุต

สรุปคือ จะหยาบ จะละเอียดอันใด ก็สักว่าเวทนา ก็เป็นเพียงความรู้สึก
ก็ไม่มีตัวตนเหมือนกันนั่นแหละ
ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา

รู้จักเจ็บ รู้จักตาย กลัวเจ็บ กลัวตาย

จิตไม่มีว่าทนไหว ทนไม่ไหว
ที่ทนไหว ทนได้ ทนอย่างสบาย คือเวทนาที่เป็นสุข

จิตไม่รู้จักเจ็บ
ที่รู้จักเจ็บ รู้จักทนไม่ไหว คือ เวทนาที่เป็นทุกข์

ผู้ใดรู้เรื่องเวทนาดีก็จะไม่กลัวเจ็บอีกต่อไป
เพราะจิตมันไม่รู้จักเจ็บ
ตัวรู้จักเจ็บคือ เวทนา

ถ้าใครรู้จักกายดี
ก็จะไม่กลัวตายอีกต่อไป
เพราะจิตนั้นไม่ตาย
ตัวรู้จักตายคือ ... กาย

ความเจ็บก็ไม่รู้จักตายเหมือนกัน
เจ็บจนจะตาย ก็ยังไม่ตาย
จนกว่ากายจะพัง
ฉะนั้น กายพังไม่เจ็บ ส่วนเจ็บนี้ไม่ตาย 555
มีแต่เกิดดับเฉยๆ

ฉะนั้นที่ว่า "เราจะตาย" นี่ยังโง่อยู่

ของที่รู้จักตาย มันไม่รู้ตัวว่ามันตายด้วยซ้ำไป
ของที่รู้จักตาย มันไม่เจ็บปวดด้วยซ้ำ (กายไม่เคยร้องโอ๊ย~~~)

ตัวที่เจ็บปวด (คือเวทนา) ก็ไม่รู้จักตาย

ตัวที่รู้ว่าเจ็บปวด รู้ว่ากายพัง...ก็ไม่รู้จักพัง ก็คือตัววิญญาณ 5555

ฉะนั้น ความกลัวตาย เป็นแค่กิเลส
และความกลัวตายไม่ได้ตายไปกับความตาย
ก็อยู่เหมือนเดิม เหมือนเราตายมาหลายรอบ ก็ยังกลัวตายอยู่เหมือนเดิม
และของทีตายจริง ก็ไม่รู้จักกลัว (คือกายมันไม่รู้เรื่อง)

แม้กระทั่งความแก่ ก็ครอบงำจิตไม่ได้
ครอบงำกายได้เท่านั้น

ตเทกชฺฌํ อภิสญฺญูหิตฺวา อภิสงฺขิปิตฺวา - ประมวลเข้า

ตตฺถ กตโม เวทนากฺขนฺโธ? ....

อภิสญฺญูหิตฺวา  ประมวลแล้ว
อภิสงฺขิปิตฺวา ย่อแล้ว
ตเทกชฺฌํ (ตํ + เอกชฺฌํ) โดยความเป็นอันเดียวกัน


สังเกตการเรียนว่าตอนแรกจะเรียนแบบแยกแยะก่อน
แยกแยะรายละเอียดที่มีอยู่มากมายแล้วประมวลเข้ามา
รวมเป็นลักษณะหรืออาการเดียว (เช่น สำหรับเวทนาขันธ์ คือ เป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น)

จะเห็นละเอียดขนาดไหน ท้ายที่สุดแล้ว
มารวมทีหลังแล้วก็เห็นด้วยปัญญาอันชอบว่า
"นี่แหละสักแต่ว่าเวทนา"
ซึ่งเวทนานี้ ไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่เป็นตัวตนของเรา

เห็นเท่านี้พอหรือไม่พอ?
ไม่เกี่ยวกับเห็นมากน้อยแค่ไหน
เกี่ยวกับแค่ว่า แล้วมันเลิกเห็นผิดได้มั้ย
ถ้าไม่ได้ ความหมายคือว่า ปฏิบัติเท่านั้นก็ "ไม่พอ"

แล้วถ้าไม่พอต้องทำอะไรเพิ่ม?

ก็มาดูตามพุทธพจน์
วัตถุประสงค์นี้ไม่ใช่ดูเพื่อให้เก่งกาจอะไร แต่เพื่อละความเห็นผิดที่ยังมีอยู่
ยิ่งมีอุบายเพิ่มเติม (เรียนแบบแยกแยะ) ก็ยิ่งมีอุบายละความเห็นผิดได้ง่ายเข้า ก็เท่านั้นเอง

บางทีไม่มีอุบายก็ไม่รู้จะไปทางไหน .
พิจารณาทางเดิมก็ได้เท่าเดิม (ซึ่งยังไม่พอสำหรับการละความเห็นผิด)
แก้ปัญหาไม่ได้

การปฏิบัติธรรมไม่เกี่ยวกับรู้มากไม่มาก
เกี่ยวกับว่าแก้ปัญหาได้มั้ย
ปัญหาก็คือกิเลส แก้กิเลสได้ไหม แก้ความเห็นผิดได้หรือยัง

การ "รวบ" ด้วย "ปัญญาอันชอบ" จะเกิดเองโดยธรรมชาติ
หน้าที่เราก็แค่ มาฝึกศีล สมาธิ ปัญญา ในกรรมฐาน ในองค์มรรคนี่แหละ
เพื่อ "ผล คือ ปัญญาอันชอบ" นี้ให้เห็นชัด เพื่อ...เพื่อ...เพื่อ ละกิเลสออกไป


วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

พิจารณาไตรลักษณ์

ผู้ที่พิจารณาเด่นในความไม่เที่ยง
จะเห็นสังขารปรากฏเป็นของสิ้นไป เสื่อมไป
ในใจจะรู้สึกว่ามีแต่ของหมดไปๆ แม้ของยังไม่หมด ก็ปรากฏในใจว่าหมด
แม้กำลังมีอยู่ ก็ปรากฏว่าหมด

เมื่อพิจารณาความไม่เที่ยงบ่อยๆ
จิตจะมากด้วยความน้อมใจเชื่อ เชื่อพระพุทธเจ้า
จิตก็จะดิ่งลงในลักษณะเป็นอธิโมกข์ คือมีสัทธินทรีย์เป็นตัวนำ
คนที่เดินตามสัทธินทรีย์ที่นำหน้าไป นี้เรียกว่า สัทธานุสารี
เดินตามมรรคมีองค์ 8 เรื่อยไปจนบรรลุธรรม ก็เรียกว่า สัทธาวิมุตติ
ได้อนิมิตตวิโมกข์ คือความหลุดพ้นโดยเห็นว่า
โลกนั้นไม่มีเครื่องหมายใดๆ ที่พอจะไปจับ ไปถือ ไปต้องเอาไว้ได้
เพราะมีแต่ของสิ้นไป หมดไปๆ
ท่านก็เห็นมุมอนัตตาเช่นกัน เพียงแต่จุดเน้น เน้นมาทางไม่เที่ยง

ผู้ที่พิจารณาเด่นในความเป็นทุกข์ เป็นของบีบคั้น
จะเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว
จิตก็จะหงอย เหงา
ปฏิบัติก็มักต้องฝ่าฟันความลำบากนานาประการ 
 จิตท่านจึงเน้นไปทางสมาธิ คือมีจิตมั่นคง ไม่หวั่นไหว
เพราะโลกมันมีแต่ทุกข์ เป็นของน่ากลัวอยู่เสมอ จึงระมัดระวังจิตใจมาก
มักจะไม่เข้าไปยุ่งกับคนนั้นคนนี้ เพราะสิ่งต่างๆ ปรากฏแก่ใจแล้วว่าน่ากลัวทุกอย่าง
อินทรีย์ที่เป็นตัวนำคือ สมาธินทรีย์ มีความไม่หวั่นไหวไปกับโลกเป็นตัวนำ
เรียกท่านเหล่านี้ว่า กายสักขี
เห็นโลกเป็นทุกข์ พึ่งพาอาศัยไม่ได้ ต้องพึ่งจิตตนเท่านั้น
เมื่อบรรลุธรรม ก็เรียกว่า กายสักขี เช่นเดิม
เมื่อบรรลุธรรมเรียก อัปปนิหิตวิโมกข์ คือบรรลุโดยเห็นว่า
โลกสังขารมีแต่ทุกข์ ไม่อาจจะหยั่งลงตรงไหนได้


ผู้ที่พิจารณาเด่นในควาเป็นอนัตตา
สังขารจะปรากฏเป็นความไม่ใช่ตัวตน ว่างจากตน
ไม่มีใครทำเหตุ ไม่มีใครรับผล
อินทรีย์ที่มากคือ ปัญญินทรีย์
ท่านที่หยั่งลงสู่ปฏิปทาเช่นนี้ เรียก ธัมมานุสารี
เมื่อบรรลุธรรม เรียก ทิฏฐิปปัตตะ บรรลุเพราะความเห็นตรงถูกต้อง
เมื่อได้บรรลุ ก็เรียกว่าเป็นแบบสุญตวิโมกข์

สตินทรีย์และวิริยินทรีย์ ทุกคนมีเหมือนกัน
แต่ความโดดเด่นจะแตกต่างกัน 3 อินทรีย์


วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ขันธ์

ขันธ์

กอง - รวมๆ กันเป็นกลุ่ม
ส่วน - แยกส่วน ไม่เหมือนคนอื่นเขา และคนอื่นเขาก็ไม่เหมือนกับมัน

รูป - รุปนลักษณะ พังแตกสลายตายได้
นาม ไม่พังด้วยความเย็นความร้อน ฯลฯ

เวทนา - ความรู้สึก รสชาติของโลก จึงนิยมใช้คำว่าเสวย
เป็นรสชาติของสิ่งนั้น

สัญญา - การกำหนด
สัญญางอกออกมาจากใจ (เห็นได้จากในสมาธิ ให้ไปอยู่กับสัญญาเดียว)
อยู่กับอารมณ์กรรมฐาน ก็จะไม่รู้สึกว่าอะไรเป็นอะไร
ถอยออกมาสักหน่อยก็จะเริ่มเห็นสัญญางอกออกมา อันนี้เป็นอันนี้ อันนั้นเป็นอันนั้น
เป็นการทำเครื่องหมายของสิ่งนั้นว่าต่างจากคนอื่นยังไง

สังขาร - การปรุงโดยมีเจตนาเป็นตัวนำ
โลภะ โทสะ โมหะ ถ้าไม่มีเจตนาประกอบเรื่องก็ไม่เป็นบาป
บุญก็เช่นกัน ก็ต้องมีเจตนามาประกอบ

วิญญาณ - ที่ทำงาน ที่รองรับ ที่วิ่งเล่น
มากับเขา มาก่อนเขา อยู่กับเขา อยู่ด้วยทุกตอน
ขนาดฟังไม่รู้เรื่องก็ยังรู้ว่าไม่รู้นี่ก็วิญญาณ
นอนหลับเป็นตายยังรู้เลย (รู้ว่านอนหลับ)
เกิดดับเหมือนไม่มีวันตาย เชื้อคืออวิชชา
มีทั้งที่ขึ้นและไม่ขึ้นทวาร (เช่น ภวังคจิต ปฏิสนธิจิต จุติ)

รู้ มี 3 ขันธ์
ไม่รู้ มี 1 ขันธ์
ไม่ค่อยรู้เรื่อง 1 ขันธ์

ปัญญาน้อยๆ กำหนด 2 ขันธ์ก่อน รูป กับเวทนา (แค่รู้สึก ไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรกับใคร)

รู้แบบสัญญา
รู้แบบกำหนด รู้ชื่อมัน
กำหนดได้เฉพาะเท่าที่เคยรู้มาก่อน
ปัญญารู้ถึงไหน สัญญากำหนดได้ถึงนั่น วิญญาณก็รู้ตามว่า ได้รู้แล้วๆ

ปัญญา
ความรู้ชนิดบุกเบิกไปเรื่อยๆ